ภาพโดย Ichigo121212 จาก Pixabay

อ. อเวจี


คุณนิรุกข์-เจ้านายของมาลีสัมผัสมือกับมิสเตอร์ลี  ภายหลังเสร็จสิ้นจากการเซ็นสัญญาเช่าชั้นที่ 16  ของอาคารรูปทรงทันสมัยแห่งหนึ่งบนถนนสายธุรกิจด้วยสนนราคาค่อนข้างย่อมเยา 

มิสเตอร์ลี เป็นนักธุรกิจชาวฮ่องกง  วัยกลางคน  ท่าทางอารมณ์ดี  แต่ก็นั่นแหละ  ความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ  ต่อให้มีปัญหาอื่นอย่างไร  เวลาการเจรจาการค้า  ก็ต้องอารมณ์ดีเป็นธรรมดา

คุณนิรุกข์  เจ้านายของมาลี  เป็นชายหนุ่มวัย 40 ต้นๆ  เขามีอะไรหลายอย่างที่มาลีนึกทึ่งและกลายเป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม  คุณนิรุกข์ยังครองตัวเป็นโสด  เสน่ห์ของเขาไม่ใช่รูปร่างหน้าตา  แต่เป็นการวางตัว  เขามีลูกน้องสาวๆเยอะ  และมีประเภทที่พร้อมที่จะทอดสะพานให้กับเจ้านายตลอดเวลา  หากคุณนิรุกข์ไม่เคยหวั่นไหว

Advertisement

Advertisement

สำหรับมาลี  เธอแค่ชื่นชมในความสามารถของเจ้านาย  ไม่เคยมองคุณนิรุกข์ในแง่อื่น 

ธุรกิจของคุณนิรุกข์  เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อ  หรือไฟแนนซ์  ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมีหลากหลาย  โดยเฉพาะสินเชื่อเกี่ยวกับการซื้อเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กถึงขนาดกลาง 

เมื่อสำนักงานปัจจุบันกำลังจะหมดสัญญาเช่าลง  คุณนิรุกข์หาสำนักงานใหม่  ดูไฮโซหรูหรากว่าเดิม  แต่สนนราคาค่าเช่ากลับถูกกว่าที่เก่ามาก  จะว่าแปลกก็แปลก  แต่สำหรับมาลี  เชื่อว่านี่เป็นความสามารถในด้านการเจรจาของเจ้านาย

ระหว่างลงลิฟต์มาด้วยกัน  คุณนิรุกข์เล่าอย่างอารมณ์ดี

“ไม่น่าเชื่อนะมาลี  เพราะความชอบอย่างเดียวกันแท้ๆ  ทำให้ฉันได้เช่าสำนักงานแห่งใหม่ในราคาย่อมเยา”

“ชอบอะไรคะ?” มาลี  ผู้เป็นเลขาส่วนตัวถามยิ้มๆ

“เรื่องผี” คุณนิรุกข์ตอบ

“คะ?”

“ฮะฮะ” คุณนิรุกข์หัวเราะ “จริงๆ  มาลีฟังไม่ผิดหรอก  เราชอบเรื่องผีเหมือนกัน”

Advertisement

Advertisement

“ผีหลอกผีหลอนเนี่ยนะคะ?”

“ใช่”

“ไม่เข้าใจค่ะ” มาลีทำหน้างง

“มิสเตอร์ลีกำลังหาทีมงานเพื่อสร้างหนังน่ะ  เป็นหนังผี  เขาพล็อตเรื่องขึ้นมาเอง  จากประสบการณ์ตรง  ส่วนฉันเองก็เป็นคนที่ชอบหนังผี  และพอจะรู้จักคนในวงการภาพยนตร์ของเมืองไทยอยู่บ้าง”

“จริงเหรอคะ?”

“ฮื่อ  เราเจอกันโดยบังเอิญในงานแสดงสินค้าเมื่อเดือนก่อนนี้เอง  คุยไปคุยมาก็เลยรู้เรื่องอย่างที่บอก”

“ตกลงมิสเตอร์ลีจะสร้างหนังจริงหรือคะ?”

