ใครๆ ก็เบือนหน้าหนี เป็นอย่างนี้ทุกที เวลาชวนมาพิพิธภัณฑ์...                                                                             

ใครๆ เขาก็ต่างงงงัน สงสัยในตัวฉัน เธอไปพิพิธภัณฑ์ มันจะไปสนุกได้ยังไง...                                                         

ฉันเขียนรีวิวเฮฮา ได้โปรดอย่าถือสา เพราะว่าสาระมันก็มี(อยู่นะ)...                                                                       

ค่าเข้าก็ยี่สิบบาทเองค่ะ ต่างชาติก็แค่ร้อยหนึ่งเองนะคะ  คุ้มมากเชิญมา...                                                               

ว่าแล้วก็เดินเข้า พิพิธภัณฑ์ ซึ่งเขาเปิดทุกวัน  เว้นจันทร์-อังคาร...                                                                           

เก้าโมงเช้า ถึงบ่ายสี่โมง วันละเจ็ดชั่วโมง อยากจะอยู่โยงก็ได้นะ เอาให้คุ้ม...                                                         

ถ่ายรูปหรือจะถ่ายเซลฟี งดแฟลชด้วยนะคะคนดี และต้องขอโทษที ห้ามถ่ายวีดิโอนะจ้ะ...                                         

Advertisement

Advertisement

ด้านในมี ชาม ไห พระกรุ  ศิลปวัตถุ เทวรูปล้ำค่า... มองซ้ายก็เป็นใบเสมา ศิลปะนานา พิจารณาให้จุใจ...                 

ข้องใจ หรือมีข้อสงสัย คุณภัณฑารักษ์ก็อยู่ไม่ไกล เต็มใจพร้อมให้ข้อมูล...                                                             

จากนี้ขอเชิญคุณทัศนา คุณจะได้รู้ว่า มาพิพิธภัณฑ์ มันบันเทิงยังไง… 

*หากคุณอ่านโดยไม่ได้ใส่ทำนองแร็ป กรุณากลับไปอ่านใหม่อีกรอบ พร้อมใส่ทำนอง แล้วค่อยกลับมาอ่านดิฉันนินทาช้อนกันนะคะ

 

นินทาช้อน

ช้อนดินเผา

ช้อนดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์


“ช้อนอะไร ทำไมใหญ่จัง เอาใส่ปากเข้าไปได้เยี่ยงไร”  “คนสมัยก่อนเขาตัวใหญ่กระมัง”  เสียงสตรีสองท่านกล่าวขึ้น ระหว่างที่ดิฉันยืนดูสิ่งของจัดแสดงตู้ข้างๆ 

อืม… เป็นการวิเคราะห์ที่น่าสนใจ 

โครงกระดูกที่ตั้งอยู่ด้านหลังของดิฉัน เป็นโครงกระดูกชาย อยู่ในวัยประมาณ 30 ปี มีความสูงประมาณ 162 เซนติเมตรเท่านั้น นอกจากจะไม่ได้รูปร่างใหญ่โต คนยุคโบราณนั้น น่าจะผ่ายผอม เพราะอาหารที่ไม่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย ไม่ใช่แค่ผู้ชายที่ผอมนะคะ ผู้หญิงก็เช่นกัน   ประติมากรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือ รูปสลักวีนัส มีลักษณะเป็นผู้หญิงร่างอ้วนท้วน เพราะผู้หญิงรูปร่างอวบอ้วนคือผู้หญิงสวย แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ เป็นสิ่งที่หายากในยุคนั้น (ในยุคเราคนสวยคือคนผอม เพราะคนในยุคเราน้ำหนักเกินมาตรฐานกันเยอะ) จากการศึกษาใบหน้าของมนุษย์ในยุคนั้น ก็พบว่าขนาดของริมฝีปากของเขา ก็ไม่ได้แตกต่างจากพวกเราด้วยนะคะ ครั้นจะเอาช้อนเข้าปากไปทั้งคันคงไม่ใช่ที่

Advertisement

Advertisement

โครงกระดูกโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์


 

