“อินทร์ก็ใส่ชื่อ ในเลขลานคำ

ชื่อว่า สังสินไซ โลกลือฤทธีกล้า…”

 

จากข้างต้นเป็นบทประพันธ์เรื่องสังสินไซ โดยท้าวปางคำ กวีลึกลับที่จนบัดนี้นักวิชาการก็ยังไม่ทราบคือใคร วรรณกรรมเรื่องนี้แม้จะได้ชื่อว่าเป็นวรรณกรรมอุษาคเนย์ เพราะปรากฏทั้งในมอญ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักรไทย แต่ที่นิยมสูงสุดเห็นจะเป็นภาคอีสานของเราและเพื่อนบ้านอย่างลาว 

 

ฟังนิทาน

เนื้อเรื่องเล่าถึงกุมารน้อยทั้ง ๓ ที่เกิดมาผิดมนุษย์ คือ คนพี่มีรูปกายเป็นสีโห (คชสีห์) ส่วนน้องชายฝาแฝดคนหนึ่งเป็นหอยสังข์ (สังข์ทอง) และอีกคนหนึ่งเป็นกุมารน้อยน่าเอ็นดูแต่ถือพระขรรค์และคันศรออกมาด้วย ความที่เป็ญผู้มีบุญมาเกิดจึงถูกใส่ความว่าเป็นกาลกิณีจึงถูกขับไล่ออกจากเมืองไป 

ภายหลังได้ตามหาอาสาวที่ถูกยักษ์ลักพาตัวไปเป็นเมีย แต่การจะผ่านไปยังเมืองยักษ์ได้ต้องผ่านด่านต่อสู้ถึง ๙ ด่าน และข้ามน้ำข้ามสมุทรถึง ๗ ย่านน้ำด้วยกัน ในที่สุดก็พาตัวอากลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนได้ และเรื่องราวก็จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง ตามสูตรละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ

Advertisement

Advertisement

 

ฮิตกันขนาดไหน?

ก็ถึงขนาดนำไปวาดเป็นฮูปแต้ม (ภาพจิตรกกรมอีสาน) บนผนังสิม (โบสถ์) ทีเดียว ด้วยความเชื่อว่าสังสินไซหรือสินไซเป็นชาติหนึ่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีเนื้อหาสอนใจในเรื่องความกตัญญู กล้าหาญและเสียสละ ฮูปแต้มสินไซถือว่าเป็นศิลปะสาธารณะก็ว่าได้ เพราะสมัยก่อนผู้หญิงจะไม่ได้เรียนหนังสือ ก็อาศัยศึกษาฮีตคองจากฮูปแต้มนี่เอง 

จากอดีตสู่ปัจจุบัน ด้วยคุณค่าความงดงามของวรรณกรรมและคติสอนใจจากชาดกนอกนิบาตเรื่องนี้เอง เทศบาลนครขอนแก่นจึงได้นำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเมืองด้วย มีการนำภาพจากฮูปแต้มวัดสนวนวารีมาหล่อเป็นเสาไฟฟ้าในถนนสายหลัก คือ ศรีจันทร์ รื่นรมย์ และมะลิวัลย์ โดยได้มีการนำไปปลุกเสกที่วัดไชยศรี ที่ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีฮูปแต้มสินไซสมบูรณ์ที่สุด

Advertisement

Advertisement

ได้เวลาออกเดินทาง

ไปกัน...ตามฉันมาจะพาไปส่องร่องรอยของสินไซในสิมอีสานเมืองขอนแก่นกัน

 

เริ่มจากหมุดหมายที่ไกลที่สุด

 


 

วัดสระบัวแก้ว อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น

ฉันมุ่งไปตามเส้นทางที่ร่มครึ้มด้วยต้นฉำฉาสู่ตำบลหนองเม็ก อำเภอหนองสองห้อง ถนนราดยางมะตอยสะดวกสบายดี จึงมั่นใจว่าคราวนี้คงไม่ต้องทะเลาะกับเจ้า GPS อีก

 

“ตรงไปอีกบ่ไกลปานได๋กะฮอด” แม่ใหญ่ที่แบกไม้สอยไข่มดแดงมาชี้บอกทาง

 

