Photo by miguel ugalde from FreeImages

 

เธอรับโทรศัพท์แล้วพูดคุยร่าเริง ความร่าเริงแบบนี้นี่เองจึงเป็นที่มาของคำว่า ผู้หญิงเจ้าชู้ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นนิสัยปกติธรรมดาของเธอตั้งแต่ไหนแต่ไร

หญิงสาวไม่ใช่คนสวยเลย แต่เวลาใดที่เธอยิ้ม ก็เหมือนกับว่าทั้งโลกกำลังสดใสร่าเริงขึ้นมาในบัดดล

เธอเรียนไม่จบมัธยมปลาย เส้นทางชีวิตอัตคัดอยู่ไม่น้อย แม่ทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ในร้านอาหาร เลิกร้างกับพ่อไปเมื่อปีก่อน ยังมีน้องต้องดูแลอีกสองคน

หญิงสาวมีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยเดียวกัน เพราะต้องรับผิดชอบดูแลช่วยแม่นั่นเอง

ถึงแม้ว่าภาระจะเต็มมือ นิสัยใจคอของเธอยังคงมีความเป็นมิตร รอยยิ้มของเธอเหมือนกับว่าทั้งโลกไม่มีความทุกข์อะไรเลย

เธอเลือกที่จะมาทำงานร้านอาหารกับแม่ สารพัดงานนั่นแหละ แล้วแต่จะใช้

ด้วยความที่ไม่ใช่คนแต่งเนื้อแต่งตัว หน้าตามันแผลบอยู่ตลอด จึงไม่มีคนสังเกตเห็นความงดงามของเธอ

Advertisement

Advertisement

เสียงร้องเพลงดังหงิง ๆ ออกมาจากบริเวณล้างถ้วยล้างชาม

“ไอ้จ๋า ไอ้จ๋า!”

แม่มักเอ็ดเสมอเมื่อเห็นความร่าเริงเกินงามของหญิงสาว ความจริงมันก็เป็นเรื่องดีนั่นแหละ แต่นางคงจะเคร่งเครียดกับตัวเองเกินไป ค่าที่ไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตของลูก ๆ ได้ให้ดีเท่าที่ควร

หญิงสาวยิ้มแหยเมื่อเห็นท่าทางซีเรียสของแม่ เธอพอจะเข้าใจนั่นแหละว่าแม่มีความเคร่งเครียดสะสม เคยคิดจะให้แม่หยุดงานเพื่อดูแลน้อง ๆ แต่แม่บอกว่าขนาดช่วยกันทำงานทั้งสองคนสองแรงยังไม่ค่อยจะพอกิน

แม่อายุเพิ่งจะสามสิบต้น ๆ เท่านั้น หน้าตาดูแก่กว่าวัย การทำงานหนัก บวกกับบุคลิกที่ดูเคร่งเครียดนั่นแหละที่ฉุดให้แม่แก่กว่าวัย

น้องทั้งสองคน อายุ 7 ขวบ กับ 6 ขวบ

ในเวลาวันธรรมดา หญิงสาวจะช่วยจัดแจงเรื่องของน้องจนเสร็จเรียบร้อย นำไปส่งโรงเรียนแล้วจึงได้กลับมาจัดการเรื่องของตัวเอง เตรียมตัวไปทำงาน

Advertisement

Advertisement

ส่วนแม่จะออกไปแต่เช้ามืด แม่ไปช่วยขายของที่ตลาดสด

หลัง ๆ มา อาการของแม่ไม่สู้ดีนัก อาจเป็นเพราะว่าใช้ร่างกายมากเกินไป พักผ่อนน้อย

หญิงสาวอดนึกถึงพ่อไม่ได้ พ่อไปมีผู้หญิงอีกคน ทิ้งภาระทุกอย่างไว้เบื้องหลังอย่างไม่แยแส

มีอยู่วันหนึ่ง เธอเคยไปตามหาพ่อ เจอพ่อกำลังจู๋จี๋อยู่กับผู้หญิงคนใหม่ของพ่อ และสายตาของพ่อที่มองมายังเธอนั้น ช่างเย็นชาสิ้นดี หญิงสาวจึงเลือกที่จะหันหลังจากมา และนับแต่นั้น เธอไม่เคยพูดถึง ไม่เคยคิดที่จะไปขอความช่วยเหลือจากพ่ออีกเลย

