หลังจากที่ผ่านฮาร์ฟมาหลายสนาม เฝ้าถามตัวเองอยู่นานว่าเมื่อไรหนอที่เราจะท้าทายมาราธอน ในที่สุดเวลานั้นก็มาถึง และแน่นอนเราไม่ไปคนเดียว เพราะเราจะหลอกให้แฟนไปวิ่งด้วยกัน ที่นี้แหละจะได้เดินตามอีก 1 Passion ในชีวิตแล้ว เมื่อคิดแล้วเราก็ต้องเลือกงานวิ่งดีๆ เพราะอยากทำให้ดี จบให้สวย ให้เป็นภาพประทับใจที่สามารถโม้ให้ใครต่อใครฟังได้ยันแก่ตายว่าครั้งหนึ่งชั้นทำได้ ซึ่งงานที่เลือกก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเป็นงานวิ่งเกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยมในดวงใจเราเลย กับงาน Buriram Marathon 2020

ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ สุดท้ายคือนอน 4 ทุ่ม ตื่นตี 1 ถึงงานตี 2 งัวเงียนิดหน่อย แต่ง่วงมากๆ ไปถึงก็เดินๆ วอร์มๆ เหยียดยืด เข้าห้องน้ำ เตรียมพร้อม กระโดดโลดเต้น ถ่ายรูป ถ่ายคลิป จนเขาเรียกให้เตรียมตัว เราก็เดินไปเตรียมรั้งท้ายอยู่ Block D เพราะรู้ตัวดีกว่าขาไม่แรง ขอวิ่งแผ่วๆ อยู่ข้างท้ายก็แล้วกัน และเหมือนกับทุกๆ งาน บรรยากาศของงานมักจะพาให้ครึกครื้นและคึกคัก อาการง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง พร้อมวิ่ง พร้อมลุยเต็มที่

Advertisement

Advertisement

ลมเอื่อยๆ อากาศเย็นๆ ของช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากอาการตื่นเต้นลงได้ไม่น้อย เสียงแตรที่ดังขึ้นพร้อมกับเสียงโห่ร้องดีใจอย่างพร้อมเพรียงของเหล่านักวิ่ง เราเริ่มก้าวเท้าวิ่งเหยาะๆ ด้วยใจตื่นเต้น “ในที่สุด ก็เริ่มแล้ว มาราธอนแรก” เรามองเห็นนักวิ่งต่างๆ มากมายที่มาเพื่อจุดหมายเดียวกัน คือพิชิตมาราธอน มีทั้งนักวิ่งแฟนซี สายแฟชั่น สายกีฬา สายลุยเท้าเปล่า และสายโหลดจัดเต็มแบบคุณส้มจุดสตาร์ท ก้าวแรกสู่มาราธอน

เริ่มวิ่งได้ไม่ถึง 2km นักวิ่งส่วนใหญ่ก็เริ่มประสบปัญหา อาจจะเพราะว่าในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อากาศเย็นจนเกินไป นักวิ่งหลายๆ คนจึงปวดท้อง ส่งผลให้นักวิ่งชายส่วนใหญ่แวะยิงกระต่ายข้างสนาม แม้แต่นักวิ่งหญิงบางท่านก็แอบเข้ารกเข้าพงไปเด็ดดอกไม้กับเขาด้วย เอิ่มมมม ทำไมหนอ ทำไมไม่เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนวิ่งงงงง

Advertisement

Advertisement

จะด้วยบรรยากาศ หรืออารมณ์ตื่นเต้นก็ไม่อาจทราบได้ 5km ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราวิ่งพ้นจากสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิตออกมาพบกับกองเชียร์ชาวบุรีรัมย์กลุ่มแรกที่ตั้งซุ้มดักอยู่หน้าสนาม เคยได้ยินว่ากองเชียร์บุรีรัมย์จัดหนักจัดเต็ม แต่สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เวลาตี 4 เกือบๆ ตี 5 ที่ทุกคนน่าจะได้นอนหลับฝันหวาน ซุกตัวอยู่ในผ้าห่อมอุ่นๆ แต่ทุกคนกลับคึกครื้นอยู่บนสแตนเชียร์ ร้องเพลง เต้น พร้อมตะโกนตลอดเวลาว่า “สู้ๆ นะ” “นักวิ่งสุดยอด” “ยินดีต้อนรับสู่บรุรีรัมย์ของพวกเรา” บอกได้คำเดียวเลย โคตรประทับใจเลยครับ