สิม หรือ ในภาษากลางเรียกว่า

(สิมวัดสระบัวแก้ววาดภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้จนเต็ม ภาพนิทานสังสินไซก็อยู่ภายในนี่เอง)

 

สิมของวัดสระบัวแก้วแต่เดิมเป็นสิมน้ำ ต่อมาเมื่อเกิดความชำรุดทรุดโทรมมากหลวงปู่ผุย หรือพระครูพิบูลย์พัฒนายุต จึงได้ร่วมกับชาวบ้านขุดลอกสระน้ำ และบูรณะให้กลายเป็นสิมบกขึ้นมาแทนในปีพุทธศักราช ๒๔๗๕-๒๔๗๗ โดยได้แบบมาจากวัดบ้านยางอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ใช้วัสดุในการก่อสร้างคือ ดินโพน แกลบเผา ดินทรายหาดแม่น้ำมูน หินปูนที่เผาเอง หินลูกรัง ขี้เถ้าและยางบง แล้วฉาบด้วยกระดูกสีข้างของควาย

Advertisement

Advertisement

ส่วนฮูปแต้มของวัดวาดโดยศิลปินจากอำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม คือ อาจารย์น้อย อาจารย์กึ อาจารย์ทองมา และพระอาจารย์พรหมมา

ผนังภายนอกวาดเรื่องราวพะลักพะลามจนเต็มฝาผนังทุกด้านด้วยความละเอียด ส่วนเรื่องสินไซที่ฉันตามหาอยู่ภายในสิมนี่เอง แต่ก็น่าแปลกที่วาดไว้เพียงแค่ ๕ ตอนเท่านั้น คือ ตอนที่ท้าวทั้ง ๖ มาขอให้ช่วยพานางสุมณฑากลับเมือง ตอนที่ท้าวสินไซรบกับงูซวง ตอนขี่สังข์ทองข้ามน้ำ ตอนที่สู้กับยักษ์วรุณ และตอนที่สั่งสอนพญาช้างฉัททันต์และขี่พญาช้างเผือกไปยังเมืองยักษ์

ท้าวทั้ง ๖ ซึ่งเป็นตัวโกง มาขอความช่วยเหลือจากสินไซท้าวสินไซสู้รบกับงูซวง ที่เป็นงูใหญ่สินไซสู้กับวรุณยักษ์พญาช้างฉัททันต์โกรธที่สินไซบุกรุกจึงต่อสู้กัน

(วรรณคดีสังสินไซ ถือว่าเป็นชาดกนอกนิบาต แม้นไม่ใช่พุทธประวัติ แต่แต่งขึ้นเนื่องจากความศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนา)

 

ด้วยความงุนงงที่เรื่องราวถูกตัดจบเอาเสียดื้อๆ แต่ไม่ว่าจะเขม้นสายตามองอย่างไรก็ไม่พบตอนอื่นๆ ปรากฏขึ้นมา เป็นเรื่องสุดที่จะคาดเดาว่าเป็นเพราะเหตุผลใดกันแน่

 

มันเลยยังไม่คักใจ ! (ไม่สะใจ)

 

 


 

วัดสนวนวารีพัฒนาราม อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

ฉันจึงเดินทางมุ่งหน้าไปตามถนนมิตรภาพอันแสนสะดวกสบาย ก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่บ้านหนัวหนอง อำเภอบ้านไผ่ วัดสนวนวารีพัฒนารามเป็นวัดประจำหมู่บ้านหัวหนองนี่เอง เดิมชื่อว่าวัดชนวน เพราะในวัดมีต้นชนวนอยู่ ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็นขนวน แล้วกลายเป็นสนวนไปในที่สุด

สิมเก่าที่ฉันมาชมฮูปแต้มนั้นสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๐ ซึ่งการสร้างวัดในครั้งนั้นชาวบ้านได้รวบรวมเงินกันได้ราว ๒๐๐ บาท แล้วก่อสร้างเป็นลักษณะแบบสิมทึบ ที่มีกรอบประตูหน้าต่างเป็นทรงโค้งตามความนิยมของช่างญวนที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม คือ นายแกว ทองผา