“จริง  ฉันหาทีมงานให้เขาแล้วด้วย”

“ใครเป็นพระเอกคะ?” มาลีเริ่มสนใจ  ทั้งๆที่ไม่ได้มีรสนิยมการดูหนังแบบเจ้านายเลย  ของเธอชื่นชอบหนังรักหรือตลกเบาสมองอะไรประเภทนั้นมากกว่า  เนื่องจากการงานก็ค่อนข้างหนักอยู่แล้ว  ขืนไปดูหนังผีอีก  คงเครียดตาย

“คงเป็นพระเอกใหม่น่ะ  มิสเตอร์ลีบอกว่าอยากได้คนไทย  นางเอกเป็นฮ่องกง  ตามสไลต์หนังร่วมทุน”

Advertisement

Advertisement

“คุณนิรุกข์จะทำด้วยเหรอคะ?”

“นิดหน่อยน่ะ  แต่ก็ไม่ได้หวังมากมายหรอก  ฉันไม่ถนัด  ฉันเคยเล่าให้มาลีฟังแล้วนี่ว่าฉันจะไม่ทุ่มเททำในสิ่งที่ไม่ถนัด”

“ค่ะ  มาลีนึกว่าคุณจะปล่อยกู้ให้มิสเตอร์ลีเสียอีก”

“ไม่หรอก” คนเป็นเจ้านายตอบ “มิสเตอร์ลียังไม่จำเป็นต้องพึ่งเงินกู้ของไทยหรอก  เค้ามีกิจการหลายอย่างทั้งที่ฮ่องกงและเมืองไทย”

ภาพโดย Khusen Rustamov จาก Pixabay

การย้ายจากสำนักงานเก่าไปยังตึกชั้นที่ 16  อันเป็นสำนักงานแห่งใหม่นั้น  ทยอยทำในอีกหนึ่งอาทิตย์ให้หลังต่อมา  มาลี  ถูกส่งไปประจำอยู่สำนักงานแห่งใหม่เป็นคนแรก  พร้อมกับเพื่อนสาวอีกคน 

วันแรก  ทั้งสองมีหน้าที่ช่วยกันจัดห้อง  ทำความสะอาด  แม้เป็นงานที่ต้องใช้แรง  แต่ทั้งมาลีและเพื่อนก็ไม่ได้บ่นอะไร  มาลีกับเพื่อนถือเป็นพนักงานเก่าที่ไม่ค่อยเรื่องมากเหมือนบัณฑิตใหม่ๆที่เพิ่งเข้าทำงาน  เด็กพวกนั้น  ใช้ให้ทำงานผิดหน้าที่เมื่อไหร่  มีปัญหาทันที

การทำความสะอาดสำนักงานแห่งใหม่  ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากมาย  แค่ใช้เครื่องดูดฝุ่น เช็ดถูอุปกรณ์สำนักงาน ช่วยกันทำสองคนคงใช้เวลาไม่นาน

“มาลี  แกให้ฉันล้างห้องน้ำนะ”

“หือ?” มาลีมองหน้าเพื่อนสาวอย่างแปลกใจ “มีอะไรเป็นพิเศษกับห้องน้ำหรือเปล่า?”

“ปวดท้องน่ะ”

เพื่อนสาวพูดแล้วหัวเราะคิกคักแล้วเดินจากไป

มาลีส่ายหน้าไปมา  อมยิ้มกับความอารมณ์ดีของเพื่อน   

‘นก’ เข้ามาทำงานกับคุณนิรุกข์ไล่เลี่ยกับมาลี  เธอเข้าก่อนนกแค่วันเดียว  แต่คุณนิรุกข์บอกว่าเธอทั้งสองมาสมัครงานวันเดียวกัน 

นกเป็นสาวใต้  บุคลิกค่อนข้างห้าวโผงผางคล้ายกับสาวทอม  แต่ไม่ใช่หรอก  จริงๆแล้วนิสัยแท้จริงของนกหวั่นไหวเกี่ยวกับเรื่องของความรักมาก

มาลีเคยต้องปลอบโยนเมื่อเพื่อนผิดหวัง  จนในที่สุดก็กลายเป็นเพื่อนรักกัน  ส่วนมาลีไม่เคยปรึกษาเพื่อนเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้   เพราะเธอกับแฟนหนุ่มที่คบหากันมายาวนานตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  ทุกวันนี้ก็ยังหวานชื่นอยู่  เพียงแต่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะแต่งงานกันในเร็ววันเท่านั้น 

กริ๊งงงง!

