“กา....ก๊า....ก๊า!”

อีกาสองผัวเมียบินโฉบผ่านหลังคาไปเคาะอยู่บนทางมะพร้าว   ทำเอาบรรยากาศที่สลดหดหู่ของบ้าน  กลับยิ่งทวีความรู้สึกเช่นนั้น  เนื่องจากบ้านหลังนี้มีคนนอนป่วยมาแรมเดือน  เป็นพ่อเฒ่าวัย 65  ปี 

พ่อเฒ่าล้มป่วยเมื่อช่วงปลายฤดูหนาว  อากาศที่หนาวผิดปกติ  ทำให้พ่อเฒ่าล้มลงในระหว่างก่อไฟผิงตอนเช้า  เมื่อถึงมือหมอ  แกก็ขยับร่างไม่ได้แล้ว  กลายเป็นอัมพาตครึ่งซีกทันที 

ปกติ  พ่อเฒ่าเป็นคนแข็งแรง  ตลอดชีวิตแทบไม่เคยต้องไปนอนให้หมอดูแลที่โรงพยาบาล  แกเป็นคนดิบๆเถื่อนๆคนหนึ่ง  ดื่มเหล้า สูบยา  เล่นมวยตู้  ลูกหลานของพ่อเฒ่าเองก็ดูจะได้สายเลือดทางแกไปค่อนข้างมาก  แต่ละคนจึงมีนิสัยไม่ต่างจากบุพการี

เรื่องวัดเรื่องวา  พ่อเฒ่าไม่เคยข้องแวะสักเท่าไรนัก  ตลอดชีวิตคงนับครั้งถ้วน 

ชีวิตของคนคนหนึ่ง  จะว่าไปแล้ว  มีใครลิขิตก็หาไม่  เจ้าของชีวิตต่างเป็นผู้ลิขิตด้วยตัวเอง  บางคนมักนิยมเข้าวัดวาฟังเทศน์ฟังธรรมไม่ได้ขาด   ก็ยังนับว่าดีอยู่ไม่น้อย  เพราะการทำบุญคือการขัดเกลากิเลส  เป็นการอุทิศสิ่งที่มีเกินไปให้กับผู้อื่น

Advertisement

Advertisement

พ่อเฒ่า  ใช่ว่าไม่ชอบวัดวา  แต่อาจเป็นเพราะไม่มีแรงบันดาลใจมากพอที่จะนำพาแกไปยังสถานที่อย่างนั้น  กระทั่งเจ็บป่วยนอนแน่นิ่งอยู่กับที่  จึงรู้สึกว่าสายเกินไป

การไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้   จะกินหรือขับถ่ายล้วนต้องพึ่งลูกสาวคนเล็กกับคู่ชีวิต  ซึ่งรู้ๆกันอยู่ว่าสองแม่ลูกคู่นั้น  นิสัยร้ายแค่ไหน  จึงไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่นใด   ได้แค่ตั้งจิตอธิฐานอยู่ในใจ ระลึกถึงคุณพระคุณเจ้ากับพยายามสวดมนต์ที่พอจะจำได้อย่างตกหล่นเท่านั้น

แรกๆ  มีเพื่อนบ้านแวะเวียนมาพูดคุยเยี่ยมเยือนตามประสาสังคมบ้านนอก  บางคนเอาเงินมามอบให้เล็กๆน้อยๆ  มันเป็นการแสดงน้ำใจที่หาไม่ได้ง่ายๆในสังคมเมือง  ทุกครั้งที่มีคนเอาเงินมาให้  ลูกสาวคนเล็กกับแม่เฒ่าจะเป็นคนออกมารับหน้าเอง 

Advertisement

Advertisement

นานวันเข้า  จำนวนคนที่จะแวะเวียนมาเยี่ยมลดน้อยลง  จนในที่สุดก็เหลือเพียงเพื่อนบ้านใกล้เคียงไม่กี่คน

พ่อเฒ่ามีรายได้เดือนละ 1,000 บาท  จากสวัสดิการที่รัฐบาลจัดให้สองส่วน  คือเงินผู้สูงอายุห้าร้อย  กับเงินผู้พิการอีกห้าร้อย  มันคงไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายหรอก  แต่ยังดีกว่าไม่มีรายได้อะไรเลย

ทรัพย์สินของพ่อเฒ่ามีที่นาเกือบสามสิบไร่  บ้านไม้สองชั้นหลังนี้ก็ใช่  อีกทั้งเงินประกันชีวิตฌาปนกิจสงเคราะห์ที่มีมูลค่าแสนกว่าบาท  เมื่อแกสิ้นชีวิต  ก็ต้องนับว่าเป็นทรัพย์สินของพ่อเฒ่าด้วย

