เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว ครอบครัวของเราเพิ่งย้ายมาอยู่จังหวัดขอนแก่นกับคุณตาคุณยาย  บ้านของคุณตาเป็นครอบครัวใหญ่ ประกอบด้วยสมาชิกนับสิบชีวิตที่มาพึ่งร่มโพธิ์ร่มไทรของคุณตาคุณยาย ในตอนนั้นจังหวัดขอนแก่นยังเป็นจังหวัดเงียบๆ รถรายังไม่พลุกพล่าน ถนนหนทางยังมีจำนวนน้อย ยิ่งเมื่อตกเย็นบรรยากาศก็เงียบสงัด มืดสลัว เพราะจำนวนเสาไฟข้างถนนหนทางนั้นยังมีน้อย หรือบางเส้นทางก็ไม่มีเลย จึงมีเรื่องเล่าถึงเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งเป็นถนนลาดยางสายสั้นๆ มีรั้วสีขาวขนาบสองข้างทาง ถัดออกไปเป็นพุ่มไม้ และไม้ใหญ่ครึ้ม ถนนเล็กๆนี้สามารถร่นระยะทางในการสัญจรได้มาก แต่ในเวลานั้นเส้นทางเล็กๆสายนี้ยังไม่มีไฟฟ้าในยามค่ำคืน โจรผู้ร้ายจึงอาศัยความมืดมิด เพื่อก่ออาชญากรรมและชิงทรัพย์ผู้ขับขี่จักรยานยนต์อยู่แทบทุกค่ำคืน  หลายต่อหลายครั้งที่ผู้ประสบเหตุถึงแก่ชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ ทำให้ผู้ใช้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางสายนี้หลังพระอาทิตย์ตกดิน 

Advertisement

Advertisement

แม่เล่าว่า ในอดีตก่อนที่เส้นทางสายนี้จะถูกพัฒนาเป็นเส้นทางสัญจร บริเวณนี้เคยเป็นที่ฝังศพของกองกำลังคอมมิวนิสต์ จากนั้นจึงถูกแพ้วถางให้เป็นทางเดินเล็กๆรกๆ เต็มไปด้วยพุ่มไม้ใหญ่น้อย ทั้งมืดและเปลี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหลังพระอาทิตย์ตกดินจะมีเพียงแสงเดือนหมู่ดาวบนท้องฟ้าเท่านั้น ที่คอยอยู่เป็นเพื่อนส่องสว่างบนเส้นทางสายนี้  เหตุการณ์สะเทือนขวัญและความสูญเสียที่เกิดบนเส้นทางสายนี้ได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ได้นำมาซึ่งเรื่องเล่าขานอันน่าสะพรึงกลัว จากดวงวิญญาณที่เชื่อกันว่ายังคงวนเวียนอยู่ ณ บริเวณนี้  ไม่นานหลังจากนั้นเส้นทางสายนี้ก็ได้ถูกปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นเพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่เรื่องเล่าเหตุหลอนต่างๆ ก็ยังคงถูกเล่าขานสืบมาจนปัจจุบัน

Advertisement

Advertisement

ในตอนนั้นครอบครัวของเรามักใช้เส้นทางสายนี้เป็นประจำ เนื่องจากความสะดวกรวดเร็ว และการใช้รถยนต์ในการเดินทาง ถึงแม้จะเป็นเวลาไร้แสงอาทิตย์ แสงไฟจากรถยนต์ของเราก็สว่างมากพอที่จะทำให้เห็นทุกอย่างภายนอกได้อย่างชัดเจน จึงทำให้ในบางครั้งพวกเราก็ลืมเลือนเรื่องเหตุร้ายต่างๆไป  ดิฉันเองเดินทางผ่านเส้นทางสายนี้ไปกับพ่อและแม่บ่อยครั้ง ทุกๆครั้งก็คอยสังเกตข้างทางตลอด เผื่อมีเหตุเภทภัยต่างๆจะได้ระวังกันทัน และเพราะเป็นการเดินทางพร้อมกับพ่อและแม่ ดิฉันจึงรู้สึกอบอุ่นใจอยู่เสมอ หากเจอภัยใดๆ เราก็มีกันและกัน และหากเจอผีจริงๆ ก็คงไม่น่ากลัวเท่าไร เพราะเราอยู่ในรถและมีพ่อกับแม่อยู่ด้วย
 

แต่ใครจะไปรู้หละ ว่าในส่วนของแม่นั้นนนนนนน..... จะเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียวเชียว

