สำนึกสุดท้ายของผมเกิดขึ้นในวินาทีที่รับรู้ว่า ลมหายใจกำลังจะขาดวิ่น ร่างกายกับจิตวิญญาณกำลังจะแยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือความเจ็บปวด มันเจ็บอย่างถึงที่สุด ผมเคยได้รับบาดเจ็บมาบ้างในชีวิตประจำวัน จากการทำงานบ้างอะไรบ้าง หนักสุดเคยขาหัก นั่นเรียกว่าเจ็บอย่างถึงที่สุดแล้วในคราวนั้น แต่มันก็ยังไม่เท่ากับวินาทีนี้ ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เสียงร้องของผมเวลานี้ดังโหยหวนจนกระทั่งขาดหายไปในที่สุด หัวใจของผมคงจะหยุดเต้นไปแล้ว วูบนั้นเอง ผมรู้เลยว่า นี่คือวาระสุดท้ายของผมจริง ๆ เมื่อสิ้นลมหายใจจริง ๆ ผมว่ามันไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย ผมยืนมองร่างกายของตัวเองตอนที่หน่วยกู้ภัยพยายามจะปั๊มหัวใจเพื่อยื้อชีวิตผมเอาไว้ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ผมตายแล้ว!

ผมยืนมองศพของตัวเองที่มีผ้าขาวคลุมเอาไว้ ใบหน้าของผมเวลานี้ มันเย็นเฉียบ ผ้าขาวดิบที่สัมผัสลงไปบนผิวหน้าของผมจะมีกลิ่นเหม็นอับอย่างไรบ้าง ผมไม่อาจรับรู้ได้อีก คนเรา เมื่อรู้ว่าวิญญาณออกจากร่าง ไม่มีโอกาสได้กลับเข้าไปอยู่ในกายเนื้อได้อีกแล้ว ต่อให้เป็นคนจิตใจเข้มแข็งเพียงใด ก็ย่อมต้องเกิดอาการเศร้าโศกเสียใจเป็นธรรมดา ผมเองก็ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น ๆ น้ำตาที่ไม่เคยไหลออกมาก็เริ่มเอ่อแล้วไหลล้นหลั่งริน เพียงแต่ว่ามันไม่มีน้ำตาอย่างแท้จริงเท่านั้น ในเมื่อ...ร่างกายของผมเป็นแค่สภาพโปร่งแสง อันที่จริง ความตายไม่ได้มีอะไรน่ากลัวหรอกครับ ถ้าจะมีก็เพียงแค่...อาการโหยหา หดหู่ สิ้นหวัง เพราะไม่รู้ว่าจะอะไรยังไงต่อนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

ที่โรงพยาบาล ผมเดินเข้าเดินออกภายในห้องเย็นที่เก็บศพของผมเอาไว้เพื่อรออะไรสักอย่าง ผมไม่รู้หรอกครับ สำหรับความรู้สึกของผมเวลานี้ ผมอยากกลับบ้านเหลือเกิน บ้านในต่างจังหวัดนะครับ ไม่ใช่ห้องเช่า เช้าแล้ว ผมพาตัวเองหลบเข้าไปอยู่ในห้องเย็น นั่งอยู่ข้าง ๆ ศพของตัวเอง ก่อนจะผล็อยหลับไปความรู้สึกเหมือนกับอ่อนเพลียอย่างหนักนั่นเอง ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตอนที่มีเสียงพูดคุยของเจ้าหน้าที่ ผมพบว่าศพของตัวเองกำลังถูกนำออกไปจากห้องเย็นไปอีกห้องหนึ่ง คราวนี้ผมถึงกับเบือนหน้าหนี เมื่อเสื้อผ้าของผมถูกถอดออกจากตัว ผมทนดูไม่ได้ ต้องเผ่นออกมาจากห้องนั้น

Advertisement

Advertisement

อีกสักพักต่อมา เจ้าหน้าที่จึงได้เข็นศพของผมออกมาจากในห้อง ผมอยากจะเปิดผ้าออกเพื่อดูสภาพของตัวเองว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตับไตไส้พุงยังคงเหลืออยู่เป็นปกติดีหรือเปล่า ศพของผมถูกนำกลับมารอในห้องเย็นอีกรอบหนึ่ง ผมเข้าออก วนเวียนอยู่ในนั้น ความรู้สึกบอกไม่ถูกเหมือนกันครับ มันสลดหดหู่ สิ้นหวัง จะว่าน่ากลัวก็ไม่ใช่ เพราะภาพที่ผมเห็นไม่ได้มีความน่าสะพรึงกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น

