ภาพโดย Peter Novotny จาก Pixabay

 

บรู๊ววว์ โบร๋ววววว....

หนูเดินออกมาจากซอย ในมือหิ้วกระเป๋าหนัก จนบางครั้งต้องลากกระเป๋านั้น มันไม่ใช่กระเป๋าที่มีล้อลากก็จริงนะคะ แต่หนูก็ตัดสินใจทำ เพียงเพื่อให้พ้นจากซอยเปลี่ยวแห่งนี้โดยเร็วที่สุด

ค่ำคืนเปลี่ยวแบบนี้ไม่มีใครที่ไหนเดินเข้าออกหรอกค่ะ เว้นแต่จำเป็นสุด ๆ ส่วนใหญ่มีรถเครื่องขี่กัน แต่หนูไม่มี ไม่มีอะไร ไม่มีใครทั้งนั้น

ความเปลี่ยวของซอย นอกจากหญ้ารกเรื้อสองข้างทางแล้ว กำแพงบ้านบางหลังก็มีส่วนทำให้ซอยทั้งซอยราวกับอ้างว้างไร้ผู้คนอย่างสิ้นเชิง

หนูนึกถึงบ้านนอกของหนู มันก็ไม่ต่างจากนี้เท่าไรนัก แต่หนูยังไม่ได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวแบบนี้มาก่อน

จริงสินะ ลืมบอกชื่อ หนูชื่อโบค่ะ แม่ส่งหนูมาอยู่กับน้าสาวทำงานเป็นเด็กรับใช้และฝึกงานในร้านเสริมสวยตั้งแต่หนูจบ ป.6 ฐานะทางบ้านหนูไม่ดีเลยค่ะ มีน้อง ๆ ตามมาอีกหลายคน การออกมาทำงานน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

Advertisement

Advertisement

หนูเป็นคนทำงานคล่องค่ะ เพียงไม่นานนักก็เขยิบฐานะขึ้นมาเป็นผู้ช่วยของน้า ช่วยทำเล็บแทนน้าบ้าง สระผมให้ลูกค้าบ้างตามแต่น้าจะใช้

ลูกค้าชมหนูให้น้าได้ยินเสมอว่าหนูมือเบา กิริยามารยาทก็เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้านบริการ ถึงแม้ว่าหนูจะไม่ใช่คนสวย

กิจการร้านเสริมสวยของน้าดีวันดีคืนมานานวันแล้วละค่ะ ก่อนหนูจะเข้ามาอยู่ด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะบุคลิกและความเก่งของน้าบวกกับราคาที่ยุติธรรมด้วยนั่นแหละค่ะ

หนูอยู่ร้านเสริมสวย หน้าตาแบบบ้าน ๆของหนูจากบ้านนอก ก็เริ่มดูดีขึ้น เพราะน้านั่นแหละเป็นคนจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่ มีการบำรุงผิวพรรณ ทำผม ผู้หญิงจะงามก็เพราะการแต่งนั่นเองแหละค่ะ และภายในสามเดือนให้หลัง ก็มีชายหนุ่มเข้ามาในชีวิตของหนู

Advertisement

Advertisement

หนูไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าความรักของหนูจะเกิดขึ้นแล้วงอกงามอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะเป็นรักแรกของหนูด้วยก็ได้

เขาทำงานอยู่ไม่ห่างจากซอยที่หนูอยู่ ตอนแรกหนูคิดว่าเขาเป็นพม่าเสียอีก เขาขี่มอเตอร์ไซค์มาดักรอหนู พร้อมกับอาหารการกิน เราพูดคุยกันบ่อยขึ้นเมื่อหนูยอมให้เบอร์เขา

การคบหากับเขา น้ารู้เห็น เพราะจะไปห้ามปรามก็คงไม่ใช่เรื่องของน้า เพียงแค่เตือนว่า อย่ารีบร้อนนัก ให้ดู ๆ กันไปก่อน

เขาเข้ามาทำความรู้จักกับน้า และขออนุญาตพาหนูไปไหนต่อไหนในวันหยุดบ้าง

โลกของหนูในเวลานั้นเป็นสีชมพูจริง ๆ ค่ะ และดูเหมือนว่าไม่นานหลังจากนั้น คำเตือนของน้าก็ค่อย ๆ เลือนหายไป จากที่ควรต้องรักนวลสงวนตัวก็ยินยอมให้เขาใกล้ชิดมากขึ้น อาจเป็นเพราะเวลาอยู่ด้วยกันเขาชอบอ้อนค่ะ ขอนั่นขอนี่ จนในที่สุด หนูก็ปล่อยเลยตามเลย

Advertisement

Advertisement

โบร๋วววว!