เสียงกริ่งโทรศัพท์สำนักงานดังขึ้น  มาลีผละจากเครื่องดูดฝุ่นไปรับสาย 

“สวัสดีค่ะ  บริษัท...”

“ช่วย...ด้วย...”

“คะ?”

“ช่วย...” 

เสียงผู้ชายปลายสาย  แหบแห้งสั่นเครือ  และจางเบาจนแทบไม่ได้ยิน  มาลีขนลุกซู่  หัวใจกระตุกเต้นผิดจังหวะ

“ฮัลโหล  ฮัลโหล”

ปลายสายเงียบหายไป  แล้วได้ยินเสียงตู๊ดๆๆ

มาลีวางกระบอกโทรศัพท์ 

“นก  ไอ้นก!”

เพื่อนก็เงียบ  มาลีขมวดคิ้ว  ขยับก้าวไปทางห้องน้ำ  แต่ฉับพลันนั้นเสียงร้องของนกก็ดังเล็ดลอดออกมา

ภาพโดย Pete Linforth จาก Pixabay

“กรี๊ดดดด!”

“นก!” มาลีสะดุ้งเฮือก  จังหวะเดียวกับนกเปิดประตูผลุนผลันออกมา  กอดมาลีแน่น  เนื้อตัวสั่นสะท้าน  หลุดปากละล่ำละลักฟังไม่ได้ศัพท์

“นก  เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

“ละ...ละ...” นกยังพูดไม่ออก

“ตั้งสติดีๆสิ”

มาลีปลอบ  ทั้งที่เริ่มนึกหวั่นไหวกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเหมือนกัน

“เลือด...เลือด...” นกหลุดปากตะกุกตะกัก

“เลือดอะไรกัน?”

“ไม่รู้สิ”

นกส่ายหน้าไปมา  สีหน้าของเธอแสดงอาการตื่นตระหนกสุดขีด 

มาลีนึกถึงเสียงในโทรศัพท์เมื่อสักครู่  ใจยังเต้นไม่เป็นปกติเลย  แต่เมื่อเห็นอาการของเพื่อนว่าเป็นมากกว่าเธอหลายเท่า  จึงจำเป็นต้องแสดงความกล้าหาญมากกว่า

“เดี๋ยวฉันไปดูเอง”

“มาลี...”

นกยื้อแขนมาลีเอาไว้ 

“ไม่ต้องกลัวนะ” มาลียิ้มปลอบโยน  แต่นกไม่ยอมปล่อย  จำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน 

ขณะมาลีกำลังจะเปิดประตู  เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นขัดจังหวะ

กริ๊งงงง!

มาลีชะงัก  หันมาบอก “นก  แกรีบไปรับโทรศัพท์สิ”

“ฉัน...”

“ไม่มีอะไรหรอกน่า  นี่มันกลางวันแสกๆ  เดี๋ยวคุณนิรุกข์โทร.มาไม่ยอมรับสายละก็ยุ่งแน่”

“เอ้อ...ก็ได้”

นกผละไปที่เครื่องโทรศัพท์อย่างไม่สู้เต็มใจ 

มาลีได้โอกาสเปิดประตูห้องน้ำ  ใจกระตุกเต้นเล็กน้อย  แต่ก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ  เพราะไม่เห็นจะมีเลือดหรืออะไรที่น่าสะพรึงกลัวสักนิด

มาลีก้าวออกมาจากห้องน้ำ  สายตามองไปทางเพื่อนสาว  เห็นนกยืนหน้าซีดตัวสั่นอยู่ และโทรศัพท์นั่นก็หลุดจากมือโดยที่เจ้าตัวไม่สนใจหยิบ

“นก...ไอ้นก...!”

มาลีผวาเข้าไปหาเพื่อน

“มาลี” นกหันมากอดมาลี  ตัวสั่น

“มันอะไรกันเนี่ย?” มาลีถามเสียงดัง แกะมือเพื่อนออกก้มหยิบกระบอกโทรศัพท์มาแนบหู  นาทีนั้นเอง

“ช่วย...ด้วย...ช่วย...ด้วย!”