Advertisement

Advertisement

จริงสิ ผมลืมเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง คือว่า...ผมแค่จะออกจากบ้านในตอนสามทุ่ม มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติวิสัยหรอกนะครับ เพราะบ้านของผม คือห้องเช่าเล็ก ๆ อยู่ในซอยตัน  สองข้างทางล้วนเป็นห้องให้เช่าทั้งสิ้น ถนนในซอยนี้จึงมีผู้คนเดินเข้าออกแทบจะทั้งคืน เพราะผู้ที่มาเช่าห้องอยู่ ส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม พอเงินราย 15 วันออก ผมจึงมักไม่อยู่ติดห้องหรอกครับ มันเป็นชีวิตของหนุ่มโสด วัยยังไม่ถึงสามสิบปีอย่างผม เงินส่วนหนึ่ง แต่ต้องเรียกว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นที่ส่งกลับไปให้พ่อแม่ทางบ้าน ส่วนใหญ่ผมใช้เองนั่นแหละ เดือนชนเดือน นิสัยของผมก็เหมือนกับเพื่อน ๆ ในกลุ่มเดียวกัน คือ เวลามีละก็ใช้ไม่อั้น เพราะฉะนั้นเงินก้อนใหญ่มันจึงหมดไปตั้งแต่วันแรก ๆ เหลือใช้จ่ายในตอนปลาย ๆ วันที่เงินจะออกชนิดที่เขียมอย่างที่สุด

ชีวิตของผมดำเนินมาเช่นนี้นับตั้งแต่เข้ามาสู่วงจรเป็นคนทำงานโรงงาน ผมไม่โทษใครเลย นอกจากตัวเองใจจริง คืนนี้ ผมตั้งใจว่าแค่จะออกมาเดินเล่น หาก๋วยเตี๋ยวเนื้อกินซักชาม แวะเข้าไปคุยกับเจ้าของแผงพระเล็ก ๆ ที่คุ้นเคยกัน อาจจะต่อด้วยการดื่มเบียร์เย็น ๆ สักกระป๋องแล้วค่อยกลับห้องนอนเท่านั้น

ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ มีลูกค้าประปราย ด้วยความที่เป็นขาประจำ แม่ค้าพอเห็นหน้าผม เพียงแค่บอกว่าเหมือนเดิม เธอก็เข้าใจความหมาย เธอเป็นหญิงวัยประมาณ 30 ปลาย ๆ แล้วละ รูปร่างค่อนข้างท้วม สามีของเธอเป็นลูกมือ คอยเสิร์ฟบ้างล้างจานบ้าง เคยคุยกัน รู้ว่าพวกเขามาจากทางภาคเหนือ จังหวัดที่มีผู้หญิงออกมาทำงานขายตัวมากจังหวัดหนึ่ง ไม่มีใครอยากจะทำอย่างนั้นหรอก ถ้าหากไม่มีสภาวะความจำเป็นบีบคั้น ในเมื่อปากท้องยังหิว และค่านิยมสนับสนุน เมื่อเทียบกับผมแล้ว พวกเขาประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งทีเดียวละ มีงานอิสระทำ รายได้เป็นล่ำเป็นสัน เพราะลูกค้าประจำมีอยู่แล้ว

ผมแอบคิดถึงตัวเอง โอกาสที่จะหลุดพ้นออกไปจากห้องเช่าซอยตันแห่งนี้ มีอยู่อย่างเดียว คือการกลับบ้านนอกที่ต่างจังหวัด ผมมีที่ทางอยู่บ้างเป็นของพ่อแม่ไม่กี่ไร่ ตอนนี้ที่ทางเหล่านั้นยังติดจำนองอยู่ ผมในฐานะลูกชายคนเล็กของบ้าน น่าจะมีโอกาสเก็บเงินสักก้อนเพื่อไปไถ่ที่ดินกลับคืนมา หลังจากนั้น อาจจะเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรเหมือนกับบรรพบุรุษ

อันที่จริง ความคิดความอ่านของผมก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไป เพียงแต่...ความเลวร้ายอยู่ที่ไม่ได้ทำเท่านั้นแหละ คิดดีแต่ไม่เคยลงมือสักครั้งเดียว จึงไม่มีทางสำเร็จไปได้เลย และแล้ว ชีวิตของผมก็ยังคงวนเวียนอยู่ในซอยตันเหมือนเดิม ผมยังดื่มเหล้าเบียร์ ยังออกเที่ยวเตร่ในวันที่มีเงินเต็มกระเป๋า เมื่อเงินหมด ก็ยังใช้ชีวิตอด ๆ อยาก ๆ อยู่ในห้องเช่า กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับปลากระป๋องหรือไข่ต้ม ไม่มีทางจะเทียบได้เลยกับพ่อค้าแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าประจำ พอคิดมาถึงตรงนี้ ความเศร้าแล่นขึ้นไปจุกอยู่ที่คอหอย

ช่างเถอะ! ผมสลัดความคิดอันไร้สาระนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ปกติแล้ว ผมไม่ใช่คนที่มีความคิดก้าวไกลอะไร ใช้ชีวิตไปวัน ๆ สนุกสนานเฮฮา คิดเพียงแค่ว่าชีวิตก็เท่านี้แหละ เพียงแค่ผมไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับใครอื่น มันก็น่าจะพอแล้วในความรู้สึกของผม (ซึ่งในความเป็นจริง...ยังไม่พอหรอก)