หนูยังคงลากกระเป๋าไม่พ้นซอย หมาเจ้ากรรมก็ยังส่งเสียงเห่าหอนไม่หยุด สองข้างทางยังคงเปลี่ยวยังไม่มีกระทั่งรถวินมอเตอร์ไซค์เข้าออก ก็น่าแปลกเหมือนกัน เวลาที่ไม่ต้องการใช้บริการรถ ทำไมถึงได้เห็นรถวินบ่อยนักก็ไม่รู้

ช่างเถอะค่ะ ความจริงแม้ว่าสองข้างทางจะเปลี่ยวสักแค่ไหน แต่หนูก็ค่อนข้างคุ้นเคยกับซอยนี้นับตั้งแต่...ตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่กับเขา

เขาคนนั้นก็คือผู้ชายรักแรกของหนูนั่นแหละค่ะ

ภายหลังได้เสีย หนูก็ตัดสินใจย้ายจากห้องพักเดิมเข้ามาพักอาศัยอยู่กับเขาตามประสาผัวเมีย โดยที่น้าเองก็รับรู้เรื่องนี้นะคะ น้าเคยเตือนและยังคงเตือนหนูด้วยความหวังดีเหมือนเดิมนะคะ หนูยอมรับว่าฟังบ้างไม่ฟังบ้าง มีเพียงอย่างเดียวที่หนูไม่เคยทำให้เสียเลยก็คือเรื่องของงานในร้านนั่นแหละค่ะ หนูยังไม่เคยทำอะไรผิดพลาดจนทำให้น้าต้องเอ็ดแม้แต่ครั้งเดียว

เพราะเหตุนี้ก็เป็นได้ น้าจึงไม่ได้เข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของหนูเท่าไรนัก

ที่บ้านนอกของหนู ยังไม่รู้เรื่องนี้ เพราะหนูยังไม่ได้บอก เวลาคนเราทำอะไรผิดพลาดลงไปแล้วก็ไม่อยากให้คนทางบ้านรับรู้อะไร

หนูยังคงส่งเงินให้คนทางบ้านตามปกติ

ความรักระหว่างหนูกับเขาดำเนินมาอย่างปกติสุข เหมือนคู่ข้าวใหม่ปลามัน จนกระทั่งวันหนึ่ง หนูจับได้ว่า แท้จริงแล้วเขามีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว

หนูถึงกับกรี๊ดแตก ไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายที่นอนข้าง ๆ จะกล้าโกหก

หนูเพิ่งเข้าใจคำเตือนของน้า น้าเตือนหนูทุกอย่างตั้งแต่แรกรู้ว่ามีผู้ชายมาติดพัน แต่หนูจะโทษใครได้ล่ะ อารมณ์มันพาไป หนูดื้อเอง จนทำให้ต้องมาเจ็บทั้งตัวเจ็บทั้งใจ

แต่ว่ามันยังไม่สาย หนูจะเลิก

มันไม่มีอะไรจะเสียหายมากไปกว่านี้อีกแล้ว หนูจะเลิก! หนูบอกเขา

“ไม่!”

เสียงปฏิเสธปนคำรามนั้นดังออกมาจากปากของเขา

“ทำไมไม่เลิกวะ”

หนูรู้ว่าหนูเครียด น้ำเสียงและคำพูดคำจาของหนูเปลี่ยนไป มันไม่จำเป็นต้องเหลือความสุภาพอ่อนโยนใด ๆ อีกแล้วกับคนแบบนี้

“ไม่เลิกก็คือไม่สิ ทุกอย่างจะต้องเหมือนเดิม”

“มันจะเหมือนเดิมได้ไง มึงมีลูกมีเมียแล้ว”

“เรื่องนั้นไม่ต้องยุ่ง”

“ไม่ยุ่งได้ไง กูขอชีวิตกูคืนก็เท่านั้น”

“ไม่มีทาง กูไม่ปล่อยมึงง่าย ๆ หรอก”

หนูเพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่า ผู้ชายที่หนูเคยเห็นว่าดีเหลือเกิน ดีนักดีหนา มีความเป็นสุภาพบุรุษมากมาย เอาเข้าจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น