ช้อนดินเผา

พูดถึงความงามของช้อนคันนี้ ถ้าสมมติไม่ทราบว่าเป็นโบราณวัตถุ อาจจะเข้าใจผิด ว่านี่คือช้อนที่ได้รับการออกแบบ จากนักออกแบบมินิมอลลิสม์ในยุคนี้ ช้อนคันนี้ มีสัดส่วนเส้นโค้งที่สวยงามลงตัว มีเส้นสายที่เรียบง่าย สบายตาด้วยสีสันวัสดุตามธรรมชาติ    ด้วยพื้นผิวที่เรียบและขอบช้อนที่บาง สันนิษฐานว่าเพื่อไม่ให้ช้อนบาดปาก ซดน้ำแกงได้สะดวก  ขนาดของคันช้อนมีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่พอๆ กับด้ามตะหลิวในปัจจุบัน และมีลักษณะกลม ฉะนั้นการจับถือช้อนคันนี้ คงไม่ได้มีลักษณะ เหมือนกับการถือช้อนสั้น ของคนในปัจจุบัน  น่าจะคล้ายกับการจับตะหลิวมากกว่า เมื่อวิเคราะห์จากลักษณะการจับ ดิฉันคิดว่านี้คือช้อนซุปช้อนแกง ที่เราตักขึ้นมาดื่ม ไม่ได้ใช้ทานอาหารเหมือนช้อนสั้นในยุคปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นช้อนตวง ช้อนยา ของหมอผีก็ได้นะคะ ใครจะไปรู้...

Advertisement

Advertisement

เห็นแต่ภาพถ่าย ก็คงจินตนาการไม่ได้ ว่าช้อนดินเผาที่ว่านี้ ขนาดใหญ่โตประมาณไหน จะเอาเข้าปากได้หรือไม่ อ่านบทความนี้จบแล้วขอเชิญชวนให้คุณๆ มาทดลองอ้าปาก เทียบขนาดกับช้อน ที่หน้าตู้นิทรรศการ แล้วถ่ายเซลฟีกันลองดู แต่อย่าลืมปิดแสงแฟลชนะคะ เพราะแสงแฟลชที่สว่างไสวเจิดจ้า นอกจากจะแสบตาแล้ว ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้โบราณวัตถุต่างๆ สลายตัวเร็วยิ่งขึ้น และนี่คือที่มาว่าทำไมพิพิธภัณฑ์ถึงได้มืดๆ 


ความบันเทิงของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ยังไม่จบนะคะ มาต่อกันที่สิ่งนี้...

ไฮโซโบว์ใหญ่

้เบี้ย

เบี้ย เป็นแผ่นเป็นดินเผา ลักษณะกลมแบน ขนาดประมาณผ่ามือ มีทั้งแบบเจาะรูตรงกลาง และแบบไม่มีรู มีลวดลายจากการกดด้วยของแข็ง เมื่อดินยังคงอ่อนตัว ก่อนจะตากให้แห้ง แล้วนำไปเผา เบี้ยนี้ก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเอาไว้ทำอะไรกันแน่ แต่นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า ใช้เป็นเครื่องประดับ ภาพแรกที่จินตนาการ คือ ผูกเชือกห้อยคอเก๋ๆ ไฮโซโบว์ใหญ่กันไปเลย ห้อยทั้งที่ก็เอาชิ้นใหญ่ๆ ให้คนเขาเห็นกันชัดๆ จากระยะไกลๆ ประทับใจกันทั้งหมู่บ้านไปเลย  เอาเข้าจริงๆ อาจจะเป็นเครื่องประดับของหมอผีก็ได้นะ เพราะหมอผี มีตำแหน่งทางสังคม ที่สูงส่งกว่าคนทั่วไป คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ถ้าหมอผีจะมีเครื่องประดับเก๋ๆ นอกจากเป็นเครื่องประดับ ยังสันนิษฐานว่าเป็นเงินตรา ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า เงินหนัก เงินใหญ่ นั้นเอง…ผิด!  

ขนาดที่ใหญ่โตนี้ คงเป็นเพราะรูปแบบการใช้ชีวิต ที่ทรหดของคนในยุคนั้นนั่นเอง ถ้าเครื่องประดับไม่ทรหดใจสู้ คงจะไม่ตอบโจทย์ รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนเก๋ๆ ในยุคนั้น   นอกจากนั้นการเดินทาง ไปซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า น่าจะเกิดขึ้นกับชุมชนต่างพื้นที่ เดินทางแต่ละทีก็ลำบากลำบน กว่าจะไปถึง คงมีเหรียญตกแตกกันไปเยอะ เลยต้องทำให้ใหญ่ๆ โตๆ เข้าไว้ จะได้ทนๆ 