พ่อเฒ่ายังมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป  โดยการได้รับการดูแลอย่างดี  ไม่ใช่อนาถา

Advertisement

Advertisement

มีคนว่า  รถเข็นสำหรับผู้พิการสักคัน  มันคงจะมีประโยชน์ต่อพ่อเฒ่ามากกว่า  เงินติดตั้งจานดาวเทียมเพื่อดูหนัง

แต่ก็นั่นแหละ  ใครจะหวังดีต่อพ่อเฒ่าขนาดนั้น 

แม้ว่าขยับเขยื้อนร่างกายไม่ได้  แต่พ่อเฒ่ายังพูดจาด้วยน้ำเสียงอันดัง  สดใสร่าเริง เสียงหัวเราะของแกดังก้องเป็นเอกลักษณ์  นานวันเข้า  พ่อเฒ่ามีอาการหดหู่สิ้นหวัง  ไม่อยากจะมีลมหายใจอยู่ต่อไป    

ภาวะความเคร่งเครียด  เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเผชิญ  แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า  พ่อเฒ่าเริ่มได้รับการดูแลที่สักว่าผ่านไปวันๆ

อาหารการกินของพ่อเฒ่ามีเพียงข้าวเหนียวกับแจ่วบองหรืออาหารอีสานธรรมดา  ซึ่งสมัยที่แกยังไม่เป็นอะไร  แกกินอาหารเหล่านี้ได้  ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเป็นพิเศษ  แต่ยามนี้ไม่ใช่  อย่างน้อย  ควรเป็นข้าวอ่อนหรือเหลวอย่างข้าวต้ม 

คนที่มีหน้าที่ป้อนข้าวให้พ่อเฒ่าก็คือ  แม่เฒ่าสลับเปลี่ยนหน้าที่กับลูกสาวคนเล็ก

พ่อเฒ่าฝืนกลืน  ฝืนเคี้ยว  แม้ไม่เคยมีน้ำตาสักหยดหลั่งรินให้ใครเห็น  ใช่ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บปวด  อีกอย่าง  น้ำตานั่นน่ะมันเอ่ออยู่ข้างใน

“เมื่อไหร่แกจะตายๆไปซะ”

แม่เฒ่าปั้นก้อนข้าวเหนียวป้อนให้พ่อเฒ่า  ปากก็พล่ามไปตามประสา 

“ข้าก็อยากจะตายอยู่เหมือนกัน”

พ่อเฒ่าพูดน้ำเสียงไม่ได้แสดงความน้อยเนื้อต่ำใจอะไร  ทว่าลึกๆแล้วคิด  และหลังๆมานี้ยังกระหวัดถึงความหลังบ่อยครั้ง

แม้กายไม่สามารถขยับได้  แต่ความคิดกลับทะลุทะลวงกำแพงของกาลเวลา  ย้อนกลับไปหาวันเวลาเก่าๆ

แรกแต่งงานกับแม่เฒ่านั้น  พ่อเฒ่ายังเป็นหนุ่มกระทง ขี้เกียจสันหลังยาว  ผู้ใหญ่สองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าทั้งคู่มีความเหมาะสม  จึงคลุมถุงชน  จากเด็กหนุ่มกระทงไม่เอาไหนคนหนึ่ง  กลายมาเป็นสามีของหญิงสาว  และกลายเป็นพ่อของลูกๆ 

พ่อเฒ่าเริ่มบุกถางป่า  สร้างอาณาจักรเล็กๆของตัวเองขึ้นมา 

สมัยโน้น  แผ่นดินอีสานยังเผชิญหน้ากับความแห้งแล้งเป็นอาจิณ  บางปีแทบไม่มีข้าวกิน  ต้องอาศัยขุดเผือกขุดกลอยมาหุงกินแทนข้าว  แต่ละครอบครัวนิยมมีลูกมาก  ก็ยังมีชีวิตอยู่รอด 

ลูกๆเติบใหญ่  แต่งงานออกเรือนไป  แกยังมีที่ดินแบ่งให้ลูกๆคนละเท่าๆกันสำหรับการทำกิน  มันอาจไม่มากมายอะไร  ทว่ามันก็เป็นความรับผิดชอบที่น่าภาคภูมิใจของคนเป็นพ่อคนหนึ่ง  บัดนี้  เมื่อตนเองต้องมาอยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ลูกสาวคนเล็ก  ซึ่งจะเป็นคนได้รับมรดกมากกว่าใคร  เพราะถือว่าเป็นผู้ดูแลพ่อแม่  ก็กลับมีคำพูดชนิดที่ทำให้หัวใจของคนเป็นพ่อสะอึก 

ลูกยังไม่กระไร  คำพูดของแม่เฒ่าคู่ทุกข์คู่ยากนี่นะสิ  ทำเอาก้อนข้าวจุกแน่นอยู่กลางลำคอ 

เมื่อไหร่จะตายเสียทีล่ะ?