Advertisement

Advertisement

น้องๆ กองเชียร์ที่มายืนให้กำลังใจนักวิ่ง

ตลอดเส้นทางการวิ่ง เราได้เจอซุ้มน้ำ และกองเชียร์อยู่ทุกๆ 2km ความคึกคักจากเพื่อนร่วมทาง Pacer 6.00 ชม. (ที่เราวิ่งเกาะติดได้ในช่วงแรก) และเหล่ากองเชียร์ ทำให้ระยะทาง 13km แรกผ่านไปอย่างสบายๆ แต่อาจจะเพราะความกลัวว่าจะเหนื่อยเกินไป การวิ่งในครั้งนี้เราจึงแวะซุ้มน้ำทุกซุ้ม และทานน้ำเยอะกว่าปกติ พอเข้ากิโลเมตรที่ 14 ก็เริ่มตึงน้อยน้อยจนก้าวขาไม่ค่อยออก แต่ในโชคร้ายยังมีเรื่องดี เพราะชาวบ้านที่ออกมาเชียร์ตลอด 2 ข้างทางนั้น ยินดีให้นักวิ่งสามารถแวะเข้าห้องน้ำที่บ้านได้ แถมยังตะโกนไล่หลังมาตอนที่เดินเข้าห้องน้ำด้วยว่า “ไม่ต้องถอดรองเท้านะ เดี๋ยวใส่ยาก เดินเข้าบ้านไปได้เลย” อะไรจะใจดีบานนั้น

ถ้าเป็น 10 ปีที่แล้ว การอยู่ยันสว่าง นั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นสำหรับเราคืนการเที่ยว กินเหล้า เมา แวะกินสุกี้ นั่งคุย รอจนเห็นพระเดินบิณฑบาตร เห็นพระอาทิตย์ขึ้นค่อยกลับเข้าบ้าน แต่มาทุกวันนี้ การอยู่ยันสว่างของเราคือการวิ่ง วิ่งไปกับนักวิ่งท่านอื่นๆ และดูพระอาทิตย์ขึ้นไปด้วยกัน แม้ว่ามันจะเป็นการอยู่ยันสว่างเหมือนกัน แต่ความรู้สึกช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และในวันนั้น กิโลเมตรที่ 18 กับการวิ่งเข้าหาทิศตะวันออก ที่สุดปลายทางนั้นพระอาทิตย์กำลังค่อยๆ ส่องแสงแรกของวันอย่างสวยงาม

ยันหว่างที่ต่างกัน

เวลาผ่านไป 3.19 ชม. กับการวิ่งฮาร์ฟ ถ้าเป็นการวิ่งปกติเท่ากับว่าเราได้เข้าเส้นชัยแล้ว รับเหรียญ เสื้อ Finisher พร้อมกิน และยิ้มร่าถ่ายรูปรับความสำเร็จ เวลา 3.19 ชม.ที่วิ่งมา ถือว่าช้ากว่าที่ตั้งเป้าเอาไว้เล็กน้อย แต่ความช้านั้น ส่งผลให้เรา ยังมีแรงเหลือ และไม่เจ็บอย่างเคย เหมือนว่ายังพร้อมรับกับอีก 21km ที่เหลือ ระหว่างวิ่งคุณส้มแซวขำๆ ว่า “เหมือนนับ 1 ใหม่อีกครั้ง” อยู่เลย การวิ่งยังดำเนินต่อไปไม่หยุด จนแอบแปลกใจตัวเองและคุณส้มไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาต่อให้เราวิ่งแค่ฮาร์ฟ ก็จะมีเดินบ้างวิ่งบ้าง แต่นี่เราทั้ง 2 คนแทบไม่เดินเลย ถ้าไม่ใช่จุดแวะกินน้ำ และสุดท้ายสิ่งที่กลัวก็เกิดขึ้น