กล่าวถึงความงามของเบี้ยทั้งสี่ชิ้นนี้ สิ่งที่พุ่งออกมากระทบจักษุของดิฉัน เป็นสิ่งแรกเลยก็คือ ลวดลายบนพื้นผิวของเหรียญ ซึ่งเกิดจากการกดลวดลาย ด้วยของแข็ง ซึ่งอาจจะเป็นการตีด้วยไม้ตีลาย หรือกลิ้งด้วยพิมพ์ดินเผา แค่มองดูจากนอกตู้กระจก ดิฉันยังสามารถรับรู้ได้ ถึงแรงปะทะ และพลังทางอารมณ์อันเข้มข้น ที่ช่างปั้นประทับลงบนเหรียญอย่างรวดเร็วฉับพลัน นับเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ ในรูปแบบนามธรรมที่คมชัดอัดแน่น แม้เวลาจะผ่านนานนับพันปี ส่วนช่างปั้นก็สิ้นชีวีไปนานแล้ว แต่พลังงานเหล่านั้น ยังคงเข้มข้นชัดเจน จวบจนทุกวันนี้ สมกับคำกล่าวของฮิปโปเครติสที่ว่า "ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น" ไม่มีผิดเพี้ยน

แม่พิมพ์ดินเผาแม่พิมพ์ดินเผา สร้างลวดลายด้วยการกลิ้งบนพื้นผิวดินเหนียวที่ยังนิ่มอยู่


ไม่ว่าเธอจะเคยเป็นใคร

ไหสามขา

ไห/โถดินเผา สามขา  การจะเรียกว่าไหหรือโถ ขึ้นอยู่กับพื้นที่ ที่ขุดพบโบราณวัตถุชิ้นนั้น ภาชนะชิ้นนี้พบในภาคอีสานตอนบน คนภาคอีสานก็ถนัดเรียกว่าไห คนภาคกลางก็สนิทใจเรียกโถ คนยุคโบราณก็คงจะมีชื่อเรียกภาชนะใบนี้ด้วยภาษาในยุคของเขาเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะตั้งชื่ออะไรก็เป็นเพียงชื่อสมมติ อย่าไปยึดติดกันมากนะคะ  

โถใบน้อยใบนี้ มีรายละเอียดในการผลิตสูงมาก ถ้าดิฉันจะต้องทำเครื่องปั้นดินเผารูปทรงนี้ คงเริ่มจากการขึ้นรูปส่วนคอ แล้วขึ้นรูปส่วนตัวภาชนะ โดยการตีขึ้นรูปด้วยหินดุและไม้ตี  เนื่องจากโถในภาพมีการตกแต่งด้วยดินเส้น ด้วยกันทั้งหมดสองจุด สองจุดนั้นอาจจะเป็นรอยต่อของดิน ซึ่งช่างปั้นตั้งใจใช้ดินเส้นตกแต่ง เพื่อปกปิดรอยต่อ และเสริมความแข็งแรงให้กับรอยต่อ พร้อมกับติดขาตั้งทั้งสามขา  ติดขาเรียบร้อยแล้วจึงใช้ของแข็ง กดบนผิวดินให้เป็นลวดลาย ในส่วนนี้น่าจะมีแม่พิมพ์ ที่ใช้เพื่อกดลายโดยเฉพาะ สังเกตได้จากรอยกดรูปวงกลม น่าจะมีการใช้เขี้ยวสัตว์ หรือกระดูกสัตว์ในการกดลาย       

ส่วนลวดลายเป็นภาพอะไรไม่แน่ใจจริงๆ ค่ะ แต่เชื่อว่าคนในยุคสมัยนั้นเห็นแล้วต้องทราบทันทีแน่ๆ ว่าศิลปินผู้ปั้นวาดภาพอะไรลงไป  เหมือนที่เราเห็นโอ่งมังกรราชบุรี เราก็รู้ทันทีว่านี้คือมังกร ทั้งที่มังกรเป็นสัตว์ในตำนาน ไม่มีอยู่จริง ถ้าเราแบกโอ่งมังกรย้อนอดีตกลับไป ให้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ดู แล้วถามเขาว่านี้ภาพอะไร เขาก็คงไม่มีทางรู้จักมังกรแน่ๆ อีกทั้งพืชและสัตว์บางชนิดในสมัยนั้นก็สูญพันธ์ไปก่อน ที่พวกเราจะกำเนิดขึ้นมา ฉะนั้นหากลวดลายในภาพไม่ได้ถูกศิลปินตัดทอนรายละเอียด ให้กลายเป็นลวดลายกราฟิก เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นพืชหรือสัตว์ที่สูญพันธ์ุไปแล้ว หรืออาจจะเป็นรูปสัตว์มงคล ของยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็ได้นะคะ      