ส่วนภาพนิทานสินไซนั้นแต้มขึ้นในภายหลังเมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๖ คาดว่าโดยนายหยวกและนายแดง ตามความเชื่อในภาคอีสานว่า หากผู้ใดแต้มฮูปในสิมก็จะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์

สิมวัดสนวนวารีพัฒนาราม

(สิมวัดสนวนวารีพัฒนารามภายนอกเขียนเรื่องสังสินไซ ภายในเขียนเรื่องพระเวสสันดร)

 

ช่างได้เริ่มวาดตั้งแต่กรอบประตูผูกลายเครือไม้อ่อนหวานน่ารักทีเดียว สำหรับฮูปแต้มสินไซที่เขียนโดยรอบสิมนั้น ลำดับเรื่องราวเป็นไปตามเนื้อเรื่องโดยไม่สลับตำแหน่ง มีการเขียนอธิบายเรื่องราวในแต่ละตอนแบบสั้นๆ ด้วยภาษาไทย แต่สะกดตามการออกเสียงในภาษาพื้นถิ่นอีสานและอักษรธรรม ช่วยให้นักศึกษาฮูปแต้มมือใหม่ทัศนศึกษาได้อย่างมีอรรถรสขึ้น

แต่ละตอนจะมีข้อความบรรยายเป็นภาษาไทยในสำเนียงท้องถิ่นอย่างน่าเอ็นดูปราสาทในรูปแบบเรือนยกพื้นสูงเพราะความชินตาของช่างผู้วาดฉากตะลุมบอนกับยักษ์กุมภัณฑ์อันดุเดือด

(ภาพบน : เป็นภาพตอนสังสินไซเดินดง พาท้าวทั้ง ๖ ไปช่วยอาที่ถูกยักษ์ลักพาตัวไปเป็นเมีย)

(ภาพกลาง : เป็นภาพตอนที่สังสินไซชักชวนให้อาหนีไปด้วยกัน)

(ภาพล่าง : เป็นภาพตอนมหายุทธกรรม ที่สังสินไซรบกับยักษ์กุมภัณฑ์เพื่อชิงตัวอากลับคืนสู่บ้านเกิด)

 

ระหว่างที่ชมเรื่องราว ลายเส้น และวัฒนธรรมพื้นบ้านที่สอดแทรกในนั้น ฉันพบความน่าเอ็นดูของภาพ คือ ปราสาทราชวังในฮูปแต้มนั้นวาดแบบเรือนอีสานที่ยกพื้นสูง มีบันไดพาดให้ไต่ขึ้นลงด้วย อาจเป็นเพราะช่างไม่เคยเห็นปราสาทราชวังในเมืองหลวง จึงได้วาดตามแบบบ้านเรือนที่เห็นจนชินตา และเราจะสามารถทราบได้เลยว่าสมาชิกของปราสาทนั้นมีกี่คน เพราะช่างได้วาดดวงหน้าแต่ละคนให้โผล่มาตามหน้าต่างจนครบจำนวนทีเดียว

หลังจากเรียนรู้เรื่องราวฮูปแต้มสินไซมาพอสมควรแล้ว ฉันจะพาไปชมฮูปแต้มในขั้นที่แอดว๊านซ์กว่าเดิม และอยู่ในเขตอำเภอเมืองนี่เอง ตามมาๆ

 

 


 

วัดไชยศรี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

จากถนนมิตรภาพตัดเข้าสู่ถนนมะลิวัลย์ เลยสนามบินขอนแก่นไปไม่ไกล วัดไชยศรี แห่งบ้านสาวะถีก็อยู่ที่เบื้องหน้านี่แล้ว

ถ้าถามว่า “รักแรกพบเป็นอย่างไร” คงไม่ต่างจากฉันที่ได้เห็นสิมโบราณของวัดไชยครี ครั้งแรกที่เห็นลายเส้นที่โลดแล่น ระบายด้วยสีครามไล่ระดับอ่อนแก่ก็ติดตรึงอยู่ในใจของฉันทันที 