นั่นสิ  เมื่อไหร่จะหมดลมหายใจ  แกไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว  การนับลมหายใจของตัวเอง  การนับจำนวนครั้งในการร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น  ทำให้วันเวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้ายิ่งนัก

“ก๊า...!  ก๊า...!”

เสียงอีการ้องทำให้บรรยากาศของบ้านดูหม่นประหลาด  แต่พ่อเฒ่าแอบยินดีอยู่ลึกๆ  เสียงของอีกาน่าเกลียด  น่าสะพรึงกลัว  มันอาจจะเป็นลางสังหรณ์บางอย่าง

พญามัจจุราชเอ๊ย  มาเอาดวงวิญญาณของข้าไปเถอะ!

พ่อเฒ่าร้องขอ  แต่ดูจะไม่เป็นผลนัก  เพราะแกก็ยังมีลมหายใจอยู่  ยิ่งนานวัน  หูยิ่งรับรู้ถึงคำพูดถากถาง เย้ยหยัน ชิงชัง  ทั้งจากแม่เฒ่าผู้เป็นคู่ชีวิต  กับลูกสาวคนเล็กที่คำพูดคำจาเราะร้ายไม่ต่างกันเลย

นี่ถ้ามีปัญญาลุกขึ้นทำอะไรได้ด้วยตัวเองบ้าง  คงลุกขึ้นไปหยิบเชือกมาสักเส้น  จัดการปลิดชีวิตตัวเองไปแล้ว

เสียงของพ่อเฒ่าเริ่มเหือดหาย  ลำคอเริ่มมีปัญหา  แห้งผากเหมือนกับไร้น้ำลายหล่อเลี้ยง  ซึ่งก็ไม่ต่างจากหัวใจของแกที่บัดนี้มันไร้น้ำทิพย์ใดๆหล่อเลี้ยง  ไม่มีเลย  ไม่มีจริงๆ

“กา....ก๊า....ก๊า!”

พ่อเฒ่าได้ยินเสียงอีการ้องบ่อยครั้งขึ้น  จนอดไม่ได้  ต้องร้องเรียกแม่เฒ่า

“ยาย!  ยาย!”

“บ้าอะไรอีกล่ะ?”  เสียงของแม่เฒ่ากระชากตอบกลับมา 

“ข้าได้ยินเสียงอีกา  ใช่เสียงอีกาใช่มั้ย?”

“บ้าแล้ว  กาเกอที่ไหนกัน”

“ข้าได้ยินจริงๆ”

พ่อเฒ่ายืนยัน  น้ำเสียงของแกแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน 

ทำไมคนอื่นไม่ได้ยิน  นั่นเป็นเสียงของอีกาจริงๆ  และแกยังเชื่อมั่นอยู่ลึกๆว่า  บางทีอาจเป็นเสียงเพรียกของพญายม  คนที่ได้ยิน  คือคนที่กำลังจะตายละกระมัง  แต่ทำไม  อุตส่าห์ปักใจเชื่อว่า  มันเป็นลางสังหรณ์  แกก็ยังมีลมหายใจอยู่เหมือนเดิม  เมื่อไหร่จะตาย?

“ส้มเอ๊ย  ทำไมเอ็งไม่ต้มข้าวต้มให้พ่อกินบ้างล่ะ  ให้กินแต่ข้าวเหนียวแบบนี้เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก”

ยังอุตส่าห์มีคนเตือนลูกสาวของพ่อเฒ่า

“โอ๊ย  พ่อแกไม่กินหรอก” เสียงของลูกสาวคนเล็ก  พ่อเฒ่าได้ยินชัดเจน  “ใครมันจะมีเวลา  แค่นี้ก็ยุ่งยากพออยู่แล้ว”

