“ช่วยด้วย...  ช่วย...ด้วย...”

เสียงร้องขอความช่วยเหลือ  และ...เสียงเหมือนคนกำลังคืบคลานมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องเช่า   ด้วยความที่เป็นพื้นไม้  จึงได้ยินทุกการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจน

อำไพ  กำลังหลับสนิท  จึงต้องสะดุ้งตื่น 

“ช่วย...ด้วย...”

หญิงสาวพับร่างลุกนั่ง  เงี่ยหูฟัง 

ที่ประตู   เสียงดังมาจากตรงนั้น   ใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที  เพราะนี่เพิ่งเป็นคืนแรกที่ต้องนอนอยู่ห้องเช่าตามลำพัง 

ศรีเพื่อนร่วมห้องลากลับบ้านต่างจังหวัด

ตัวสั่นขึ้นมาเมื่อนึกถึงเรื่องเร้นลับที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์   แต่เธอเชื่อว่ามีอยู่จริง  ผี  ผีในห้องเช่า

ลือกันตั้งแต่แรกเข้ามาเช่าอยู่แล้วว่า  ในจำนวนห้องเช่า 10 กว่าห้องนี้  มีห้องหนึ่งเคยมีคนเสียชีวิต  แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นห้องไหน  ถามเจ้าของห้องเช่า  แกตอบว่าเป็นเรื่องเหลวไหล  ไม่ใช่เรื่องจริง  แค่คู่แข่งทางธุรกิจกุเรื่องขึ้นมาเท่านั้น

Advertisement

Advertisement

ส่วนใหญ่แล้วคนทำงานโรงงาน  เวลาพักผ่อนหลับนอนไม่ค่อยเป็นเวลานัก  ห้องเช่ามีเอาไว้แค่ซุกหัวนอนจริงๆ  หลังกลับจากที่ทำงาน หัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย  แม้จะกลัวผี  แต่ยังไม่มีใครเคยเจอ  หรือว่างพอที่จะมานั่งให้ผีหลอก

“ช่วย...ด้วย...”

อำไพขนลุก  เสียงที่ได้ยินฟังแทบไม่ได้ศัพท์  แต่ไม่ใช่ความฝันหรือหูเฝื่อนแน่  เสียงนั้นดังอยู่ที่หน้าประตูห้องของเธอ

หญิงสาวกลืนน้ำลายเหนียวหนืด  ดึงผ้าห่มคลุมร่างเอาไว้  ใจปรุงแต่งไปต่างๆนานา  เธอไม่เคยตื่นขึ้นมาพบกับบรรยากาศแบบนี้มาก่อน  เพราะทุกทีพอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย  ความเหน็ดเหนื่อยจากที่ทำงานเป็นยานอนหลับขนานเอก

หรืออาจจะเป็นเพราะรู้อยู่แล้วว่า  มีเพื่อนอยู่ร่วมห้องด้วย  แต่มาคราวนี้ไม่เหมือนกัน  เมื่อเกิดความคิดว่าอยู่ตามลำพัง ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงก็ถาโถมเข้าจู่โจมทันที 

Advertisement

Advertisement

เสียงนั้นเงียบหายไป   คราวนี้ดูเหมือนจะเงียบสนิทจนได้ยินเสียงการขยับของเข็มนาฬิกาบนผนังห้อง

ติ๊ก...ติ๊ก...ติ๊ก...

สติสัมปชัญญะของอำไพที่กำลังกระเจิดกระเจิงเริ่มกลับเข้าที่    เธอคงคิดมากเกินไปจนหูเฝื่อนได้ยินต่างๆนานา  หญิงสาวล้มตัวนอนลงอีกครั้ง  พยายามข่มตาให้หลับลง  

“อยู่คนเดียวระวังนะแก”

จู่ๆเสียงของเพื่อนก็แทรกเข้ามาในห้วงความคิด

“ระวังอะไร?”

“บ้านที่เราเช่าอยู่ไง ลือกันว่ามีคนท้องนอนตายในห้อง”

“ห้องไหน?”