สิมวัดไชยศรีสร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๓ แต่กว่าจะก่อร่างศาสนคารนี้ขึ้นมาได้ ช่างต้องไปเอาหินปูนมาจากเพชรบูรณ์ทีเดียว นำมาเผา แล้วตำจนละเอียด แล้วแช่น้ำ เมื่อนำมาใช้งานจึงผสมกับน้ำอ้อยและเยื่อต้นบงเพื่อขึ้นรูป และใช้น้ำยางจากต้นบงยาแนวเพื่อป้องกันความเค็มแทรกซึม 

ส่วนช่างผู้แต้มฮูปก็คือ นายทอง ทิพย์ชา เป็นชาวอำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ได้ทีมแรงร่วมใจกับทีมงานจนแล้วเสร็จ ช่างได้ใช้จินตนาการแต่งแต้มผนังสิมจนเต็มไม่ต่างจากผ้าใบผืนโตๆ เวลาไปชมความม่วน (สนุก) มันจะอยู่ที่ลายเส้นสนุกๆ ของช่างและการทายแต่ละฉากว่ามันคือตอนไหนของเรื่อง 

สิมวัดไชยศรีโดดเด่นด้วยสีคราม

(สิมวัดไชยศรีได้ชื่อว่ามีภาพสังสินไซที่สมบูรณ์ที่สุด คือ มีทั้ง ภาค ๑ และ ภาค ๒)

 

ก่อนที่จะวาดรูปจิตรกรรมกันได้ เขาจะต้องมีการเตรียมรองพื้นกันเสียก่อน ไม่ต่างจากสาวตอนแต่งหน้าทีเดียว อย่างที่หลายๆ คนทราบว่าพื้นที่อีสานเคยเป็นทะเลมาก่อน ดังนั้นดินจึงมีความเค็ม เจ้าความเค็มเนี่ยมันเป็นตัวที่ทำลายโครงสร้างศาสนคารและทำให้สีที่วาดเพี้ยนด้วย ช่างจะใช้น้ำต้มใบขี้เหล็กมาล้างผนังความเป็นกรดของน้ำต้มใบขี้เหล็กจะไปสะเทินด่างจากเกลือ ล้างทิ้งไว้ ๗ วัน

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าผนังนั้นน่ะพร้อมวาดแล้ว...ช่างเขาก็จะใช้ขมิ้นขีดดู ถ้าขีดออกมาแล้วได้สีแดงแสดงว่ายังใช้ไม่ได้ ต้องประสะผนังด้วยน้ำต้มใบขี้เหล็กทิ้งไว้อีก ๗ วัน ทำจนกว่าขมิ้นที่ขีดออกมาจะเป็นสีเหลือง

ปรกติแล้วสิมในภาคอีสานจะไม่นิยมรองพื้นหรือถ้ารองก็จะบางมากๆ สำหรับวัดไชยศรีแล้วเป็นการใช้ปูนขาวมารองพื้น เรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาลงสี โดยสีครามได้จากต้นคราม สีเหลืองได้จากต้นเข สีเขียวได้จากสีครามผสมสีเหลือง สีขาวได้จากเปลือกหอยกาบกี้ (หอยมุกน้ำจืด) นำมาเผาไฟ

สีสันและลีลาเชิงช่างซึ่งครูบาอ่อนสาเจ้าอาวาสรูปแรกเป็นผู้กำกับ

(ภาพตอนแห่สังสินไซ ทำให้เราได้เห็นวิธีชีวิตพื้นบ้านและอิทธิพลที่เริ่มเขามาของฝรั่งเศส เช่น เครื่องแต่งกายทหารและร่ม)

 

อ้อ! ฮูปแต้มสินไซของวัดไชยศรีมีความพิเศษที่แตกต่างจากวัดอื่นๆ คือไม่เพียงวาดจนครบทุกตอนตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ยังแถมภาค ๒ มาให้มาให้ด้วย เป็นตอนที่หลังจากพญายักษ์ฟื้นขึ้นมาจากความตายก็ไปอุ้มเอาเมียรักจะพากลับไปครองคู่และจะนำเอาสินไซไปต้มกิน พระอินทร์จึงได้มาห้ามปรามและสั่งสอนให้อยู่ในศีลธรรม