กิโลเมตรที่ 30 คุณส้มมีอาการปวดข้อเท้าขวา นางบอกว่ามันตึงๆ ตุ้บๆ เวลาวิ่ง ขอแวะพักฉีดสเปรย์ นวด เหยียดยืดและเปลี่ยนมาเดินแทน ใจเราก็แอบห่วงว่าแฟนจะไหวไหม แต่นางบอกว่าสบายมาก แค่ขอพักเป็นช่วงๆ ทุกจุดพยาบาลเพื่อนวด และเหยียดยืดก็พอ (แต่ไหวจริงๆ ใช่ไหมนะ ?) แม้คุณส้มจะบอกว่าไหว สบายมาก และเราคุยกันว่ามาราธอนแรกมีแค่ครั้งเดียว ยังไงก็ต้องจบ แต่ลึกๆ ในใจเราก็ไม่อยากให้ฝืนจนเกินไป ไม่จบก็ได้ แต่ไม่อยากให้เจ็บหนัก เลยคอยถามอาการอยู่บ่อยๆ และพยายามทำตัวคึกคักจนเกินเหตุเพื่อกระตุ้นตัวเองและแฟนวิ่งต่อไปเรื่อยๆ ยอมรับว่าจริงๆ ก็เหนื่อยกับระยะที่วิ่งเหมือนกัน แต่ด้วยความที่ยังไม่เจ็บ มันก็เลยยังไหว ยังคงทะเล้นต่อไปจนถึงกิโลเมตรที่ 36 กิโลเมตรที่เจ็บ...

กิโลเมตรที่ 36 ในที่สุดฝ่าเท้าเราก็ไม่ไหวเหมือนกัน เริ่มจากการเจ็บแค่เล็กๆ ไปจนเจ็บทุกย่างก้าวที่วิ่ง เริ่มเจอกำแพงที่ใครๆ หลายคนว่าไว้ “เรามาทำอะไรที่นี่วะ?” พาร่างกายมาทรมานตรงนี้ทำไม ทำไมต้องมาราธอน ทำไมต้อง 42.195km แค่ฮาร์ฟก็ได้เสื้อเท่ๆ เหมือนกัน มีรูปเหมือนกันไม่ใช่หรอ เรามาทำไมตรงนี้ พอไหม เจ็บแล้ว แล้วแฟนละ เขาทนฝืนเพราะเราไหม (เริ่มเอาแฟนมาอ้างละ) บลาบลาบลา จนคุณส้มหันมา “พี่บอย เหลือแค่ Fun Run เราค่อยๆ ไปเนอะ เดี๋ยวก็จบ” เอ่าาาาา แฟนยังฮึดอยู่เลย สู้เว้ยยยยยยยยย !!!!!
500 meters to the finish line

ตลอดเส้นทางการวิ่งที่ผ่านมาของ Buriram Marathon 2020 ถ้าถามว่าประทับใจอะไรบ้าง มานั่งนึกย้อนไป ความประทับใจมันมีมากมายเต็มไปหมด ตั้งแต่เส้นทางวิ่ง บรรยากาศงาน ภาพพระอาทิตย์ขึ้นข้างทาง ทีมงาน จุดให้น้ำ จุดปฐมพยาบาล ชาวบ้านที่มาร่วมเชียร์ เด็กน้อยที่มารอแปะมือ คุณส้มที่ซ้อมน้อย เจ็บข้อเท้าแต่ก็ยังฮึดสู้สุดๆ คอยรับมุก เล่นกล้อง อยู่ข้างกันจนเข้าเส้นชัย และที่ภูมิใจที่สุด เราทำได้ จบแล้วครับมาราธอนแรก แม้ว่าต่อๆ ไปในอนาคตเราจะมีมาราธอนต่อๆ ไป แต่ยังไงก็มันคงไม่เหมือนกับความประทับใจในครั้งนี้ ความรู้สึกที่ดีมากมายจากมาราธอนแรก

Finally we are Finisher#เพราะมาราธอนแรกมีแค่ครั้งเดียว