การเข้าค่ายลูกเสือเป็นที่เด็กนักเรียนชื่นชอบและอยากไปเพราะได้ทำกิจกรรมและการเข้าค่ายกับนักเรียนต่างโรงเรียน นั่นคือประสบการณ์ที่ดี แต่ต่างกลับเรื่องเล่าที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เรื่องเกิดขึ้นตอนที่ผมไปเข้าค่ายลูกเสือที่จังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน จังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ด้านป่าไม้ และภูเขา ตอนเช้าก่อนเดินทางก็ดูปกติ ทางโรงเรียนให้นักเรียนเข้าแถวไหว้พระ ที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงเรียน บรรยากาศก็ผ่านไปอย่างสงบและรวดเร็วตามเวลาที่ทางโรงเรียนได้กำหนดไว้

นักเรียนในระดับชั้นมัธยมต้นมีเพียง 120 คน รวมคุณครูที่ร่วมเดินทาง เพลงสนุกถูกเปิดขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้มีความสนุกและไม่ตึงเครียด เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงรถโดยสารก็ได้ขับเข้ามายังเขตของค่ายลูกเสือ ระหว่างทางโค้งมีต้นไม้ใหญ่และมีศาลพระภูมิที่ประหลักหักพัง นัดได้ยกมือไหว้และเขาได้บอกให้เพื่อน ( ขิมนามสมมติ)ยกมือไหว้ แต่ขิมก็ยังคงสนุกกับการเต้น โดยไม่ได้สนใจ

Advertisement

Advertisement

รูปแรกเมื่อมาถึงยังค่ายลูกเสือ ก็มีนักเรียนจากต่างโรงเรียนมาเข้าค่ายที่นี่ด้วย ตอนนั้นผมสังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุดทหารสมัยก่อน นั่งอยู่คนเดียวที่โขดหินใหญ่ทางที่รถโรงเรียนผมจอดไว้ แต่ก็มีอีก 4 คนที่แต่งกายแบบนั้น ผมเลยคิดว่าเป็นการเซ็ตขึ้นมาเพื่อสร้างสีสัน 

พอนักเรียนรวมตัวกันที่จุดรวมพล ครูฝึกก็ได้บอกให้เอากระเป๋าวางไว้ที่นี่ และให้นักเรียนทุกคนไปเข้าฐานต่างๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 20 คน กิจกรรมก็เริ่มมาอย่างสนุกสนานโดยที่ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่ผู้ชายคนนั้นก็ไปตามที่ต่างๆ ที่กลุ่มผมไปแต่ยืนอยู่ห่างๆ จนถึงเวลาค่ำ ทางค่ายบอกว่ามีอีกหนึ่งกิจกรรมคือ

เดินป่าหาสมบัติตอนกลางคืน  เสียงของครูฝึกที่ประจำค่ายดังขึ้นทำเอานักเรียนหลายคนต่างพากันหวาดกลัว เพราะที่นี่มืดและป่าใหญ่ถ้าเกิดหลงทางจะทำอย่างไร 

Advertisement

Advertisement

"ครูขอถามอะไรพวกเราหน่อยนะ ตอนที่เข้ามามีใครไม่ได้ไหว้ต้นไม้ใหญ่ที่ทางโค้งบ้าง" คำถามนี้ทำเอาขิมสะดุง และกำมือของผมอย่างเติมแรง ผมก็คิดแล้วแหละเพราะตอนที่ผมบอกขิมเขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะยกมือไหว้

"ท่านคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยดูแลปกป้องค่ายและเหล่าลูกเสือ ใครที่ไม่ทำความเคารพท่านก็จะต้องเจอดี" ครูบอกอย่างนั้นขิมยิ่งจับมือผมแน่นมากกว่าเดิม 

ครูได้ให้หัวหน้ากลุ่มของแต่ละกลุ่มไปรับอุปกรณ์และกระดาษภารกิจ อุปกรณที่ได้มีเพียง ไฟฉาย 1 กระบอกและเข็มทิศอีก 1 อัน เสียงเฮฮาของเหล่านักเรียนก็ดังขึ้นเพราะครูฝึกบอกว่าให้ร้องเพลงห้ามหยุดร้องเพลงเด็ดขาด พวกเราเลยแบ่งหน้าที่กันมีตัวแทนของกลุ่มเป็นคนร้องเพลง ที่เป็นคนร้องหลัก พวกเราจับมือกันและเดินเรียงแถวกัน 

Advertisement

Advertisement

"สิ่งที่ต้องการคือ กุญแจที่จะมาไขปริศนายังบ้านร้าง แต่ต้องหาลูกกุญแจที่ต้นไม้ป้อง สูง" 