ภาคที่ ๒ ของเรื่อง หลังจากที่ยักษ์กุมภัณฑ์ฟื้นคืนชีพก็มาจับสินไซไปต้มกินเพื่อแก้แค้น

(ภาพจิตรกรรม ในส่วนภาคที่ ๒​ คือ หลังจากที่พระยาเวสสุวรรณได้คืนชีพให้ยักษ์กุมภัณฑ์ ยักษ์ได้กลับมาลักเอาเมียกลับไปคืน และจะเอาสังสินไซไปต้มกิน)

 

ส่วนภายในสิมเป็นบทสรุปอย่างชาดกนอกนิบาตว่า ในกาลต่อมาสินไซได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้า สีโหและสังข์ทองไปเกิดเป็นพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ส่วนท้าวทั้ง ๖ ไปเกิดเป็นพระเทวทัตเป็นต้น

ภาพบทสรุปของเรื่องราวอยู่ด้านหลังพระประธาน

(บทสรุปของเรื่องเรื่องราวที่เรียกว่า "ตอนม้วนชาดก" อยู่ด้านหลังพระประธาน

 

การมาชมฮูปแต้มไม่ใช่แค่มาเรียนรู้นิทานพื้นบ้านเท่านั้นนะ แต่มันยังเป็นบันทึกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งอีกด้วย เมื่อครั้งแรกที่ฉันมาชมก็แปลกใจกับเครื่องแบบทหารในภาพไม่ได้ว่า เป็นเรื่องนิทานพื้นบ้านแต่ทำไมทหารถึงแต่เครื่องแบบสมัยใหม่นะ

ภายหลังจึงทราบว่า เป็นเพราะความไม่สงบในช่วงร.ศ.๑๑๒ ที่ประเทศฝรั่งเศสต้องการดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเขมรมาไว้ในอาณานิคม ประกอบกับมีการปราบปรามจีนฮ่อที่คอยปล้นสะดมอยู่เนื่องๆ ทำให้ต้องคอยจัดกองกำลังทหารประจำการอยู่เพื่อความสงบเรียบร้อย

นอกจากนี้ในช่วงพุทธศักราช ๒๔๔๕ ยังมีการจัดตั้งสถานีตำรวจภูธรขึ้นด้วย ทำให้ชาวบ้านชินตากับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกลุ่มนี้ ความสร้างสรรค์ของช่างแต้มฮูปจึงไม่เพียงพลิกแพลงตามสถานการณ์ แต่ยังเป็นการบอกเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองในสมัยนั้นได้อีกด้วย

 

 

ภาพทหารในชุดเครื่องแต่งกายสมัยใหม่(ด้านล่างของภาพเป็นภาพทหารในชุกเครื่องแต่งกายสมัยใหม่ จากการที่ชาวบ้านชินตาจากการที่ทหารฝรั่งเศสเข้ามามีบทบาทในแผ่นดินสยามช่วงร.ศ.๑๑๒)

 

 


 

พักยกที่โฮงสินไซ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

ตระเวนดูสิมกันมาทั้งวันแล้วเหนื่อยกันหรือยัง ตามมาๆ ฉันจะพาไปพักจิบกาแฟหอมๆ ในป่า ถ้าร้านกาแฟทั่วไปรีวิวว่าร้านลับ สำหรับโฮงสินไซคงเรียกว่าเมืองบังบดก็ว่าได้ ความที่เจ้าของพื้นที่ยังรักษาความเป็นป่าดั้งเดิมเอาไว้ และอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว

ทางเข้าโฮงสินไซบ้านยกพื้นแบบประยุกต์ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้โฮงสินไซ ห้องเรียนใต้ร่มไม้

(โฮงสินไซ ห้องเรียนใต้ร่มไม้)

 

ต้นไม้ที่ร่มครึ้มทำให้ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและกระปรี้กระเปร่า ไม่ต่างจากการได้ไปอาบป่าเลยทีเดียว “อาจารย์ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์” ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซเล่าถึงที่มาที่ไปของมหาวิทยาลัยภูมิปัญญาแห่งนี้ว่า

 