เสียงแหบเครือ  จางเบาแทบไม่ได้ยิน  เป็นเสียงแบบเดียวกับที่มาลีได้ยิน 

“บ้า  แกมันโรคจิต!”

มาลีตะโกนใส่กระบอกโทรศัพท์

“ช่วย...ด้วย...”

“ไปตายซะ!”

ไม่รู้อะไรดลใจ  มาลีตะโกนเช่นนั้นแล้วกระแทกกระบอกโทรศัพท์กับแป้น  ก่อนหันมาทางนกที่ยืนตัวสั่นอยู่

“นก  แกไหวไหม?”

นกส่ายหน้า

“เอาละ  เราจะกลับออฟฟิศเก่าก่อน  ถ้าคุณนิรุกข์ถามก็บอกตามที่เราเห็น”

“ฮื่อ  จ้ะ” เพื่อนสาวอยากได้ยินคำนี้มานานแล้ว 

มาลีกับนกคว้ากระเป๋าสะพายลงลิฟต์มายังชั้นล่าง  ความที่จับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกันแน่  ทำให้ไม่รู้จะพูดอย่างไร

มาลีเริ่มคิดถึงสาเหตุที่ทำให้มิสเตอร์ลีย้ายออฟฟิศของตนเองไปเช่าอยู่อีกตึกหนึ่ง  ทั้งๆที่ไม่น่ามีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น  เพราะชั้นที่ 16 ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของมิสเตอร์ลีอยู่แล้ว  ถ้าจะหารายได้จากการให้บริษัทอื่นมาเช่า  ก็ควรจะให้เช่าในราคาแพงตามปกติ  ไม่ใช่ถูกๆเหมือนที่คุณนิรุกข์ได้สิทธิ์นั้น ของฟรีไม่มีในโลก  นั่นย่อมแปลว่า ชั้น 16  น่าจะมีอะไรผิดปกติ

ขณะสองสาวเดินออกจากตึก  ก็มองเห็นคนกลุ่มใหญ่แหงนมองขึ้นไปบนตึกและส่งเสียงร้องเอะอะ สองสาวหันไปมอง  ก่อนจะเบิ่งตากว้าง  เพราะมองเห็นชัดเจนว่าร่างหนึ่งร่วงลงมาจากชั้นชั้นหนึ่งของตัวตึก สองสาวหลับตาปี๋  เนื้อตัวเย็นเฉียบ  หูเหมือนกับจะแว่วได้ยินเสียงร่างหล่นกระแทกพื้นแรงๆ!

ภาพโดย Kawamaru จาก Pixabay

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

มาลีกับนกมาถึงสำนักงานเก่า  เลื่อนประตูกระจกออฟฟิศก้าวเข้าไป  สีหน้าของคนทั้งคู่ยังคงซีดเผือด เพราะตื่นเต้นไม่หายกับเหตุการณ์ที่ประสบมา

“มาลี! นก!” เพื่อนๆในออฟฟิศกรูเข้ามาหา “เกิดอะไรขึ้นกับคุณนิรุกข์?”

“คุณนิรุกข์?”

นกหลุดปากสงสัย

“เกิดอะไร?” มาลีถาม

“ก็เมื่อกี้มีคนโทร.แจ้งมาว่าคุณนิรุกข์กระโดดลงจากชั้น 16  ร่างแหลก  ตายคาที่”

“ว่าไงนะ?!” สองสาวหลุดปากราวนัดหมาย

“เธอสองคนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์รึ?”

“คุณนิรุกข์ไม่ได้ไปที่นั่นรึ?”

“เธอสองคนไปไหนมา?”

คำถามมากมายพรั่งพรูจากปากของเพื่อนๆ  แต่สองสาวไม่อาจตอบคำถามใครได้  เพราะกำลังหน้ามืด  นกลมใส่ก่อนมาลี  มาลีหมดแรงทรงกาย  ยังมีสติรับรู้เพียงว่าเพื่อนๆประคองไปนั่งลง และช่วยกันพัดวีให้เธอ