Advertisement

Advertisement

ในเย็นวันหนึ่ง แม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่แม่ได้พบเจอ ณ เส้นทางสายนั้น ระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งกินข้าวเย็นด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา  เรื่องของเรื่องคือ...หลายวันก่อนแม่และพ่อมีธุระ ตกเย็นโพล้เพล้จึงได้ขับรถคันเก่าๆ ไร้เครื่องปรับอากาศของพวกเราไปด้วยกันเพียงสองคน (ลูกๆไม่ได้ไปด้วยค่ะ) เสร็จธุระก็เป็นเวลาค่ำมืด แสงเดือนแสงดาวเริ่มให้ความสว่าง ถ้าจะประมาณเวลาก็คงจะสองทุ่มกว่าๆ (แม่ว่าอย่างงั้น) และเผอิญมีเหตุที่พ่อและแม่จะต้องขับรถไปบนเส้นทางสายนั้น ซึ่งในตอนนั้นพ่อกับแม่ไม่รู้เลยว่านี่คือเส้นทางที่ทุกคนขยาดและหลีกหนีในยามมืด  แม่บอกว่า "เออ...ถนนเส้นนี้มีรั้วสีขาวยาวตลอดเส้นทางเลย...มืดแล้วก็มองเห็นชัดดีนะ"  พอขับรถมาได้ถึงกึ่งทางก็ปรากฏว่ามีคนเดินและยืนคุยกันเป็นกลุ่มๆ บนฟุตบาทริมรั้วสีขาว และยังมีอีกกลุ่มนั่งห้อยขาอยู่บนริมรั้ว เป็นระยะๆ จนเกือบสุดทาง  กลุ่มที่เดินและยืน จะมองเห็นตั้งแต่ขาขึ้นไปจนถึงลำตัวและศรีษะ แต่มองไม่เห็นใบหน้าและเท้าเพราะความมืด แต่ดูตามลักษณะน่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นหรือนักศึกษา  ทุกคนเดินหยอกล้อกัน คุยกันตามประสาวัยรุ่น แต่แปลกที่....ทำไมพ่อและแม่กลับไม่ได้ยินเสียงพวกเขาคุยกัน ทั้งที่บริเวณนั้นก็เงียบสงัด และรถของเราก็เปิดกระจก! (รถของเราไร้เครื่องปรับอากาศค่า....) แต่แม่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร ที่มาเล่าให้ฟังก็เพราะสงสัยว่านักศึกษาเขาไปทำอะไรกันที่นั้นมืดๆ ไม่มีไฟเลยสักดวง  เมื่อเล่าจบ น้าสาวผู้คุ้นเคยกับเส้นทางสายนั้นก็ตาโต ตกใจ หันไปถามย้ำกับแม่ว่า "เจอเด็กนักศึกษาเหรอที่นั่นเหรอ หลายคนด้วยเหรอ...."  ก่อนน้าสาวจะกลืนน้ำลายลงคอและพูดต่อว่า  "พี่รู้ไม๊ว่า... กลางคืนที่นั่นไม่มีนักศึกษาคนไหนไปเดินหรอก แล้วรถจะวิ่งผ่านก็ไม่มีคันไหนอยากจะไปเส้นทางนี้ เพราะเขากลัวจะเจอแบบที่พี่เจอนี่แหละ"  แม่ได้ฟังคำตอบก็ขนลุกไปทั้งตัว "จริงๆเหรอ" แม่ถามย้ำอีกครั้ง "เราเจอใครหละเป็นสิบๆคนเลยนะ... แต่ละคนไม่มีเท้าจริงๆ... ใช่จริงๆเหมือนลอยไปมาในอากาศเลย..."  แม่เริ่มทบทวนสิ่งที่เห็น "เจอผีอย่างจังแต่ไม่รู้ตัว....ถ้ารู้ตอนนั้นจะกลัวจนช๊อกไม๊เนี้ย... ฮาฮาฮา"  แม่ทั้งตื่นตระหนกและขบขันกับประสบการณ์ที่ตนเองพบเจอ

แม่บอกว่า ขออุทิศบุญให้ทุกคนที่มาปรากฏให้เห็น ให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้นไป... ใครอ่านแล้วก็อุทิศบุญให้พวกเขาด้วยนะคะ เพราะพวกเขาก็เคยเป็นคนเหมือนกันกับพวกเรา มีครอบครัวที่รักและผูกพันเช่นเดียวกันกับเรา เผื่อว่าวันนึงพวกเขาจะได้หลุดพ้นไปจากที่ตรงนี้ ไปสู่ที่ๆสว่างไสวไม่มืดมิดนะคะ

ปัจจุบันถนนเส้นนั้นมีแสงไฟส่องสว่างไสวตลอดเส้นทาง มีรถสัญจรผ่านไปมามากมาย ไม่เงียบไม่มืด ไม่วังเวงเหมือนเดิมแล้ว และยิ่งตอนนี้เป็นสถานที่สุดฮิตที่ถูกใช้จัดกิจกรรมรื่นเริงต่างๆมากมาย ผู้คนมาร่วมงานจนแน่นขนัดจนแทบจะไม่มีที่เดินที่หายใจ   ความน่ากลัวของเส้นทางสายนี้จึงจางหายไปตามกาลเวลาและแสงไฟ กลายเป็นตำนานเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นต่อๆมา  แต่เรื่องราวหลอนๆของถนนเส้นนี้ ที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของดิฉันไม่ได้เกิดขึ้นกับแม่เพียงคนเดียวนี่สิคะ คอยติดตามเรื่องราวจากถนนเส้นนี้ได้ในตอนต่อไป......ในตอน......ฉันไม่ได้ไว้ผมยาว...