“ในมุมหลักๆ คือสนใจวรรณกรรมเรื่องสังสินไซ ซึ่งเป็นวรรณกรรมอุษาคเนย์ แต่ฉบับที่มีความสนใจเป็นพิเศษคือฉบับอีสานกับลาว ต่อมาหลังออกจากการทำงานประจำในมหาวิทยาลัยทำให้พอจะมีเวลาส่วนตัว จึงคิดว่าอยากจะทำพื่นที่เรียนรู้ที่บ้าน ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ โดยส่วนตัวก็มีข้อมูลสะสมและของสะสมเกี่ยวกับวรรณกรรมสินไซ ที่ได้มาจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล เนื่องจากได้มีการทำงานร่วมกับเทศบาลนคร และ ชาวชุมชนสาวัตถี ส่วนตัวได้เรียนปริญญาเอกเกี่ยวกับเรื่องของการใช้วรรณกรรมสินไซมาใช้ในการพัฒนาชุมชน 

“เรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในวรรณกรรมก็มีความดีงามอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแนวคิด หลักธรรมะ วัฒนธรรมประเพณีและความงามของภาษา ก็ถือว่าวรรณกรรมเรื่องนี้มีคุณค่าต่อคนอีสานไม่น้อย สามารถที่จะเอามาเป็นสื่อในการเรียนรู้ได้”

 

อาจารย์และผู้ช่วยสี่ขา “ดำลง” เดินนำฉันขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์ยังชั้นบนของบ้าน ข้าวของเหล่านี้เป็นของสะสมที่ได้รวบไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งเก็บข้อมูลเพื่อทำงานวิจัย เป็นต้นว่า สำเนาต้นฉบับลายมือของมหาสิลา วีระวงส์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์สองฝั่งโขงที่ได้นำวรรณกรรมสังสินไซฉบับร้อยกรองมาปริวรรตขึ้นเป็นร้อยแก้ว นิทานสังสินไซในภาษาต่างๆ 

เด็กหญิงดำลง ผู้ช่วยนำชมโฮงสินไซ

มุมสันทนาการและแสดงวิดีทัศน์

(ภาพบน : ดำลง)

(ภาพล่าง : มุมสันทนาการของโฮงสินไซ)

 

ยังมีหนังสือผูกใบลาน ภาพวาดรวมสังสินไซจากฮูปแต้มทั้งในไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวโดยเจ้าของบ้าน และผลงานของเด็กจากโรงเรียนเทศบาล รวมทั้งหุ่นหนังประโมทัย (หนังตะลุงอีสาน)  ที่ชั้นล่างของบ้านไม่เพียงเป็นเคาน์เตอร์กาแฟยังได้ชมภาพศิลปะที่เจ้าของบ้านประดับไว้ ระดับน้องๆ แกลอรี่อีกด้วย

บรรดาหนังสือเก่าที่เจ้าของบ้านใช้เป็นข้อมูลในการทำดุษฎีนิพนธ์ กลายเป็นหนังสะสมหายากในปัจจุบันสำเนาต้นฉบับลายมือ มหาสิลา วีระวงส์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์สองฝั่งโขง เมื่อตอนเขียนต้นฉบับ สังสินไซ คำกลอนคู่ร้อยแก้ว ฉบับประพันธ์โดยท้าวปางคำ

หุ่นหนังประโมทัยหรือหนังตะลุงอีสานเรื่องสังสินไซผลงานศิลปะของอาจารย์โชคชัย ตักโพธิ์ ที่ใช้ธนูของสินไซเป็นสื่อถึงปัญญาในการพุ่งตรงไปสู่ปัญหาผลงานศิลปะฝีมือเจ้าของบ้านที่คัดลอกฮูปแต้มสังสินไซจากพื้นที่ต่างๆ ทั้งไทยและลาว โดยจัดวางตำแหน่งของภาพตามแผนที่จังหวัดต่างๆ

งูซวงทำจากรากต้นจิก

(ภาพที่ ๑ : บรรดาหนังสือเก่าที่เจ้าของบ้านใช้เป็นข้อมูลในการทำดุษฎีนิพนธ์ กลายเป็นหนังสะสมหายากในปัจจุบัน)