เมื่อกดลายจนพึงพอใจ ก็ทาสีด้วยน้ำดินสีขาวคล้ายๆโคลน แต่ไม่เหนียวข้นเท่ากับโคลน จากการแตกบิ่นของภาชนะ จะเห็นชั้นสีขาวบนพื้นผิวภาชนะ ซึมลงไปในเนื้อภาชนะด้วย เป็นไปได้ว่า ศิลปินต้องทาน้ำดินสีขาวซ้ำหลายรอบ จนกว่าจะปิดสีเดิมของดินจนสนิท (มีรอยแปรงด้วยนะ) เมื่อน้ำดินสีขาวแห้ง จึงทาน้ำดินสีแดงทับ แล้วนำไปตากให้แห้งสนิท รอเข้าเตาเผาค่ะ

แทรกความรู้นิดนึง การขึ้นรูปด้วยหินดุ

หินดุหินดุ เหล่านี้ไม่ได้ทำจากหิน แต่เป็นดินเผาค่ะ  เป็นอุปกรณ์ในการขึ้นรูปภาชนะดินเผา ช่างปั้นจะใช้หินดุนี้ดุนภายในภาชนะ แล้วใช้ไม้ตีภาชนะจากภายนอกให้มีรูปทรงโค้งมนตามต้องการ  ซึ่งการขึ้นรูปด้วยหินดุนี้ ยังคงสืบทอดมาจนทุกวันนี้นะคะ 

ภาชนะฐานสูง

ตัวอย่างภาชนะที่ขึ้นรูปด้วยหินดุ แต่ใช้ไม้ตี ที่มีลายในตัว

ภาชนะทรงป้านมีฐานสูง ขึ้นรูปด้วยการตีด้วยไม้ตีลายและหินดุ ตกแต่งด้วยน้ำดินสีขาวและสีแดง จะเห็นได้ว่าภาชนะใบนี้มีรูปทรงโค้งมนป้านออก แต่พื้นผิวมีร่องรอยลักษณะคล้ายคลึงกันกับ เบี้ย นั้นเป็นเพราะไม้ที่ใช้ตีขึ้นรูปด้านนอกของภาชนะไม่ใช้ไม้เรียบ แต่มีการสร้างร่องรอยบนผิวไม้ไว้ เมื่อตีลงบนดินเหนียวที่ยังอ่อนตัวจึงปรากฏร่องรอยเหล่านั้นบนเนื้อดิน ซึ่งผิวสัมผัสที่ขรุขระนี้ นอกจากจะมีประโยชน์ ในการสัมผัสภาชนะที่มั่นคงแล้ว ยังสร้างความรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้สัมผัสอีกด้วย


 

ไหสามขา

กลับมานินทาโถสามขาใบงามต่อ ความงดงามของโถใบนี้ ถือว่าอยู่ในระดับนางงามจักรวาลเลยนะคะ ด้วยขนาด สัดส่วนและรูปทรง ที่มีความอ่อนช้อยนิ่มนวลลงตัว คล้ายกับสตรีที่อ่อนหวาน มีกิริยาการเคลื่อนไหวที่ชดช้อย นุ่มนวล ทำให้ชวนเอ็นดู รู้สึกน่ารักน่าทะนุถนอม การตกแต่งด้วยดินเส้นทั้งสองจุด นอกจากจะช่วยในเรื่องการสัมผัส หยิบจับให้มีความถนัดมั่นคงมากขึ้น ยังเน้นรูปทรงของโถให้ชัดเจน ดึงดูดสายตาผู้พบเห็น ให้ต้องหยุดมองลวดลายของเส้นดินนี้ ก่อนที่จะกวาดสายตาไปเห็นลายกด ที่ประดับประดาอยู่ส่วนบนของโถ  ความลึกลับของลายกดบริเวณส่วนบนของโถ ทำหน้าที่คล้ายสัดส่วนของสีคู่ตรงข้าม ที่เข้ามาสร้างบุคลิกที่ซับซ้อน ทำให้โถใบนี้ทั้งอ่อนหวานและมีมิติน่าค้นหา  