นั่นสิ  เมื่อไหร่แกจะตายเสียที  เพราะเป็นผู้สร้างความยุ่งยากให้กับลูก

พ่อเฒ่าอยากได้ยินเสียงกา-เสียงเพรียกของพญามัจจุราช... มาเอาชีวิตข้าไปที 

คำภาวนาของพ่อเฒ่าเริ่มมีเค้าลางความจริง  โสตประสาทของพ่อเฒ่าได้ยินเสียงร้องของอีกาบ่อยครั้งขึ้น  ขณะที่ร่างกายผ่ายผอมลงเรื่อยๆ  ข้าวน้ำแทบไม่มีตกถึงท้อง  แต่แกไม่รู้สึกหิว  ไม่อยากเปิดปากรับก้อนข้าวเหนียว  ไม่อยากเคี้ยว  ไม่อยากกล้ำกลืนให้เจ็บปวดทรมาน

“กา....กา....ก๊า!”

ข้าได้ยินอีกแล้ว  พ่อเฒ่าร้อง  แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก

บ่ายวันหนึ่ง  อีกาสองผัวเมียบนมาเกาะที่ต้นมะพร้าวด้านหลังบ้าน  มันกรีดเสียงร้องดังลั่น  พ่อเฒ่ายิ้มมีความสุข  ขณะที่ลมหายใจเริ่มรวยริน

เพื่อนบ้านแวะมาดู  เพราะต่างรู้ว่าอาการของพ่อเฒ่าหนักขึ้น 

พ่อเฒ่าจำทุกคนได้  แต่ไม่สามารถพูดจาทักทายเหมือนเคย   พ่อเฒ่าได้ยินเสียงอีการ้องดังกึกก้องกว่าใครๆ

เพื่อนบ้านมาหนาตา  มาทุกๆคน  โดยเฉพาะคนรุ่นราวคราวเดียวกัน  พ่อเฒ่ายิ้มทักทายทุกคน  รู้สึกยินดีที่ได้เห็นเพื่อนๆอีกครั้ง   นั่นเฒ่าหมาน  นั่นยายอาม  โน่นยายไหม  ยายสี  เฒ่าอ่วม  โอย...เพื่อนๆมาเกือบครบ  ยังขาด  เฒ่าหอมอีกคน  แต่ช่างเถอะ  หมอนั่นไม่ค่อยมีเวลามาหาใครอยู่แล้ว 

“กา....ก๊า....ก๊า!”

พ่อเฒ่าได้ยินเสียงอีกา  ไม่ได้ยินเสียงอื่นเลย  ทั้งๆที่ผู้คนขณะนั้นดังเซ็งแซ่  ต่างพยายามบอกพ่อเฒ่าให้สวดมนต์ 

พ่อเฒ่าไม่ได้ยินเสียงของใคร   ลมหายใจของพ่อเฒ่าเริ่มขาดห้วง  ในที่สุดดวงตาก็หลับลง  เสียงของกาเลือนหาย  มันคงบินหนีไปพร้อมๆกับร่างของพ่อเฒ่าขี่ไปบนหลังของอีกาตัวหนึ่งไปด้วย  

“ไปที่ชอบๆเถอะนะพ่อเฒ่า” เสียงของผู้มาส่งพ่อเฒ่าครั้งสุดท้าย

มีคนเอาเงินใส่ปาก  ก่อนจะพากันขนลุกซู่ 

ครึก...

ครึก...

ใส่ลงไปเท่าไหร่  เงินก็หล่นผ่านลำคอลงสู่กระเพาะหมด   ทั้งๆที่ปกติแล้ว  คนหมดลมหายใจ  ใส่แค่ห้าบาทสิบบาทก็เต็มปากแล้ว

“ผีพ่อเฒ่ากินเงิน” มีคนว่า

แต่สายตาของทุกคนที่เหลือบมองไปทางลูกสาวคนเล็กของพ่อเฒ่า  เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ  ลำคอของพ่อเฒ่าคงจะกลวงโบ๋  เงินที่หย่อนลงไปเท่าไหร่จึงตกลงสู่กระเพาะหมดสิ้น   

ทุกครั้งที่มีคนนำเงินมาช่วยเหลืองานศพ  ลูกสาวคนเล็กของพ่อเฒ่าจะเป็นคนออกมารับหน้า และแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจ  เสียใจแน่หรือ?  ไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกคลางแคลง

ศพของพ่อเฒ่าเพิ่งเผาเสร็จไม่กี่วัน  ลูกสาวคนเล็กของพ่อเฒ่าไปทำเรื่องเบิกเงินฌาปนกิจสงเคราะห์  เย็นวันนั้น  มีคนเห็นรถส่งตู้เย็นใหม่เอี่ยมมาที่บ้านของพ่อเฒ่า!?!