หญิงสาวยังคงร่าเริง แววตาของเธอสุกสกาวเหมือนกับดวงดาวที่สามารถเรืองแสงได้ด้วยตัวเอง หน้าที่การงานอันหนักหน่วง ราวกับว่าไม่สามารถทำให้เธอต้องจมอยู่กับความทุกข์ได้เลย

Advertisement

Advertisement

“จ๋า” แม่พูดกับเธอ “เอ็งจะหยุดพักบ้างก็ได้นะ ตอนนี้แม่ว่าแม่สามารถหาเงินได้มากพอแล้วละ”

“ไม่เป็นไรค่ะแม่ แม่นั่นแหละที่ควรจะพัก”

“แม่เป็นไร แม่ชอบทำงานเอ็งก็รู้นี่”

“หนูนี่ยิ่งชอบเลยค่ะแม่ อย่าลืมนะคะว่าหนูลูกแม่นะ”

สรุปว่าแม่ลูกไม่มีใครคิดอยากหยุดทำงานเลยแม้แต่วันเดียว ร้านอาหารเปิดไม่มีวันหยุด พนักงานที่ประจำจะมีวันหยุดที่สลับสับเปลี่ยนกันไป แต่คนที่ทำงานตลอดก็คือเจ้าของร้าน รองลงมาก็คือลูกจ้างอย่างหญิงสาวกับแม่ของเธอ

“หนูจ๋า”

เฮียเจ้าของร้านเรียกหญิงสาวเข้าไปหาในค่ำวันหนึ่ง วันนี้เธอมาทำงานเพียงลำพัง แม่เลิกงานกลับบ้านไปก่อนเพื่อไปดูแลน้อง ๆ

“คะ”  หญิงสาวเพิ่งสังเกตเห็นแววตาของเฮียที่มองเธอ ดูเปลี่ยนไปจากเดิม “เฮียมีอะไรหรือเปล่าคะ”

“หนูอยากได้เงินเพิ่มไหม”

“เฮียจะให้เหรอคะ” หญิงสาวถามซื่อ ๆ

“ก็ไม่เชิงนะ แต่ว่า...เอ้อ...”

น้ำเสียงของเฮียตะกุกตะกักดูมีเลศนัย

“อะไรกันคะเฮีย” หญิงสาวอดหัวเราะไม่ได้ แต่แล้วการหัวเราะมีอันต้องสะดุดลง เพราะจู่ ๆ เฮียก็ลุกขึ้นมา ไม่ทันที่เธอจะได้ขยับตัวออกห่างก็ถูกเฮียคว้าเข้าไปในอ้อมกอด

“อุ๊ย เฮีย!”

หญิงสาวอุทานตกใจ ไม่คาดคิดว่าเฮียจะทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้ แต่ไหนแต่ไรมาเฮียไม่เคยแสดงท่าทีว่าเจ้าชู้ยักษ์กับเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“เป็นของเฮียนะ แล้วเฮียจะให้เงิน”

“อย่าค่ะเฮีย เดี๋ยวเจ๊รู้ หนูตายแน่”

“เจ๊ไม่อยู่หรอก เจ๊ไปต่างจังหวัด”

หญิงสาวใจหายวาบ จริงสินะ ปกติจะเห็นเจ๊อยู่ในร้านด้วย เธอไม่ได้สงสัยอะไร เพราะส่วนใหญ่เจ๊มักออกไปข้างนอกเพื่อจัดการธุรกรรมต่าง ๆ อยู่แล้ว

ด้วยความที่เธอไม่เคยคิดระแวงเฮียตั้งแต่แรก เมื่อถูกจู่โจมถึงตัวแบบนี้จึงทำอะไรไม่ถูก

หญิงสาวพยายามปัดป้อง แต่ดูเหมือนว่ายิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เธอไม่สามารถสู้เรี่ยวแรงของเฮียได้เลยแม้แต่นิดเดียว

จนกระทั่งในที่สุดก็ต้องยินยอม

หญิงสาวขึงริมฝีปาก ความเจ็บปวดที่ได้รับไม่ใช่เพียงแค่ทางกาย ทว่ามันหมายถึงทั้งชีวิตของเธอ

เฮียตรงกันข้าม เมื่อได้เธอแล้ว เขาฮึกเหิมมีความสุข เขาพร่ำถึงการจะเลี้ยงดูเธอ จะส่งเสียให้เธอกับครอบครัวของเธอมีความเป็นอยู่กว่าเดิม