สวยงามขนาดนี้คงเป็นโถที่ใช้บรรจุของสำคัญ หรือเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษ คือ ทั้งโถและของในโถเป็นของขวัญทั้งคู่ ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดี ว่ามนุษย์เริ่มมีการเตรียมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจัดงานสังสรรค์กว่าหนึ่งหมื่นปีก่อน ณ ที่ราบสูงทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี การสังสรรค์ด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของสังคมมนุษย์ยุคโบราณ ที่ทำให้มนุษย์ในยุคนั้น เลิกมีวิถีชีวิตแบบเร่รอน แล้วหันมาทำการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ (ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ นี่มนุษย์เรานับเป็นสัตว์สังคมที่นิยมสุรามาตั้งแต่โบราณเลยเชียว  สุราช่างมีฤทธิ์จริงๆ) หากมนุษย์ยุคโบราณในพื้นที่แถบอีสานตอนบน รู้จักการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นกัน เป็นไปได้ว่าโถใบงามนี้อาจจะเป็นโถเหล้า ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นโถยา หรือโถสมุนไพร ที่หมอผีสั่งทำให้สวยพิเศษ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้มองโถยา ก็อาจจะเป็นได้ ถือเป็นการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน แต่ไม่ว่าโถสามขาใบนี้จะเคยถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด แต่ ณ ตอนนี้ มันทำหน้าที่เป็นศิลปะวัตถุ ที่มอบทั้งความรู้และสุนทรียภาพแก่ผู้ชมทุกคนค่ะ


ก่อนจะเดินออกจากส่วนจัดเครื่องปั้นดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ ขอเล่าเรื่องไหอีกซักใบก็แล้วกันนะคะ

ด้วยรัก

ไหขาว

ไหสีขาวใบนี้ขุดค้นพบที่จังหวัดขอนแก่นนี่เอง ดูภายนอกอาจจะธรรมดาๆ แต่ความพิเศษของไหใบนี้ คือดินสีขาวที่ในการปั้น ซึ่งขอนแก่นไม่มีแหล่งดินสีขาว ต้องนำเข้ามาจากแหล่งดินสีขาวที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี หรือจากแหล่งดินสีขาวที่ท่าอุเทน จังหวัดนครพนม หรือไหใบนี้จะถูกผลิตขึ้นจากที่อื่น แล้วส่งมาที่ขอนแก่น เพราะการใช้วัตถุดิบที่ไม่มีในท้องถิ่น แสดงว่าไหใบนี้ต้องมีความสำคัญ หรือมีอะไรพิเศษแน่ๆ   เมื่อพิจารณาจากขนาดของไห แสดงว่าสิ่งของที่บรรจุต้องมีขนาด หรือปริมาณที่มากพอสมควร แต่ปากไห กลับมีลักษณะตั้งตรงและบาง บ่งบอกว่าไม่ได้ออกแบบมาให้จับไหที่บริเวณปาก ฉะนั้นอาจจะเคลื่อนที่ไหด้วยการอุ้ม และคงจะอุ้มคนเดียวไม่ไหว เพราะใบใหญ่ขนาดนี้ น้ำหนักคงไม่น้อยที่เดียว นอกจากนั้นก้นของไห ก็ยังมีลักษณะโค้งมน ไม่สามารถตั้งตรงอยู่บนพื้นได้เอง ถ้าต้องการจะตั้งไห เห็นทีจะต้องขุดหลุมฝัง  

ไหขาวเมื่อพิจารณารูปทรงและเส้นโค้งของไหใบนี้แล้ว รู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล อบอุ่น อ่อนโยน การปกป้องทะนุถนอม คล้ายกับอ้อมกอดความรักของพ่อและแม่ สีขาวตามธรรมชาติของดินที่ผ่านการเผาไฟ สร้างความรู้สึกอ่อนหวาน ความไร้เดียงสา ใสซื่อ แต่แฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บเจ็บปวด และความเศร้าโศก พื้นผิวที่ถูกตกแต่งให้เรียบเนียน สร้างความนิ่งสงัดคลายกับสัมผัสละมุนในความเงียบ และรอยน้ำตา

“ขอโทษนะคะ ขอรบกวนสอบถามเรื่องไหใบนี้หน่อยได้รึเปล่าคะ” ดิฉันเอ่ยปากเพื่อขอรบกวนคุณภัณฑารักษ์

“ไหใบนี้ใช้บรรจุอะไรเหรอคะ” 

“ไหใบนี้สร้างขึ้นเพื่อฝังศพเด็กค่ะ”   

“ตอนที่ขุดพบยังมีโครงกระดูกอยู่ข้างในเลยเหรอคะ”