(ภาพที่ ๒ : สำเนาต้นฉบับลายมือ มหาสิลา วีระวงส์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นปราชญ์สองฝั่งโขง เมื่อตอนเขียนต้นฉบับ สังสินไซ คำกลอนคู่ร้อยแก้ว ฉบับประพันธ์โดยท้าวปางคำ)

(ภาพที่ ๓ : หุ่นหนังประโมทัยหรือหนังตะลุงอีสานเรื่องสังสินไซ)

(ภาพที่ ๔ : ผลงานศิลปะของอาจารย์โชคชัย ตักโพธิ์ ที่ใช้ธนูของสินไซเป็นสื่อถึงปัญญาในการพุ่งตรงไปสู่ปัญหา)

(ภาพที่ ๕ : ผลงานศิลปะฝีมือเจ้าของบ้านที่คัดลอกฮูปแต้มสังสินไซจากพื้นที่ต่างๆ ทั้งไทยและลาว โดยจัดวางตำแหน่งของภาพตามแผนที่จังหวัดต่างๆ)

(ภาพที่ ๖ : งูซวงทำจากรากต้นจิก)

 

“กาแฟที่เรามีบริการเป็นสายพันธุ์ทิปปิก้า ที่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมของอราบิก้า เอ้าลองชิมดู” เจ้าของบ้านเล่าระหว่างที่เทน้ำร้อนจากกาลงไปบนเกล็ดกาแฟที่คั่วและบดมือเอง กลิ่นหอมเข้มข้นเริ่มอวลออกมา

 

ปรกติแล้วฉันไม่ใช่คอกาแฟ สำหรับผู้เริ่มต้นอาจารย์จึงชวนให้ลองแบบดริป รสชาติเข้มขมสัมผัสลิ้น กลิ่นหอมก็กระจายไปทั่วลำคอ 

คั่วเอง...ชงเองนักเลงพอ

(กลิ่นกาแฟที่หอมไปทั่วทั้งบ้าน มาจากการคั่วและบดเอง)

 

โฮงสินไซไม่ใช่แค่พิพิธภัณฑ์ที่มีกาแฟบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีการจัดเวิร์คชอปอยู่เสมอ

 

“เร็วๆ นี้เราจะมีการจัดเวิร์คชอปฮูปแต้มสินไซ โดยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นสองส่วน คือภูมิปัญาแบบดั้งเดิมในเรื่องเทคนิคการแต้มฮูป และ การเรียนรู้จากร่องรอยของฮูปแต้มจากแต่ละวัดแล้วนำมาทดลองปฏิบัติการกัน ซึ่งสามารถติดตามข่าวสารได้จากเพจโฮงสินไซ” เจ้าของบ้านแจ้งข่าว

 

บทสนทนาที่ออกรสและเครื่องดื่มที่กลมกล่อมทำให้เวลาผ่านไปรวดเร็วอย่างมหัศจรรย์ มารู้ตัวอีกทีเสียงนกที่กลับเข้ารังก็ดังเซ็งแซ่ ก่อนจะเงียบหายไปพร้อมกับท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีหม่น ถึงเวลาต้องลากลับเสียที

 

“ยินดีต้อนรับเสมอนะ” เจ้าของบ้านและลูกสมุนตามออกมาส่ง

 

คืนวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้านฉันทบทวนเรื่องราวบันทึกลงในไดอะรี่เล่มเล็ก พลางพิจารณาในความเป็นคนอีสานของตนเองว่ามีความกตัญญู เสียสละ ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นเพื่อสังคม ดั่งท้าวสินไซในวรรณกรรมแห่งอุษาคเนย์แล้วหรือยัง

 

***หากใครสนใจที่เข้าไปเยี่ยมชมโฮงสินไซ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เพจ โฮงสินไซ (Sinxat Herritage House) ได้โดยตรงเลยค่ะ

 

 


 

คอนเทนต์เด็ด ๆ ปัง ๆ จะท่องเที่ยว คาเฟ่ กีฬา ข่าวสาร มัดรวมก่อนใครไว้ที่นี่แล้ว App TrueID โหลดเลย !