ภาพที่หนูเคยเห็น หมดโปรฯไปเสียแล้ว

หนูนึกเสียใจย้อนหลังที่ทำหูทวนลม ไม่ยอมเชื่อคำพูดของน้า น้าผู้เตือนทุกอย่างด้วยความหวังดี แต่น้าเองก็ตั้งการ์ดสำหรับตัวน้าเองเหมือนกัน คงรู้แหละว่าเด็กสมัยนี้อาจจะถอนหงอกเอาได้ง่าย ๆ น้าจึงไม่พยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัวของหนูมากนัก

น้าทำถูกแล้ว

หนูต่างหากที่ผิดเต็ม ๆ

หนูตัดสินใจแล้วจะกลับไปอยู่กับน้า ความจริงหนูกลับไปแล้วรอบหนึ่งแล้วนะ เพียงแต่ข้าวของของหนูยังอยู่ที่ห้องเช่ากับเขา หนูอยากจะกลับมาเอา

ตอนนั้นหนูไม่กลัวนะคะกับคำขู่ของเขา หนูคิดไม่ถึงและไม่เคยคิดหรอกนะคะว่าคนที่มีอะไรกันกับหนูด้วยความรัก จะสามารถทำอะไรได้มากมาย อย่างดีคงแค่พูดขู่ไปงั้นเอง ใจของเขาคงไม่อยากให้หนูย้ายออกจากห้องเช่านั่นแหละ

แต่หนูคงไม่ยอมแล้วละคะ

หนูจะไปอยู่ที่ร้านกับน้า เรื่องนี้หนูบอกให้น้ารู้ล่วงหน้าแล้ว น้าก็ยินดี และดีใจด้วยที่ได้ดูแลหนูอย่างใกล้ชิด

หนูเพิ่งเข้าใจความหวังดีของผู้ใหญ่ใกล้ชิดก็คราวนี้เอง...

หนูชะงักเท้าหยุดเดิน รู้สึกวังเวงขึ้นมา เพิ่งรู้สึก! เพราะลมที่รำเพยผ่านร่าง และเสียงหมาหอนนั่นก็ยังดังไม่หยุด เหมือนกับพวกมันกำลังเห็นผีอย่างนั้นแหละ

อีกอย่าง หนูเริ่มล้า เพราะกระเป๋าที่หนูลากมันเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ

หนูกัดฟันข่มความกลัว ข่มความเหนื่อยล้า หนูต้องออกไปจากซอยนี้ให้ได้ก่อนที่เขาจะกลับเข้าห้อง ไม่งั้นเขาคงไม่ยอมให้หนูไปแน่

โบร๊วววว!

“ไอ้หมาบ้า!”

หนูตวาดลั่น เพราะเริ่มฉุนเฉียวกับเสียงของสัตว์เดรัจฉาน เสียงมันใกล้เสียจนหนูสะดุ้งเฮือก เห็นจะไม่ได้การ หนูต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

ทว่า...ทำไมนะ กระเป๋าที่หนูลากมามันถึงหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าประหลาดใจ มันไม่ได้มีอะไรอยู่ในนั้นเลยนะ

แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นกับเครื่องใช้ส่วนตัวกระจุกกระจิกแบบผู้หญิง หนูเสียดายเพราะว่าหนูซื้อมาด้วยเงินค่าแรงของหนูนั่นแหละ มันอาจจะไม่มีค่าสำหรับคนอื่น แต่ไม่ใช่หนูนะคะ

“จะหอนไปถึงไหน คนยิ่งกลัว ๆ อยู่ด้วย”

หนูเหลียวซ้ายแลขวา อันที่จริงแม้ว่าจะเปลี่ยว แต่แสงสว่างก็ยังพอมีนะคะ

มันไม่ได้มืดตื๋อน่ากลัวแบบนั้น แสงสว่างจากหลอดไฟตามรายทางมีเป็นระยะ ๆ เพราะก่อนหน้านี้น่าจะเคยมีกรณีคนถูกทำร้ายมาก่อน ซอยเส้นนี้จึงมีแสงสว่างตลอดทั้งคืน

เหลือแค่ราว ๆ ร้อยเมตร จู่ ๆ หนูรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนกำลังตามหลังหนูมา หนูหยุดเดิน กลั้นหายใจหันขวับเหลียวมองทางด้านหลัง

ไม่มีอะไร หนูคงคิดไปเอง

หนูรีบก้าวต่อ แต่อีกนั่นแหละ แค่ไม่กี่ก้าว คราวนี้หนูรู้สึกว่า หนูกำลังจะลากกระเป๋าไม่ไหวอีกต่อไป อารมณ์ตอนนั้นหนูเริ่มโมโห เริ่มนึกไม่อยากได้ข้าวของบางอย่างในนั้นแล้ว เพราะถ้าขืนต้องออกแรงลากอย่างหนักหน่วงแบบนี้ มีหวังเดี้ยงก่อนแน่

โฮ่ง ๆ ๆ!