“ใช่ค่ะ นอกจากโครงกระดูกยังพบของใช้ต่างๆ ในไหด้วยค่ะ” คุณภัณฑารักษ์ตอบคำถามพร้อมรอยยิ้ม


ดินเผานั้นแตกสลาย  หิน ซึ่งมีความคงทนถาวรยิ่งเสียกว่าเครื่องปั้นดินเผา จึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความยึดมั่นครั้งใหม่ สู่ความเป็นนิจนิรันดร 

สัมผัสแห่งสวรรค์

พระหัตถ์

ฉันผุดลุกผุดนั่ง พิจารณาศิลปวัตถุในตู้จัดแสดง แล้วได้แต่ทึ่ง อ่อนช้อยอะไรเพียงนี้หนอ หิน จังหวะการเคลื่อนไหวของเส้นโค้ง เสมือนถ่ายทอดน้ำหนัก ของนิ้วพระหัตถ์แต่ละนิ้ว ให้เคลื่อนมวลลงมายังส่วนปลาย พริ้วไหวราวมีชีวิต มีลมหายใจ  ฉันเป็นคนมีเลือดเนื้อผิวนิ่มแท้ๆ เมื่อเทียบกับรูปสลักพระหัตถ์เทวรูปนี้แล้ว มือของฉันหยาบกระด้าง กลายเป็นท่อนไม้แห้งไร้ชีวิตชีวาไปในทันที การสร้างเทวรูปการสร้างสิ่งเคารพ มีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์แต่เหนือมนุษย์ เพื่อแบ่งแยกให้เห็นความชัดเจน ของลักษณะแห่งทวยเทพผู้ที่ควรแก่การบูชา เทวรูป หรือรูปเคารพที่ทรงพลัง จะสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจผู้สักการะได้ เช่น เพียงได้จ้องมองก็รู้สึกสบายใจ รู้สึกสงบ เกิดศรัทธา เหมือนได้ที่พึ่งพ้นทุกข์ มีความรู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิด ได้เข้าเฝ้าเทพเจ้า  

ความงามที่เกินมนุษย์นี้ สำเร็จด้วยฝีมือศิลปินสมัยลพบุรี ยุคที่นิยมสร้างถาวรวัตถุ ด้วยหินทราย ความสามารถของประติมากร บ่งบอกถึงทักษะการวาดภาพที่แม่นยำ และมโนทัศน์ที่แจ่มชัดของภาพสามมิติ ที่จะแกะสลักในก้อนหิน ศิลปินต้องมีความชำนาญในเรื่องของมวล ปริมาตร และพื้นที่  การจะแกะสลักหินด้วยเครื่องมือในยุคที่ไร้เครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องใช้เรี่ยวแรงและความเพียรอย่างยิ่งยวด (ไหนใครว่าศิลปะง่าย...)

เขาฝึกกันได้ยังไงให้เก่งขนาดนั้น ในชั่วชีวิตเดียว  นั้นเป็นเพราะคนในยุคนั้น เริ่มเรียนตั้งแต่จำความได้ เห็นการทำงานของคนในครอบครัวตั้งแต่เด็ก ซึมซับการทำงานจากผู้รู้จริง และฝึกฝนทักษะของตนเองโดยมีคำแนะนำจากศิลปินตัวจริง เรียกว่าเกิดในตระกูลใด ก็ได้วิชาชีพนั้น การเรียนรู้จากการลงมือทำ และการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับเรียนรู้  เพื่อให้ผู้เรียน ได้รับประสบการณ์ตรงจากการทำงาน และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในการทำงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในทฤษฎีการเรียนรู้ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่ามีประสิทธิภาพจริง  ถ้ายิ่งมีใจรักทักษะความสามารถก็จะยิ่งพัฒนา แข็งกล้าและซับซ้อนกว่าช่างศิลป์ทั่วๆ ไป  


ย้อนกาลเวลา

ในหลวง ร.9 ทรงเปิดพิพิธภัณฑ์

ในหลวง ร.9  ทรงทอดพระเนตรพิพิทภัณฑ์*ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ทั้งสองภาพ ถ่ายจากภาพที่ติดแสดงในนิทรรศการ ณ พิพิธภัณฑ์ โดยผู้เขียน