หญิงสาวเพิ่งรู้ตัวในเวลานี้เองว่า สายตาที่เธอเห็นว่าโลกสดใสร่าเริงนั้นพลันหมองหม่นลงไปตั้งแต่วินาทีนั้น แม้พยายามจะฝืนยิ้มอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

มันเหมือนกับหลุมดำของชีวิต

ปกติเธอจะยิ้มง่าย ร่าเริง แต่กลับถึงบ้านคราวนี้ เธอกลับได้เห็นสภาพของบ้านที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม น้อง ๆ ทั้งสองยังคงวุ่นวาย เสียงทะเลาะเบาะแว้ง เสียงหยอกล้อ หัวเราะคิกคัก เสียงบ่นของแม่ ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เคยพบเคยเห็น คุ้นชิน

หญิงสาวนอนร้องไห้เกือบทุกคืน ความทุกข์ที่กำลังถาโถมเข้ามาในชีวิต แม้ว่าเธอพยายามจะฝืนรับชะตากรรม ยินยอมให้เฮีย...ครั้งที่สอง ที่สาม และทุกครั้งที่เฮียต้องการ หลัง ๆ มานี้เธอเริ่มเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอดได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ทุกครั้ง ตราบใดที่ยังทำงานอยู่ในร้านนั้น

เธอเคยคิดจะออกไปจากร้านเฮีย ทว่าเธอยังไม่อยากให้แม่สงสัย เธอรู้ว่าแม่จะต้องทุกข์มากกว่าเธอหลายเท่าถ้าหากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

แม่อาจจะไม่ค่อยยิ้มร่าเริงนัก นับตั้งแต่พ่อไปจากชีวิตของแม่ หากก็ไม่ได้แปลว่าแม่จะไม่รักเธอ หญิงสาวเชื่อมั่นว่าแม่รักเธอมาก เหมือนที่รักน้อง ๆ ทั้งสองคนของเธอนั่นแหละ

หญิงสาวยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีหรือค่อนข้างดี แทบไม่มีใครสังเกตเห็นว่าแววตาของเธอหม่นลงและเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์บัดซบกับเธอ

“แม่ หนูรักแม่จัง”

หญิงสาวเอ่ยกับแม่ ปกติเธอไม่เคยพูดแบบนี้มาก่อน ทำเอาแม่ต้องหันมามองหน้าเธออย่างสงสัย

“ยังไงกัน”

“ก็หนูรักแม่”

ความจริงแม่เองก็เขินเหมือนกันที่ลูกสาวพูดจาอะไรแบบนี้ มันเป็นการแสดงออกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในชีวิต

“หนูรักน้อง ๆ ด้วย”

“รู้หรอกน่า”

“แม่ดูแลหนูกับน้องเป็นอย่างดี”

“มันเป็นหน้าที่อยู่แล้วละ”

“ขอบคุณนะคะ”

คราวนี้ไม่ใช่แค่คำพูดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หญิงสาวเข้าไปโอบกอดแม่แสดงความรัก ลึก ๆ ลงไปกว่านั้นไม่มีใครรู้หรอกว่าหัวใจของหญิงสาวกำลังร้องไห้..ร้องไห้ในความเงียบงัน

“มันเกิดอะไรขึ้น” แม้ว่าเธอจะมีความสามารถในการปกปิดซ่อนเร้นความรู้สึกดีเพียงใด แม่ก็ยังสังเกตเห็นความผิดปกติอยู่ดี

“เปล่าค่ะ”

“เปล่าได้ไง มีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรจริง ๆ ค่ะ”

แม่พยายามคาดคั้นอย่างไร เธอก็ไม่ยอมปริปากบอกเล่าถึงเหตุการณ์บัดซบที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเธอ และยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่เธอยังทำงานอยู่ในร้านนั้น

หญิงสาวกำลังมองหาหนทางอื่น เธอแอบสมัครงานทิ้งเอาไว้ที่ใหม่ ขอแค่ได้งาน เธอจะไปทันที แม่ก็เคยบอกว่า ถ้าหากมีงานที่ดีกว่าทำงานในร้านอาหาร ก็ควรจะไป

เธอก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น...

