เมื่อพูดถึงจังหวัดที่มีความน่าสนใจในแถบภาคอีสาน จังหวัดแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม้พ้น “ขอนแก่น” เนื่องจากขอนแก่นเป็นเมืองที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เป็นศูนย์กลางของความเจริญ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันอีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมต่าง ๆ มากมาย เช่นเดียวกับสถานที่ที่เราจะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักนั่นก็คือ “วัดไชยศรี” แหล่งเรียนรู้วรรณกรรมที่ถูกถ่ายทอดผ่านฮูปแต้มอันวิจิตรงดงาม 

อุโบสถ วัดไชยศรี

           “วัดไชยศรี” หรือ “วัดใต้” ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 บ้านสาวะถี ต. สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น อยู่ห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่นประมาณ 21 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่ที่มีโบสถ์หรือสิมอายุราวกว่าร้อยปีเศษ โดยมีพระครูบุญชยากร (วสันต์ มหาปุญโญ) เป็นเจ้าอาวาสวัดองค์ปัจจุบัน

รูปแบบสถาปัตยกรรม

สิมที่วัดไชยศรีนั้นมีลักษณะเป็นสิมทึบแบบพื้นบ้านอีสานไทย และได้รับอิทธิพลจากช่างญวน  โดยก่อสร้างก่อน พ.ศ. 2460 หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูและบันไดทางขึ้นด้านหน้าเพียงด้านเดียว เดิมหลังคาเป็นแบบมีปีกยื่นแบบสถาปัตยกรรมอีสาน โดยผนังด้านข้างมีหน้าต่าง 3 ช่อง เป็นหน้าต่างจริง 1 ช่อง ผนังด้านหลังปิดทึบ มีหน้าต่างหลอก 3 ช่อง หลังคาทรงจั่ว มีการต่อหลังคาปีกนก มีเสาไม้รองรับ โดยรอบสิมนั้นจะมีกำแพงแก้วที่ก่อด้วยอิฐล้อมรอบ ต่อมาชาวบ้านได้ทำการบูรณะซ่อมแซมเนื่องจากเกิดชำรุดมากทั้งส่วนผนังและหลังคา แต่ด้วยความไม่เข้าใจในเรื่องการบูรณปฏิสังขรณ์วัตถุโบราณ และศิลปกรรม จึงได้เปลี่ยนหลังคาเป็นแบบทรงภาคกลางและได้เสริมผนังบางส่วนให้สูงขึ้น เพื่อรับกับรูปทรงใหม่ของการก่อสร้าง ผลจากการซ่อมแซมนี้ทำให้น้ำปูนไหลมาทับภาพจิตรกรรมบางส่วนทั้งทางด้านนอกและด้านใน 

Advertisement

Advertisement

ผนังด้านหลังของอุโบสถที่ถูกปิดทึบ ล้วนเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมที่งดงาม โดยฝีมือของช่างเขียนภาพพื้นบ้านชื่อ นายทอง ทิพย์ชา เป็นคนชาว อ. บรบือ จ. มหาสารคาม

จิตรกรรมฝาผนัง

ภาพจิตกรรมฝาผนังหรือที่เรียกว่าฮูปแต้มนั้น เป็นฝีมือของช่างเขียนภาพพื้นบ้านชื่อ นายทอง ทิพย์ชา เป็นคนชาว อ. บรบือ จ. มหาสารคาม โดยการเขียนภาพนี้จะเขียนตามที่หลวงปู่อ่อนสา เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดท่านกำหนดให้เขียนโดยใช้สีฝุ่นวรรณะเย็น คือ สีคราม สีเหลือง สีขาว สีเขียว สีน้ำตาล และสีดำ ทั้งนี้ด้านในของอุโบสถตามธรรมเนียมโบราณจะห้ามไม่ให้สุภาพสตรีเข้าไปผนังด้านในเขียนภาพเกี่ยวกับเรื่องราวพระพุทธเจ้า พระเวสสันดรชาดก สินไซ(สังข์ศิลป์ชัย) ภาพเทพ ภาพบุคคลและสัตว์ต่างๆ ผนังด้านนอกเขียนภาพนรกเจ็ดขุม เรื่องพระเวสสันดรชาดร สินไซและภาพทหารยืนเฝ้าประตู โดยความโดดเด่นของฮูปแต้มสิมวัดไชยศรีนี้คือ ช่างเขียนภาพได้เขียนภาพและเรื่องราวของภาพไว้ทุกซอกทุกมุมต่าง ๆ ของผนังอุโบสถ ส่วนมากลักษณะตัวภาพมีขนาดใหญ่มีแนวการแบ่งภาพตามช่องสี่เหลี่ยมของผนังและใช้ลายเส้นและสีแบ่งภาพเป็นชั้น ๆ ด้วย

