เป็นที่รู้กันว่า ลุงพุดแกเป็นอดีตสิงห์อมควัน แต่ปัจจุบันวางมือไปหลายสิบปีแล้ว  แต่เวลาใครถามถึงสาเหตุที่เลิกสูบ  แกก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ  บางครั้งก็แสดงอาการฮึดฮัด  หงุดหงิดใส่คนถามเสียด้วยซ้ำ  คงมีแต่ป้านง  เมียคู่ชีวิตของแกที่อมยิ้มอย่างรู้ทัน และเหมือนจะยินดีกับการเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ของสามีตั้งแต่หลายสิบปีก่อน

เมื่อเป็นเช่นนั้น ต่อมเผือกของคนถามก็กระตุ้นให้เปลี่ยนเป้าหมายไปซักความจริงจากป้านงแทน  แรกๆ ป้านงก็ตอบอ้อมๆว่า "มันไปเจอดีเพราะยาเส้น (ยาสูบ) เข้าให้น่ะซี้..." แต่เมื่อทนรบเร้าไม่ไหว แกจึง(แอบ) เล่าลับหลังสามี ถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เปลี่ยนชีวิตของลุงพุดตั้งแต่หลายสิบปีก่อน

ป้านงเล่าว่า  ลุงพุดเคยมีเพื่อนซี้คนหนึ่ง ชื่อ ตาสนิท ซึ่งก็สนิทสนมกันสมชื่อ  เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็นสิงห์อมควันประจำหมู่บ้าน  สมัยนั้นนิยมสูบยาสูบ หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "ยาเส้น" ชนิดที่ว่า เวลาไปไหนมาไหน สิ่งที่ต้องพกติดตัวไปโดยไม่อาจลืมได้ คือ ซองบรรจุยาเส้น  กระดาษมวนยาหรือใบตองสำหรับมวนยา  และไฟแช็ค ซึ่งมักจะพกรวมไว้ในห่อเดียวกันเพื่อง่ายต่อการพกพาและหยิบใช้ 

Advertisement

Advertisement

แต่สำหรับตาสนิทนั้นดูเหมือนจะอาการหนักกว่าเพื่อน  คือ ไม่ใช่เพียงแค่พกยาเส้นเป็นซอง  แต่ถึงกับต้องบรรจุยาเส้นและอุปกรณ์การสูบไว้ในกระป๋องทรงกลมมีฝาปิด ใส่ย่ามสะพายติดตัวไปเสมอ

ด้วยความที่ตาสนิทติดยาสูบค่อนข้างหนัก  ต่อมาแกก็ป่วยหนักถึงกับต้องถูกส่งตัวไปนอนรักษาที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก  แต่ถึงกระนั้นแกก็ยังบอกให้ลูกหลานนำย่ามใส่กระป๋องยาสูบไปไว้ใกล้ๆ นัยว่าเพื่อเป็นความสุขทางใจแม้จะไม่มีโอกาสได้สูบแล้วก็ตาม

ตาสนิทป่วยอยู่ไม่นานก็ตายที่โรงพยาบาล วันที่แกตาย ลุงพุดกับชาวบ้านหลายคนก็ไปช่วยญาติๆของตาสนิทเคลื่อนย้ายศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่บ้าน  และด้วยจำนวนคนที่ไปช่วยมากเกินกว่าจำนวนที่นั่งของรถยนต์ที่จ้างไปรับศพจะรองรับและพาโดยสารกลับได้หมด  ลุงพุดและชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจึงตกลงกันว่าจะเดินลัดทุ่งนากลับหมู่บ้านในช่วงค่ำ

Advertisement

Advertisement

ก่อนออกจากโรงพยาบาลในตอนค่ำ ลุงพุดเหลือบไปเห็นถุงย่ามใส่กระป๋องยาสูบของตาสนิทถูกวางทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล  แกจึงหยิบติดมือมาเพราะเข้าใจว่าเป็นของรักของหวงของเพื่อน  แม้ชาวบ้านบางคนที่เห็นจะทักท้วงว่าไม่ควรนำติดมา เพราะเป็นของคนตาย  แต่ลุงพุดก็ยังดันทุรังที่จะสะพายย่ามนั้นติดตัวกลับไป

เมื่อเดินพ้นเขตโรงพยาบาล ลัดเลาะไปตามคันนาในยามที่ท้องฟ้ามืดลงแล้ว มีเพียงแสงสลัวๆ และความคุ้นเคยกับเส้นทางที่ช่วยให้ลุงพุดกับพวกพากันเดินมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้าน

Advertisement

Advertisement

สักพักหนึ่งลุงพุดซึ่งเดินรั้งท้ายก็ได้ยินเสียงเหมือนฝีเท้าคนเดินตามมาข้างหลัง

กึกกัก...กึกกัก...

แต่เมื่อแกหันไปมองก็ไม่เห็นใคร

เหมือนทุกคนในที่นั้นก็จะได้ยินเหมือนกัน  จึงส่งสัญญาณให้ต่างคนต่างเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น  แต่เสียงฝีเท้าปริศนานั้นก็ดังถี่ขึ้นราวกับเจ้าของเสียงเร่งฝีเท้าตามมา

ทุกคนคงคิดเหมือนกันว่า วิญญาณของตาสนิทคงเดินตามของรักของหวงของแกมา  ทุกคนจึงต่างเปลี่ยนจากเดินเร็วเป็นสับเท้าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต  แต่เสียงฝีเท้าเจ้ากรรมนั้นก็ยังตามมาไม่ห่าง  ลุงพุดซึ่งร่างกายไม่แข็งแรงเพราะพิษยาสูบจึงวิ่งไม่ทันคนอื่น สุดท้ายจึงตัดสินใจโยนย่ามต้นเหตุนั้นทิ้ง แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งจนกลับเข้าถึงบ้าน

รุ่งเช้า ข่าวเรื่องลุงพุดกับพวกถูกผีหลอกก็แพร่สะพัดทั่วหมู่บ้าน หลายคนเชื่อว่าเป็นผีตาสนิท แต่มีลูกหลานของตาสนิทบางคนไม่เชื่อ และพากันไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ และบ่ายวันนั้น หลานชายตาสนิทก็ถือย่ามใบที่ลุงพุดโยนทิ้งไว้ที่ทุ่งนา เดินเข้ามาที่ศาลาวัดซึ่งขณะนั้นลุงพุดกับชาวบ้านนั่งพูดคุยกันอยู่ ก่อนจะถามขึ้นว่า

"ผีตัวนี้แม่นบ่ที่หลอกพวกลุงเมื่อคืน"

จากนั้นจึงเปิดฝากระป๋องให้ดูข้างในที่บรรจุยาสูบและไฟแช็ค แล้วจึงปิดฝากลับคืน เขย่ากระป๋องจนเกิดเสียง กึกกัก...กึกกัก...อันเป็นเสียงแบบเดียวกับที่ลุงพุดกับพวกได้ยินเมื่อคืน

ลุงพุดได้ยินถึงกับผลุนผลันลุกเดินออกจากศาลา กลับเข้าบ้าน หยิบซองยาสูบและไฟแช็คโยนทิ้งคลองหลังบ้าน สบถเบาๆ "ห่าขั่วมึงเอ๊ย บักผีบ้ายาเส้น!!)

หลังจากนั้นลุงพุดก็ไม่แตะต้องยาสูบอีกเลย

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก Pixabay.com