เจ๊จะไปต่างจังหวัดอีกหลายวัน สายตาของเฮียที่มองมายังหญิงสาวดูมีความหมาย แต่เธอเริ่มกังวลมากกว่าเดิม

เธอไม่ต้องการเป็นของเขาอีกแล้ว แต่ดูเหมือนว่ายิ่งหลีกเลี่ยง ยิ่งมีโอกาสเผชิญหน้ากับเฮีย

หญิงสาวตัดสินใจเด็ดขาดว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์บัดซบขึ้นมาในชีวิตของเธออีกแล้ว!

 

 แม่นั่งรอลูกสาว...มองลูก ๆ อีกสองคนที่นอนหลับสนิทไปแล้ว ท้องฟ้ามืดครึ้มตั้งแต่เมื่อช่วงเย็น

แม้หญิงสาวจะบอกว่าให้กลับบ้านมาก่อน ไม่ต้องเป็นห่วง เธออาจจะอยู่โยงยาว เพราะช่วยงานเฮียแทนเจ๊

ความจริง แม่ก็สังเกตเห็นแววตาของเฮียเวลามองลูกสาว แต่ด้วยความที่ทำงานร่วมกันมานาน พยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่า คงไม่มีอะไร เฮียคงเอ็นดูมากกว่า

เกือบห้าทุ่ม จึงมีเสียงกุ๊กกักที่หน้าประตูบ้าน ด้วยความที่เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง แค่มีเสียงผิดปกติก็รู้ได้ไม่ยากแล้วละ

“จ๋าเหรอ”

“ค่ะแม่”

เสียงตอบกลับมา ทำเอาแม่ระบายลมออกจากปากอย่างโล่งอก รีบลุกขึ้นไปเปิดประตูให้ลูก

หญิงสาวยืนอยู่ข้างนอก สายตาที่มองสบกับแม่นั้นดูมีความหมายมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา

“ลูกค้าเยอะหรือ”

“ค่ะแม่”

“คงเหนื่อยแย่”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

“งั้นก็รีบอาบน้ำอาบท่านอนเถอะนะ”

“คงไม่อาบหรอกค่ะ อยากนอน”

แม่เอื้อมมือจะไปคว้าร่างของหญิงสาวเข้ามาสวมกอด แต่ร่างของเธอก้าวผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็ว หญิงสาวมีห้องนอนมิดชิด แน่นหนา แยกออกไปต่างหาก

แต่เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ไม่เห็นหญิงสาวอยู่ในห้อง ที่น่าแปลกก็คือ ข้าวของทุกอย่างยังถูกจัดวางเรียบร้อยราวกับว่าไม่ได้มีการใช้งานเลยเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ก็นั่นแหละ ด้วยนิสัยเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงไม่น่าแปลกนักหรอก เธออาจจะรีบไปที่ร้านอาหารเพื่อช่วยงานเฮีย

แม่จัดการเรื่องลูกน้อยทั้งสองจนเรียบร้อย หลังจากนั้นจึงกลับมาอาบน้ำแต่งตัว ตามไปที่ร้านอาหาร แค่เพิ่งไปถึงเท่านั้นก็พบว่า มีคนกำลังมุงอยู่หน้าร้าน มีรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจและมูลนิธิจอดอยู่ด้วย

สายตาทุกคู่หันมามองเธอ

“แม่ของจ๋ามาแล้ว”

หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้นเมื่อได้รับรู้ และเมื่อได้เข้าไปเห็นภาพ...ศพสองศพที่อยู่ในสภาพจมกองเลือด บ่งบอกว่ามีการต่อสู้

“ไม่จริง เมื่อคืนจ๋ายังกลับบ้านอยู่เลย”

แม่พร่ำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทำเอาคนที่ได้ยินถึงกับขนลุกซู่ ถ้าหากเป็นจริงอย่างนั้นก็แสดงว่าหญิงสาวกลับไปล่ำลา

ทุกคนในร้านอาหารรู้ดีว่าจ๋าเป็นเด็กสาวที่มีความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว เธอมีความเป็นห่วงเป็นใยและรับผิดชอบต่อครอบครัวของเธอ

“เธอเสียตั้งแต่กลางดึก” เจ้าหน้าที่ผู้ชันสูตรพลิกศพบอก

แม่อยากจะกรีดเสียงร้องออกมา แต่มันไม่มีเสียงใด ๆ มีเพียงแค่อาการจุกแน่นอยู่ในอก และรู้สึกเหมือนหัวใจได้สลายไปเรียบร้อยแล้ว!