นร.ชายกับคืนเฝ้าศพ

        สำหรับเรื่องเล่าเรื่องจริงวันนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตอนผมเรียนอยู่ชั้นม.3 ซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ในทุก ๆ ปีจะมีการจัดให้นักเรียนชั้นม.1-3 ได้เข้าค่ายอบรมคุณธรรมจริยธรรม แต่ส่วนมากผมและเพื่อน ๆ จะเรียกกันว่าค่ายธรรมะ เพราะตอนเข้าค่ายจะมีพระที่พวกเราเรียกว่า "พระอาจารย์" มาบรรยายธรรมะและอบรมสั่งสอนในเรื่องคุณธรรมจริยธรรม โดยปรกติการเข้าค่ายธรรมะจะจัดค่ายเป็นเวลา 3 วัน สองคืน แต่ปีที่ผมเรียนอยู่ม.3 ก็เกิดเรื่องแปลกขึ้นมาเพราะโรงเรียนจัดค่ายให้แค่ 2 วัน 1 คืน ในตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จนวันที่ได้เดินทางไปยังวัดสถานที่จัดค่าย เป็นวัดหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ที่สภาพแวดล้อมโดยรอบมีแต่ป่า เมื่อถึงวัดคำตอบที่สงสัยก็ถูกคลายลงเพราะภายในวัดมีการจัด "งานศพ" อยู่ ตรงกับวันที่ทางโรงเรียนได้จัดค่ายพอดี จึงทำให้ได้เข้าค่ายแค่ 2 วัน 1 คือ ซึ่งมันเป็นบ่อเกิดของเรื่องราวประสบการณ์ชวนขนหัวลุกของเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ศพ