Advertisement

Advertisement

          เทคนิคการสร้างภาพใช้สีขาวทารองพื้นก่อนร่างภาพ และจะร่างภาพด้วยดินสอแล้วจึงลงสีภาพที่ต้องการให้เด่นหรือตัวสำคัญ ช่างเขียนภาพจะลงสีเข้ม ตัวภาพที่ไม่สำคัญหรือภาพประกอบจะลงสีอ่อนแล้วใช้ลายเส้นตัดขอบตัวภาพ และเขียนลวดลายต่าง ๆ บางภาพไม่เขียนสีตัวภาพแต่ใช้วิธีตัดเส้นรองพื้นและเขียนรายละเอียดคือ ใช้สีรองพื้นเป็นสีภาพบุคคล

อุโบสถที่รายล้อมไปด้วยภาพวาดอย่างวิจิตรงดงาม          ภาพบุคคลมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ไม่ได้สัดส่วน ศีรษะใหญ่ ลำตัวสั้น มักเขียนใบหน้าด้านข้าง ลักษณะท่าทางเป็นธรรมชาติ ภาพสัตว์เขียนตัวค่อนข้างใหญ่ การเขียนภาพต้นไม้ ลงสีแล้วใช้ลายเส้นเขียนรายละเอียด ซึ่งทำให้ดูเป็นธรรมชาติและมีความเคลื่อนไหว มีอักษรไทยน้อยเขียนอธิบายภาพทั้งผนังด้านในและด้านนอก

ภาพสินไซสู้กับยักษ์จนชนะแต่ละภาพที่บรรจงวาดขึ้นมา ล้วนทำให้เข้าใจเรื่องราวเป็นอย่างดี

เรื่องราวในวรรณกรรมเรื่อง สินไซ

          ณ เมืองเปงจาล มีพระยากุศราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครอง มีมเหสีชื่อว่านางจันทาเทวี มีน้องสาวชื่อนางสุมณฑา ต่อมามียักษ์ชื่อกุมภัณฑ์ ได้มาลักลอบฉุดนางสุมณฑาไปเป็นมเหสี พระยากุศราชรู้ก็เสียใจมากจึงตัดสินใจออกบวชเพื่อตามหาน้องสาว จนได้พบกับลูกสาวทั้งเจ็ดของเศรษฐีเมืองจำปา พระยากุศราชก็เกิดชอบลูกสาวทั้งเจ็ดของเศรษฐีจึงได้ลาสิกขาและกลับมาสู่ขอเป็นมเหสีรองทั้งเจ็ดคน ต่อมานางจันทามเหสีเอกได้คลอดลูกเป็นคชสีห์ โดยเป็นราชสีห์เฉพาะลำตัวมีส่วนหัวเหมือนช้างชื่อว่า สีโห และนางลุนธิดา ลูกสาวคนสุดท้องของเศรษฐีได้ลูกแฝดคนหนึ่งชื่อ “สินไซ” เพราะมีธนูและดาบออกมาด้วย ส่วนอีกคนมีรูปร่างเป็นหอยสังข์ จึงได้ชื่อว่า สังข์หรือสังข์ทอง ส่วนมเหสีอีก 6 คนคลอดเป็นเช่นคนปกติทั่วไป เรียกว่า กุมาร