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวม รักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ซึ่งขุดพบ ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2510  แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2515 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่นในวันที่ 20 ธันวาคม 2515 ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ ได้จัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ในส่วนประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์บนชั้น 2     ด้วยโครงร่างของตัวอาคาร ที่ถูกรักษาไว้เป็นอย่างดี มีลักษณะใกล้เคียงกับภาพ ที่ปรากฏในพระบรมฉายาลักษณ์เหล่านั้น ทำให้ระยะเวลาของความเป็นจริง พร่าเลือนไปชั่วขณะ ราวกับว่าฉันได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ได้เข้าเฝ้าก้มกราบแทบฝ่าพระบาทของพระองค์ อย่างใกล้ชิด 

มุมเก๋ๆ ของพิพิทภัณฑ์มีมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายภาพเยอะเลยนะคะ 


พลัง

ใบเสมา

เมื่อชมศิลปวัตถุ โบราณวัตถุจนเต็มที่ เดินออกมานอกพิพิธภัณฑ์ ก็จะพบกับอาคารใบเสมา ที่ไม่ได้นำไปจัดแสดงไว้ด้านในอาคาร เพราะชำรุดเสียหายมาก จนไม่เห็นรายละเอียด ของภาพสลักบนใบเสมาชัดเจน (ที่สมบูรณ์ๆ รูปสลักวิจิตรๆ จัดแสดงอยู่ด้านในอาคารค่ะ)  และเหล่าใบเสมาที่ถูกนำมาจัดแสดงที่กลางสนามหญ้า คล้ายๆ กับการเรียงตัวของ หินสโตน เฮนจ์ ที่อังกฤษ

ไม่แน่ใจ ว่าเหตุผลของการจัดแสดงแบบนี้คืออะไร แต่รู้สึกว่าเก๋ดี และมีพลัง  หากพาเด็กๆ มาชมพิพิธภัณฑ์ด้วย เด็กๆ อาจจะกลัวใบเสมา เพราะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นหินหลุมศพ ฉะนั้นอย่าลืมเล่าให้เด็กๆ ฟังว่า ใบเสมาคือ หินสลักที่เป็นสัญลักษณ์ หรือขอบเขตอันศักดิ์สิทธิ์ ในการประกอบสังฆกรรม ในพระพุทธศาสนา เช่น การอุปสมบท การลงพระปาฏิโมกข์ (การสวดทบทวนศีล 227 ข้อของพระสงฆ์ ญาติโยมไม่เกี่ยวนะจ้ะ) 

ใบเสมา

ดิฉันรู้สึกว่า การได้มานั่งอยู่ในบริเวณนี้ ให้ความรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เพราะใบเสมาเหล่านี้เคยอยู่ในวัด ตั้งแต่สมัยโบราณกาล ผ่านการทำสังฆกรรมมา ตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง จนกระทั่งถูกรวบรวมไว้ ที่พิพิธภัณฑ์แบบนี้ จะถ่ายรูปเซลฟีก็คงไม่ดีมังคะ (กลัวถ่ายติดสิ่งลี้ลับ...แง)

หมู่ใบเสมา
เที่ยวจนย้อนแสง

กายครั่นคร้าม งามทรัพย์ สมบัติชาติ

ปราณแผ่วขาด งามวิจิตร พินิจศึกษา

ปีติซ่าน ไร้สำเนียง ดั่งหยุดเวลา

ด้วยทัศนา พิพิธภัฑณ์ สรัลวจี
ย้อนแสง

ดิฉันเป็นคนที่เที่ยวพิพิธภัณฑ์ จนกระทั่งพิพิธภัณฑ์ปิด เป็นประจำ เพราะต้องการใช้เวลา ในการศึกษารายละเอียดวัตถุจัดแสดง อย่างละเอียด  เพราะศิลปวัตถุ ที่ถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ทุกชิ้น ล้วนผ่านการคัดสรรอย่างเข้มงวด ว่ามีความเป็นเลิศ เป็นตัวแทนแห่งกาลเวลา มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ควรค่าแก่การรวบรวมรักษาและทัศนา งามจนกล้องถ่ายภาพไม่อาจบันทึกเอาไว้ได้ 

หลังจากพิพิธภัณฑ์ปิด พระอาทิตย์คล้อยต่ำ เหล่าผู้พิทักษ์สี่ขา ก็เริ่มออกมาวิ่งเล่น ยืดเส้นยืดสาย รอรับอาหารเย็น ถึงพวกเขาจะมีสีสันสวยงาม และท่าทางไม่ดุร้าย แต่เขาระแวดระวังตัวมากๆ นะคะ  หากไม่คุ้นเคยไม่ควรเข้าใกล้ เพราะความไม่ไว้ใจ อาจจะทำให้เขาชวนเพื่อนๆ มารุมเล่นงานคุณได้นะคะ 
เหล่าสี่ขา