Advertisement

Advertisement

         สำหรับการเดินทางไปยังวัดก็เดินทางไปได้อย่างปรกติปลอดภัยดี เมื่อถึงวัดคุณครูก็จัดนักเรียนเข้าที่พักเพื่อให้เอากระเป๋าเสื้อผ้าไปเก็บ โดยครูจะแยกนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย วันที่ไปเข้าค่ายมีผู้ชาย 19 คน ผู้หญิง 15 คน ส่วนผู้ชายครูให้ไปนอนที่ ศาลาพักศพ! ซึ่งประจวบเหมาะกับวันนั้นมีการจัดงานศพอยู่ ระหว่างเดินเอากระเป๋าไปที่ศาลาพักศพผมก็มองเห็นผู้คนที่มางานศพต่างก็มีใบหน้าที่โศกเสร้าเสียใจ อาลัยอาวรผู้ที่จากไป ผมก็เป็นอีกคนที่ไม่ชอบไปงานศพ จะไปเฉพาะญาติที่เป็นสายเลือดแท้ ๆ เท่านั้น เพราะผมไม่ชอบบรรยากาศของความโศกเศร้า เมื่อถึงศาลาพักศพหรือสถานที่ที่ผมกับเพื่อนนักเรียนชายจะต้องนอนคืนนี้ ครูก็ให้นำกระเป๋าสัมภาระไปเก็บที่ห้องเก็บของของศาลาพักศพ ประตูของห้องเก็บของก็ดันไปอยู่ใกล้กับโลงศพที่ตั้งอยู่ ขณะที่กำลังเก็บกระเป๋าผมก็เหลือบไปเห็นรูปภาพหน้าศพ หน้าตาของผู้เสียชีวิตก็ยังดูเด็กอยู่อายุน่าจะราว ๆ 15-16 ปี อยู่ดี ๆ ญาติของผู้เสียชีวิตที่นั่งรับแขกอยู่หน้าโลงศพก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือผสมกับน้ำเสียงที่โศกเศร้าเสียใจว่า "หนูเอ๋ยเป็นวัยรุ่นอะ ขี่รถขี่เรือใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังด้วยนะลูกนะ เดี๋ยวจะเป็นเหมือนหลานยาย" จึงเป็นจุดเกิดแห่งความกลัวของผม เพราะว่าร่างอันไร้วิญญาณที่อยู่ในโลงศพนั้นเสียชีวิตด้วยการประสบอุบัติเหตุ หรือที่เรียกกันว่า "ตายโหง" มีคนเฒ่าคนแก่เคยบอกผมว่าศพที่ตายโหงวิญญาณจะเหี้ยนมาก เพราะยังไม่มีการเตรียมตัวกับความตายที่จะมาถึงเหมือนผู้ที่เสียชีวิตด้วยอาการป่วยหรือโรคชรา ทำให้การเข้าค่ายอมรมของผมไม่เป็นไปตามจินตนาการก่อนมา เพราะผมไม่มีสมาธิ ไม่มีกระจิตกระใจในการเข้าค่ายอบรมณ์คุณธรรมจริยธรรมเลย เนื่องด้วยความกลัวจากการที่จะได้นอนที่ศาลาพักศพกับศพที่ตายโหง! เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าแสงสว่างหายไปความมืดเข้ามาแทนที่ ผู้คนที่มางานศพต่างกลับบ้านกันจนหมดเหลือเพียงแต่ "สัปเหร่อ" ที่จะนอนเฝ้าศพกับนักเรียนชายอีก 19 ชีวิต ในที่สุดเวลาที่ผมอยากจะให้มันผ่านไปเร็วที่สุดก็มาถึง นั่นก็คือ การนอนที่ศาลาพักศพกับศพคนตายโหง ก่อนนอนลุงสัปเหร่อบอกว่าให้สวดมนต์บอกเจ้าที่เจ้าทางก่อน เพราะเรามาจากต่างถิ่น ผมและเพื่อนก็ทำตามที่ลุงสัปเหร่อบอก ระหว่างที่สวดมนต์อยู่ก็มีแมวกระโดดลงมาจากหลังคาศาลาพักศพแล้วก็วิ่งเข้าไปยังห้องเก็บเหมือนมันตื่นกลัวอะไรมาสักอย่าง เมื่อผมเห็นแบบนี้ก็รีบสวดมนต์รีบเข้านอนเพื่อจะให้มันเช้าให้เร็วที่สุด หลังจากที่ทุกคนเข้านอนแล้วไฟทุกดวงในวัดก็เริ่มดับลงจนหลอดสุดท้ายที่หน้าเมรุใกล้ ๆ ศาลาพักศพดับลง เหลือเพียงแต่ไฟกระพริบรอบโลงศพกับเสียงพัดลมเพดานตัวใหญ่ ๆ จนเวลาผ่านไปถึงกลางดึกเพื่อนที่นอนอยู่ข้าง ๆ ผมมันปวดฉี่เลยปลุกผมให้ส่งไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำอยู่ถัดไปจากเมรุเผาศพ ต้องเดินผ่านบริเวณหน้าเมรุไปถึงจะถึงห้องน้ำ ผมกับเพื่อนก็ลุกขึ้นเพื่อจะไปฉี่แต่ด้วยความมืดไม่รู้จะทำยังไง พอดีหันไปเห็นเหมือนคนนั่งก้มหน้าอยู่หน้าโลงศพก็คิดว่าคงเป็นลุงสัปเหร่อ เลยวานให้ลุงแกเปิดไฟให้ แต่ผมกับเพื่อนขอให้แกเปิดไฟให้เท่าไร แกก็ไม่มีการตอบกลับเลยสักคำจนเพื่อนผมทนไม่ไหวจึงตัดสินใจเดินไปแบบมืด ๆ นั้นเลย พอถึงห้องน้ำเพื่อนผมก็ไปทำธุระของมันผมก็รออยู่หน้าห้องน้ำแบบมืด ๆ บรรยากาศมันวังเวง เงียบเหงา อยู่ดี ๆ ขนแขนผมก็ลุกซู่ พร้อมกับได้ยินเสียงหมาหอนพร้อมกับเสียงโหยหวนร้องขอให้ช่วยอะไรสักอย่าง ตอนนั้นตัวผมสั่นกลัวไปหมดทำอะไรไม่ถูกจนทำให้รู้ความรู้สึกที่ว่า เวลากลัวผีแล้วทำอะไรไม่ถูกพูดอะไรไม่ออกมันเป็นยังไงศพ