จริงสิ มันเกิดอะไรขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังนั่งทานก๋วยเตี๋ยว และคุยกับสามีของแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเพลิน ๆ ตอนนั้น ยังไม่มีลูกค้า มีแค่ผม เพราะฉะนั้นสามีของแม่ค้าจึงมีเวลามานั่งคุยกับผม แต่สักพัก รถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งปราดเข้ามา จอด สามีของแม่ค้ารีบลุกจากที่นั่งตรงกันข้ามกับผมทันที สองคนที่เข้ามานั่ง เป็นหญิงสาว แต่งตัวคล้าย ๆ กัน คือ กางเกงขาสั้นโชว์ช่วงขาเรียวยาว เสื้อยืดค่อนข้างรัดรูป อวดช่วงบนสวย ๆ ทั้งคู่สั่งก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อยมาทาน ส่วนผมน่ะทานเกือบหมดถ้วยแล้ว แต่ก็ถือโอกาสอ้อยอิ่งการได้นั่งชมทรวดทรงของสาว ๆ เก็บเอาไว้ในความทรงจำ ก็เป็นเรื่องดีอยู่ไม่น้อยสำหรับความเป็นโสดของผม สองสาวนั่งทานยังไม่ทันจะหมดถ้วย ทันใด รถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่เข้ามาจอด เจ้าคนขับเป็นชายหนุ่มร่างสูงแต่งตัวดีชุดหนังทั้งชุด แต่แล้ว ผมสะดุ้งเฮือก เพราะเสียงตวาดเรียกจากชายหนุ่มคนนั้น

ในสถานการณ์แบบนี้ ผมจะลุกหนีก็กระไรอยู่ เปล่าหรอกครับ ผมไม่ได้มีจิตอาสาหรือจะแสดงตัวว่าเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเพื่อช่วยเหลือสตรีผู้ถูกข่มเหงแต่อย่างใด ผมไม่ใช่คนดีขนาดนั้น ลึก ๆ ผมแค่อยากดู นิสัยเหมือนไทยมุงทั่วไปนั่นแหละ สรุปใจความได้ว่า หนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอด เป็นแฟนของหนึ่งในสองสาว เรื่องของเรื่องคือสาวเจ้าเป็นฝ่ายบอกเลิก ยุติความสัมพันธ์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ชายหนุ่มดูเหมือนว่าจะยังไม่ต้องการให้จบ แน่ล่ะ ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของผู้ชายดี หญิงสาวสุดสวยขนาดนี้ เป็นใครก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือ แต่วิธีการที่จะยื้อเธอให้อยู่ต่อไป น่าจะมีวิธีการที่ดีกว่านี้ ไม่รู้สิ ผมคงไม่สามารถให้ความเห็นใด ๆ ได้ ในเมื่อผมเองยังไม่มีแฟนเลย

ผมเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังเลวร้าย เพราะผู้ชายที่ไม่ยอมจบกำลังจะตัดสินปัญหาด้วยการใช้กำลัง เขาปราดเข้ามาหาสองสาวซึ่งโต้เถียงอย่างชนิดไม่กลัวและไม่ไว้หน้า เหล่าไทยมุงเริ่มมีมากขึ้น ไม่รู้มาตอนไหนเหมือนกัน แต่เหล่าไทยมุง รวมทั้งผมที่แตกฮือไปคนละทิศละทางนั้นเกิดจากชายหนุ่มคนนั้นล้วงหยิบเอาวัตถุบางอย่างออกมา และเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้นในวินาทีนั้นเอง ผมได้ยินเสียงปืน! ใช่! ตอนนี้เองที่ผมรับรู้ถึงความเจ็บปวดสุดชีวิต อันเกิดจากกระสุนปืนนัดหนึ่งที่ทะลวงผ่านเข้ามาตัดขั้วหัวใจ ร่างของผมล้มลง ดิ้นทุรนทุราย ผมหูอื้อไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงร้องโหยหวนของตัวเอง ผมเคยบาดเจ็บมาก่อน แต่ไม่เท่ากับครั้งนี้ สถานการณ์โดยรอบจะเป็นอย่างไรไม่รู้ ผมสิ้นสติไปแล้ว หลังจากนั้นจึงได้เห็นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมาถึงและพยายามจะช่วยยื้อชีวิตของผม...

ความตายไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย แต่มันโคตรจะเหงาและเปล่าเปลี่ยวอย่างที่สุด ผมไม่เคยมีอาการคิดถึงบ้านอย่างสุด ๆ เท่ากับครั้งนี้ ผมวนเวียนอยู่ในห้องเย็น ผมควรจะได้กลับบ้าน ผมหมายถึงบ้านที่ต่างจังหวัดนะครับ แต่ก็ดูเหมือนกับว่า ยิ่งรอคอย ยิ่งช้า เวลาที่กระดิกผ่านแต่ละวินาทีสุดแสนจะทรมาน ศพของผมยังนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ในห้องเย็น อุณหภูมิระดับที่สามารถรักษาร่างกายไม่ให้เหม็นเน่า  ผมไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหน แต่มันไม่มีหนทางอย่างอื่นอีกแล้วนอกจากการรอคอย ผมได้แต่หวังว่า อีกไม่นานผมจะเดินทางกลับบ้านพร้อมกับศพของตัวเอง!

*****////*****

ภาพโดย Alexas_Fotos จาก Pixabay