ถ่ายรูปได้ แต่ห้ามเข้ามาใกล้ฉันนะ


 กลับบ้าน

ขอนแก่นประเทศไทย เคยเป็นพื้นที่รองรับ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ของอาณาจักรโบราณ ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนกลายมาเป็นชาติไทย ในตอนนี้  จังหวัดขอนแก่นเอง แม้จะเพิ่งฉลองครบรอบ การก่อตั้งจังหวัด 222 ปี (พ.ศ. 2562) แต่พื้นที่แห่งนี้ คือบ้านของชุมชนโบราณ ที่ไม่เคยว่างเว้น จากการตั้งถิ่นฐาน ไม่ว่าจะอารยธรรมไหนๆ     อาณาจักรดับสูญไป หลงเหลือไว้เพียงศิลปกรรม วิทยาการและประวัติศาสตร์ ถูกบันทึกไว้ด้วยศิลปะ นอกเหนือจากความรู้ และความเพลิดเพลินใจ การศึกษาโบราณวัตถุเหล่านี้ ยังสอนให้เข้าใจสัจจะธรรม  ไม่ว่ายุคสมัยใด ประวัติศาสตร์เดิม จะถูกซ้ำรอยไม่เคยแปรเปลี่ยน เพราะมนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์ที่ถูกกิเลสครอบงำ

 

ฉันชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ เพราะการมองเห็นของฉัน เปลี่ยนผันไปทุกๆ ครั้ง 

โครงกระดูกยังคงเป็นโครงเดิม แต่ทัศนะของฉัน นั้นเป็นมุมใหม่

ในตอนเด็กๆ ฉันก็เคยวิ่งหนี แต่ในวันนี้ กลับยืนมองด้วยความเข้าใจ 

วันหนึ่งฉันก็ต้องจากไป ทิ้งแต่โครงกระดูกไว้ ไม่แตกต่างกัน 

ฉันชอบพิพิธภัณฑ์ ฉันชอบโบราณคดี ฉันว่ามันบันเทิงดี 

เพราะถ้าฝึกมองให้ดี โลกเราจะไม่กลับไปซ้ำรอยเก่า 

ฉันคิดว่าถ้าเราอยากเห็นโลกที่ดี เราคงต้องศึกษาโบราณให้เต็มที่ 

แล้วมาเซลฟีกับช้อนคันโต ในพิพิธภัณฑ์(ดูนะ)

แหล่งอ้างอิง : เยอะแยะมากมาย: 

คนสมัยก่อนประวัติศาตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผอมจริงรึเปล่า อ่านต่อได้ที่บทความนี้ค่ะ ภาษาไทย 

สนใจเรื่องรูปสลักวีนัส และความงามในอุดมคติ อ่านบทความนี้ค่ะ ภาษาอังกฤษ นะคะ

อยากเห็นหน้าตาหญิงสาวยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในพื้นที่ประเทศไทย อ่านบทความนี้มีทั้ง ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ นะคะ

เครื่องประดับของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ

อ่านบทความเกี่ยวกับเงินตราในยุคก่อนประวัติศาตร์ ของธนาคารแห่งประเทศไทย ภาษาไทย

อ่าน รื่องราวของพ่อมด หมอผี แพทย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ

อยากเข้าใจ ศิลปะนามธรรม แสดงออกถึงอารมณ์ ภาษาอังกฤษ

บทความ Ars longa, Vita brevis : ศิลปะยาว ชีวิตสั้น ?!?  ภาษาไทย

อ่านบทความเกี่ยวกับการค้นพบการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 9,000 ปีก่อน จากเนชั่นเนลจีโอกราฟิก ภาษาไทย

อ่านพิธีกรรมการฝังศพเด็กในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ(อียิปต์)
อ่านต่อเรื่องเทวรูป ภาษาไทย

อ่านทฤษฎีการศึกษา ภาษาไทย(ระวังตาลายนะคะ)

อ่านประวัติใบเสมาเอาไว้ตอบลูกหลาน ภาษาไทย

อ่านเรื่องหินสโตน เฮนจ์ ต่อได้ตรงนี้ ภาษาอังกฤษ นะคะ

 

*ภาพปก และภาพประกอบบทความ โดยผู้เขียน