"กลุ่มไหนหาช้า หรือหาไม่ครบ หาไม่ได้จะถูกทำโทษ"

ตอนนั้นพวกเราในกลุ่มต่างคิดว่าเป็นต้นไผ่ และมุ่งหน้าไปยังกอไผ่ ระหว่างทางผมก็ยังเห็นผู้ชายคนนั้นที่เห็นเมื่อเช้าคอยเดินตามดูพวกเราอย่างห่างๆ ผมเลยบอกขิมว่า /ไม่ต้องกลัวนะ มีครูฝึกมาด้วย/ แต่ขิมก็ยังคงตัวสั่นและจับมือผมแน่นเหมือนเดิม

รูปที่สองพวกเราเห็นต้นไผ่ และพากันเดินหารอบต้นไผ่ ท้องฟ้ามืดมาก ไม่มีแม้แต่ดาวที่ส่องแสง ต่างกับจุดรวมพลที่เราออกมา ตอนนั้นผมได้ยินเสียง "เงยหน้าขึ้นข้างบน" ผมเงยหน้าขึ้นก็เห็นถุงที่ใส่ถุงกับข้าวไว้ผมเลยจะหันไปเพื่อที่จะบอกเพื่อนในกลุ่มแต่บริเวณนั้นไม่มีใครเลย หัวหน้ากลุ่มเดินมาตอนที่ผมบอกเป็นแรก ตอนนั้นผมคิดแล้วว่านี่ต้องเป็นสิ่งลี้ลับบอกผมแน่ๆ และไม่นานเสียงเพื่อนที่ร้องเพลงก็เดินมาทางผม พร้อมกับขิมซึ่งตอนนั้นผมเองก็ไม่รู้ว่าขิมเดินจากผมไปตอนไหน 

และสิ่งที่อยู่ในถุงก็คือลูกกุญแจ เมื่อได้ดังนั้นพวกเราก็พากันเดินมาที่บ้านร้างเป็นบ้านปูน ที่มีลักษณะพัง หลังคาไม่มี มีเพียงประตูที่ปิดอยู่ เมื่อเดินมาถึงพวกเราก็เห็นครูฝึกคนนั้นนั่งอยู่ที่เก้าอีกหน้าบ้าน เพื่อนในกลุ่มก็พากันพูดคุยกับครูฝึกคนนั้นทำเอาพวกเราหายกลัว 

"ให้ตัวแทนกลุ่มเข้าไป 3 คน โดยที่คนข้างนอกร้องเพลงห้ามหยุด" คนที่จะเข้าไปมีห้วหน้ากลุ่มและเพื่อนอีก 2 คน โดยที่ผมกับขิมอยู่ข้างนอก ตอนนั้นขิมดูตัวสั่นมาก เขาเป็นคนที่ไม่กลัวเรื่องลี้ลับและเรียกได้ว่าเขาไม่เคยมีเรื่องนี้ในหัวเลย แต่พอเขาเป็นแบบนี้ผมก็อดที่จะเป็นห่วงเขาไม่ได้

/ขิมไม่สะบายหรอ/ ผมถามเขา เขายื่นหน้ามาใกล้ผมและบอกว่า "ครูฝึกคนนั้นไม่ใช่คน"

ตอนนั้นเองผมก็เลยได้สังเกตครูฝึกแบบชัดๆ จนรู้ว่าเขามีบางสิ่งที่ต่างออกไป เขาไม่มีเงาที่พื้น ผมเลยมองขึ้นมาเพื่อจะมาดูหน้าครูฝึก ตอนนั้นเองครูฝึกยิ้มให้ผมกับขิม แต่รอยยิ้มเป็นรอยยิ้มที่หน้ากลัว ดวงตาของครูฝึกมีน้ำตา และเขายิ้มจนปากฉีก 