โบร๊วววว์  โบร๋วววว์!

หนูสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง และคราวนี้เสียงเห่าหอนที่ได้ยินกลับขยับเข้าใกล้ตัวหนู ในแสงสว่างสลัว ๆ นั้นเอง หมาสี่ถึงห้าตัวกำลังรายล้อม พวกมันจ้องมองหนู พวกมันเห่าสลับกับหอน ดวงตาของพวกมันจ้องเขม็งมายังหนูราวกับว่าหนูไม่ใช่คน

หรือว่า...

หนูเริ่มฉุกคิดขึ้นมาในวินาทีนั้น และแล้วหนูก็เริ่มระลึกได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น หนูใจหายวาบ ความรู้สึกเวลานี้กลับเย็นยะเยียบเหมือนกำลังเดินผ่านเข้าไปในจุดเยือกแข็ง หัวใจของหนูไม่เต้นรัว ไม่อะไรทั้งนั้น ดวงตาของหนูก็เหลือกลานเหมือนคนที่ตระหนกตกใจสุดขีด

คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถอะ! ไม่! คุณพระคุณเจ้าไม่ช่วยหนู ใครก็ช่วยหนูไม่ได้ ไม่มีใครช่วยหนูได้เลยแม้แต่คนเดียว

ตอนที่หนูกลับไปขนของที่ห้อง เขากลับมาเจอพอดี

เขาพูดดีแฮะ นึกว่าจะเกรี้ยวกราดฉุนเฉียว

“จะไปจริง ๆ หรือ”

“ใช่” หนูตอบ ไม่อยากเหลือบแลมองเขาด้วยซ้ำ

“กูเคยบอกมึงว่าไงรู้บ้างไหม”

หนูเงียบ พยายามเก็บข้าวของใส่กระเป๋าให้เร็วที่สุด หนูต้องออกมาจากห้อง เพื่อป้องกันการปะทะคารมกับเขา มันไม่ได้เป็นผลดีกับหนูเลย

แต่แล้ว หนูเหลือบมาเห็นตอนที่เขารี่เข้ามาหาหนู หนูหวีดร้องสุดเสียง เพราะที่อยู่ในมือของเขาคือท่อนเหล็ก หนูยกมือป้องกันตามสัญชาตญาณ แต่ไม่ทันเสียแล้ว หนูรู้สึกเหมือนถูกของแข็งกระแทกเข้าที่กลางศีรษะ หมดสติไปในตอนนั้น หนูไม่รู้สึกตัวอีกแล้ว

ตอนที่หนูเกิดความเจ็บปวดนั้นก็คือตอนที่หนูเริ่มรู้สึกตัว หนูยังไม่ตาย ตอนนั้นหนูกลัวเหลือเกิน กลัวสุด ๆ

หนูตะกายร่างเพื่อจะหนี แต่แล้ว...หนูเห็นเขาเดินเข้ามาพร้อมกับเหล็กในมือ ก่อนจะกระหน่ำฟาดลงมาบนศีรษะของหนูอีกไม่รู้กี่ครั้ง ความเจ็บปวดไม่มีหลงเหลือ หนูรู้สึกเหมือนกับว่า หนูออกมาจากร่างของตัวเอง

หนูหวีดร้องสุดเสียง แต่คงไม่มีใครได้ยิน หนูมองร่างของตัวเอง มองเขาที่อยู่ในสภาพเย็นชาอำมหิต หลังจากนั้นไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน หนูจึงเห็นเขาเริ่มจัดการกับศพของหนู

หนูหวีดร้อง ร้อง ร้อง ร้อง

ไม่มีใครได้ยินเสียงของหนู ไม่มีเลย

หนูต้องหนี หนูบอกตัวเอง ความรู้สึกต่อมา หนูรู้สึกเหมือนตัวเองคว้ากระเป๋าได้ก็ลากออกมาจากบ้าน พยายามจะเดินให้พ้นซอย แต่ความจริงแล้ว...หนูอยู่ในกระเป๋า

หนูไม่ได้ลาก แต่หนูถูกลากออกมา ชิ้นส่วนของหนูอยู่ในนั้น!!