Advertisement

Advertisement

                                                                                                 ภาพ : Pixabay

              ผมก้ไม่รอช้าที่จะเร่งให้เพื่อนออกมาจากห้องน้ำเร็ว ๆ พอเพื่อนออกมามันก็ถามผมว่าได้ยินเสียงอะไรไหม ผมพูดอะไรไม่ออกได้แต่พยักหน้า เพื่อนผมเลยกำมือผมแน่นแล้วก็บอกว่าให้วิ่งไปที่พักให้เร็วที่สุด พอถึงผมกับเพื่อนก็นอนเอาผ้าคลุมทั้งตัวเพราะกลัวเสียงโหยหวนกับเสียงหมาหอนเป็นอย่างมาก จนเผลอหลับไป ตื่นมาอีกทีก็สว่างแล้ว พอเช้าลุงสัปเหร่อแกก็เดินมาถามพวกผมว่า "เมื่อคืนนอนหลับสบายดีไหม" (แกพูดพร้อมกับยิ้มแบบมีอะไร) แล้วแกก็พูดต่อไปว่า "พอดีเมื่อคืนลุงปิดไฟเสร็จลุงก็กลับไปนอนที่บ้าน" พอได้ยินลุงพูดแบบนั้นผมกับเพื่อนก็สะกิดถามกันว่า แล้วคนเมื่อคืนที่นั่งอยู่หน้าโรงศพที่ขอให้ช่วยเปิดไฟให้คือใคร? ผมเลยถามกับลุงสัปเหร่อว่าลุงได้ให้ใครมาเฝ้าศพแทนลุงไหมพร้อมกับบอกรูปร่างลักษณะของคนเมื่อคืนที่ผมกับเพื่อนเห็น พอผมถามเสร็จลุงสัปเหร่อแกก็หัวเราะ แล้วพูดว่า "สงสัยเป็นไอ้บอยมั้งมันคงเหงา ไม่มีใครคุยด้วย ตอนที่มันยังอยู่มันเป็นคนพูดเก่งคุยเก่ง" ดังนั้นก็แสดงว่าสิ่งที่ผมกับเพื่อนเห็นก็คือวิญญาณของร่างที่นอนอยู่โลงศพ ผมกับเพื่อนรู้สึกช็อกและกลัวเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วไม่รู้ตั้งแต่เมื่อคืนจนเช้า ในหัวผมตอนนั้นคิดอยู่ตลอดเวลาว่าเมื่อไรจะได้กลับบ้าน เมื่อไรจะได้ออกไปจากบริเวณนี้สักที พอถึงเวลา 06:30 พระอาจารย์ก็พานักเรียนทุกคนไปเดินจงกลม พอเดินไปถึงจุดที่มีศาลหลังหนึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พระอาจารย์ก็บอกให้นักเรียนทุกคนมารวมกันอยู่ที่หน้าเพราะจะมีเรื่องเล่าให้ฟัง พระอาจารย์บอกว่าศาลหลังนี้เป็นของโจรที่เมื่อ 10 ปีก่อนได้มาขโมยของภายในวัดพออกจากวัดไปรถก็ชนตายอยู่หน้าวัด สภาพศพเละจนไม่รู้ว่าเป็นใครและไม่มีญาติมาติดต่อรับศพ พระอาจารย์เลยจัดการทำศพให้ และได้ตั้งศาลหลังนี้ใต้ต้นไม้ใหญ่ให้เขาอยู่ ในทุก ๆ คืนถ้าเขาเห็นใครที่อยู่ในวัดเขาจะร้องขอส่วนบุญส่วนกุศลเพื่อให้ได้ไปเกิดเพราะตอนนี้เขาเป็นเปรตตนหนึ่งที่อยู่ภายในวัด พอเล่าเสร็จพระอาจารย์ก็ถามว่าเมื่อคืนมีใครได้ยินเสียงอะไรไหม ผมกับเพื่อนมองหน้ากันแล้วก็ส่งสายตาแห่งความกลัวสื่อหากันด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว เวลาได้ผ่านไปจนในที่สุดก็ถึงเวลากลับบ้าน แต่ก่อนกลับบ้านผมชวนเพื่อนไปหาพระอาจารย์เพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้พระอาจารย์ฟัง พร้อมกับให้พระอาจารย์พากรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และผีเปรตตนนั้น... 

              สำหรับประสบการณ์ชวนขนหัวลุก เล่าเรื่องจริงของผมเรื่อง "นร.ชายกับคืนเฝ้าศพ" ก็จบลงแล้ว เรื่องหน้าจะเป็นประสบการณ์หลอนอะไร ที่ไหน คอยติดตามกันได้นะครับ... "เล่าเรื่องจริง"