รูปที่สาม

/กรี๊ดด/ เสียงของขิมกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว จนเพื่อนในกลุ่มพากันตกใจ ตอนนั้นผมเองก็ตกใจเรื่องครูฝึก ผมหันไปหาเขาเขาก็กลับมาเป็นใบหน้าปกติ และบอกเพื่อนในกลุ่มว่า ครูจะเดินไปเรียกทีมกองฝ่ายพยาบาลมา เพื่อนพวกผมก็พากันเชื่อ มีเพียงผมกับขิมเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ขิมสลบลงไป ตอนนั้นเพื่อนในกลุ่มต่างพากันเรียกหัวหน้ากลุ่มให้ออกมา แม้จะเกิดเรื่องขึ้นแต่เพื่อนที่ได้รับหน้าที่ร้องเพลงก็ยังคงร้องอยู่ บรรยากาศเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยเพราะ เพื่อนคนที่ร้องเพลงต่างพากันร้องไม่หยุด แม้แต่จะพัก ทุกคนที่ได้รับมอบหมายให้ร้องเพลงก็ยังคงร้องเรื่อย หัวหน้าก็ไม่ออกมาสักที และไม่ได้ยินเสียงตอบรับเลย ตอนนั้นผมได้อธิฐานจิตกับสร้อยพระที่ผมได้ใส่ ขอให้ทุกคนในกลุ่มปลอดภัย 

เพื่อนคนที่ร้องเพลงต่างพากันร้องไห้ แต่ยังไม่หยุดร้องเพลง จนเพื่อนๆ ที่เหลือพากันตกใจและถามแต่เพื่อนก็ไม่ได้พุดอะไรและยังคงร้องต่อ บรรยากาศเริ่มวุ่นวายเพื่อนในกลุ่มก็พากันนั่งเป็นกลุ่มต่างก็พากันหวาดกลัว ซึ่งตอนนั้นขิมเองก็ยังไม่ฟื้น 

จนผมเองก็ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน รู้ตัวอีกทีพวกเราทุกคนในกลุ่มก็นอนที่ห้องพยาบาลกันแล้ว ผมลุกขึ้นเห็นขิมคุยกับครูฝึกที่เป็นคนจริงๆ 

"ผมไม่รู้ว่าผมเป็นลมสลบไปตอนไหน แต่ก่อนที่ผมจะสลบลงไป ผมเห็นผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุดทหารสมัยก่อน ใบหน้าของเขาหน้ากลัวมาก หัวของเขาแตกจนหัวบุบ ดวงตาเขามีน้ำตาไหลออกมาเป็นเลือด แขนของเขาหักและห้อย เขาคอยเดินตามผมตั้งแต่ตอนเช้าจนที่ผมเข้าฐาน แต่เพื่อนๆ ในกลุ่มกลับเห็นต่างจากผม ตอนเข้าฐานเพื่อนในกลุ่มผมก็ยังพูดคุยกับเขา ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพื่อนๆ ผมเห็นเขารูปร่างหน้าตาแบบไหน แต่ผมเห็นเขาในร่างที่น่ากลัวตลอด"

ครูฝึกเลยถามว่าเราได้ลบลู่หรือทำสิ่งที่ไม่ดีไหม ขิมตอบ "ผมไม่ได้ไหว้ตอนที่รถผ่านต้นไม้ใหญ่" และพอเพื่อนทุกคนตื่นครูก็เลยถามว่าใครเป็นอะไรเห็นอะไรไหม 

หัวหน้ากลุ่มบอกว่า "ตอนที่เขาเข้าไปในบ้านร้างเห็นกลุ่มของทหารสมัยก่อน ต่อสู้กันตอนนั้นพวกผมนึกว่าเป็นการเซ็ดจัดฉากขึ้นมา แต่พอมีช่วงหนึ่งที่มีการตัดคอกัน คอของทหารอีกคนก็หลุดขาด กระเด็นมาทางพวกผม ตอนนั้นพวกผมไม่รู้เหมือนกันว่าพวกผมเป็นลมตอนไหน แต่พวกผมยอมรับนะครับว่าผมและเพื่อนเพื่อนทำผิดกฎของค่าย คือพวกผมไปแอบสูบบุหรี่และทิ้งขี้บุหรี่ลงแม่น้ำ" 

คนที่สูบบุหรี่คือสามคนที่ร้องเพลง และคนที่เข้าไปกับหัวหน้า ส่วนเพื่อนคนที่เหลือก็ไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วยเลย คนที่ร้องเพลงเขาบอกว่าเขาหยุดร้องเพลงไม่ได้ 

รูปที่สี่และพอพวกเราทุกคนฟื้นกันหมดก็ได้พากันไปขอขมาที่ต้นไม้ใหญ่ และกลุ่มพวกเราทั้งหมดก็ได้อยู่ในความดูแลของคุณครูประจำโรงเรียน โดยที่ทางค่ายขอให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ  โดยที่ครูฝึกก็ไม่ได้เล่าความจริงของสิ่งที่พวกเราเห็นให้ฟังว่าเขาคือใครกัน แต่บอกเพียงแค่ว่า เพราะพวกผมทำสิ่งไม่ดีจึงถูกทำโทษ

 


ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ไว้เจอกันใหม่ สวัสดีครับ