          ต่อมาเกิดการชิงดีชิงเด่นกัน นางจันทา นางลุน ท้าวสีโห ท้าวสินไซ และท้าวสังข์ ถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนที่ไม่ดีต่อบ้านเมือง จึงถูกเนรเทศออกจากเมืองไปอยู่ป่า เมื่อทั้งหมดโตเป็นหนุ่ม พระโอรสของ 6 มเหสี ได้ออกตามนางสุมณฑา และได้พบกับสินไซกลางป่า โดยเห็นว่าสินไซมีอิทธิฤทธิ์มาก จึงออกอุบายให้สินไซไปตามหานางสุมณฑา สินไซเชื่อจึงออกตามหาพร้อมด้วยสีโหและสังข์ ทั้งสามพี่น้องต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่อสู้ทั้งกับยักษ์ นาค ครุฑ และงู จนรบชนะและฆ่ายักษ์กุมภัณฑ์ตายได้ สุดท้ายก็ได้นำนางสุมณฑากลับคืนมา แต่พอเดินทางกลับก็ถูกผลักตกเหว แต่พระอินทร์ลงมาช่วยไว้ ต่อมาความจริงได้ถูกเปิดเผย ทำให้ท้าวกุศราชสั่งเนรเทศมเหสีและโอรสทั้งหกออกจากเมือง แล้วไปรับนางจันทา นางลุน สินไซ สีโหและสังข์กลับเมืองเปงจาล แล้วมอบเมืองเปงจาลให้สินไซขึ้นปกครองแทน 

          ต่อมายักษ์กุมภัณฑ์ได้รับการชุบชีวิตจากพระยาเวสสุวรรณให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง จึงได้ลักลอบนำนางสุมณทากลับเมืองอโนราช และจับสินไซไปเป็นตัวประกัน ทำให้สีโหและสังข์ตามไปช่วย จนเกิดสงครามใหญ่ขึ้น พระอินทร์จึงมาไกล่เกลี่ย พร้อมเสนอทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ สุดท้ายทุกฝ่ายได้กลับไปสู่บ้านเมืองดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

          จะเห็นได้ว่าวรรณกรรมสินไซได้ถูกถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพจิตรกรรมฝาผนัง (ฮูปแต้ม) ไว้อย่างงดงาม นอกจากนี้ถายในบริเวณวัดยังมีแหล่งเรียนรู้อื่นๆ ให้ได้ชมกัน เช่น จุดบริการอ่านหนังสือเกี่ยวกับท้องถิ่น สินไซโมเดล ซึ่งเป็นโครงสร้างการพัฒนาเมืองขอนแก่น ที่สร้างโดยเครือข่ายศิลป์อีสานสร้างสุข เป็นต้น 

สินไซโมเดลจุดสำหรับใช้อ่านหนังสือป้ายเชิญชวนที่ติดไว้บริเวณทางเข้าห้องน้ำ

          วัดไชยศรีจึงถือได้ว่าเป็นวัดที่มีสิมเก่าแก่และมีภาพจิตรกรรมอันล้ำค่าอยู่เต็มผนังทั้งด้านนอกและด้านในทั้งรูปภาพที่บ่งบอกเรื่องราวต่าง ๆ ในพระพุทธประวัติ ภาพรวมทั้งวรรณกรรมพื้นบ้าน โดยเฉพาะเรื่องราวของสินไซที่ถูกเล่าด้วยภาพและบรรยายด้วยตัวหนังสือที่มีอยู่รอบโบสถ์นั้น ก็สามารถนำมาศึกษาภาพแต่ละภาพตามขั้นตอนเนื้อเรื่องของนิทานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบทอดต่อกันมา จึงทำให้สิม ณ วัดไชยศรีนี้ ควรได้รับการทะนุบำรุงรักษา เพื่อให้เยาวชนได้ถ่ายทอดความรู้และอนุรักษ์งานศิลปะจิตรกรรมอันงดงามนี้ไว้สืบไป