“ไม่รู้  เจ้าของบ้านไม่เคยบอก”

“เวอร์น่า”

“จริงๆ   เรื่องนี้ต้องเจอเองถึงจะเชื่อ”

“แกจะมาบอกทำไมตอนนี้เนี่ย”

“แค่ให้ระวัง”

แค่ให้ระวัง...  อำไพนึกอย่างขัดเคืองว่าไม่น่าคิดถึงคำพูดของเพื่อนในเวลานี้เลย   เรื่องผี  ต่อให้ไม่เชื่อก็ไม่ควรระลึกถึงในยามอยู่ตามลำพัง 

Advertisement

Advertisement

อำไพนอนพลิกกายไปมา  อุณหภูมิภายในห้องค่อนข้างอบอ้าว  พัดลมทำงานอย่างหนักตั้งแต่วินาทีแรกที่หญิงสาวมาถึงห้อง  อาการกระวนกระวายตื่นตระหนกคลี่คลายลง  หนังตาเริ่มหนักก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้งหนึ่ง

อาจเป็นเพราะเนื่องมาจากอาการวิตกกังวล   ทำให้อาการนั้นเข้าไปสถิตอยู่ในกลไกของสมอง  กายหลับ  ใจไม่หลับ  และใจยังสามารถปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ

อำไพหลุดมายังอีกโลกหนึ่ง   หรือเรียกว่า  ความฝันนั่นเอง  ในความฝันเธอมาอยู่ที่หน้าห้องแถวสภาพเก่าหลังหนึ่ง  เธอเดินมาหยุดอยู่หน้าคูหา  ประตูไม้แบบบานพับยังปิดสนิท 

บรรยากาศขณะนั้นเงียบเชียบราวกับไม่มีผู้คนอยู่เลย  หญิงสาวยืนละล้าละลัง  ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามาที่นี่ทำไม  จนกระทั่งประตูถูกคนข้างในเปิดออก  หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งยื่นหน้าออกมา  พร้อมกวักมือเรียกเธอให้เข้าไป

อำไพเดินเข้าไปอย่างงงๆ    ครั้นเข้าไปข้างใน  จึงพบว่ามีหญิงสาวอีกหลายคนนั่งเรียงรายอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสภาพเก่า   เห็นได้จากสีที่ซีด  และบางตัวชิ้นส่วนไม่ครบด้วยซ้ำ

เธอกวาดสายตามอง  แล้วเดินไปหย่อนก้นนั่งลงที่เก้าอี้ว่างอีกตัว  ดูเหมือนจะมีอีกห้องหนึ่งอยู่ชั้นใน  โดยใช้ผ้าม่านกั้นบังตา

นี่มันที่ไหนกันแน่นะ?

อำไพถามตัวเอง   ไม่มีคำตอบ  มีเพียงความรู้สึกหวาดหวั่นที่เกิดขึ้นมาเอง    เพราะในระหว่างนั่งรอ  มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากหลังผ้าม่าน

หญิงสาวคนนั้นหน้าซีดมาก  ผ้าถุงที่เธอสวมใส่อยู่มีคราบของเหลว  ต่อให้พยายามปิดก็ไม่มิด

ก่อนที่หญิงสาวจะเดินพ้นห้อง  กลับมีอาการเข่าอ่อนทำท่าจะทรุดลง  อำไพอยู่ใกล้สุดรีบผวาเข้าไปประคอง  หญิงสาวคนนั้นกัดฟัน  พยายามยืนขึ้น  เสียงขอบคุณที่หลุดออกมาจากปากของเธอแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

 อำไพรู้สึกกลัว   เพราะพอคล้อยหลังหญิงสาวคนดังกล่าวไม่นานนัก ก็มีเด็กสาวอีกคนเดินออกมาจากด้านหลังฉากในสภาพใบหน้าซีดเผือด    อำไพไม่ได้ช่วยเหลือใดๆ  เด็กสาวคนนั้นสามารถประคองร่างเดินออกจากห้องคูหานั้นได้ด้วยตัวเอง

“โอ๊ย!”

เสียงนั้นดังออกมาจากหลังฉากกั้น  เป็นเสียงที่ทำเอาหญิงสาวรวมทั้งอำไพหันไปมองยังทิศทางที่มาของเสียงเป็นจุดเดียวกัน  ม่านกั้นพรางสายตาไหวกระเพื่อม     อำไพรู้สึกหายใจลำบาก  จมูกเหมือนกับจะได้กลิ่นคาวเลือด

ยังไม่ทันจะได้เฉลยว่าเบื้องหลังฉากกั้นนั้นเกิดอะไรขึ้น  ก็ได้ยินเสียงหวีดร้องขึ้นมาอีกครั้งคล้ายคนเจ็บปวด

ผู้อยู่ภายในห้องโถงเหลียวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก  โดยเฉพาะบรรดาหญิงสาวที่มารออยู่ก่อน  นาทีนั้นเองอำไพเพิ่งสังเกตเห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งมีหน้าท้องใหญ่กว่าปกติ

ท้อง!

ผู้หญิงคนนั้นท้อง  นั่นก็หมายความว่าสถานที่แห่งนี้คือคลินิกรับทำแท้ง   มันไม่ใช่สถานที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย  อำไพรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาในทันใด  พร้อมกับความรู้สึกดังกล่าว  หญิงสาวจึงฉุกคิดว่าเหตุใด  เธอถึงมาที่นี่  เพราะเธอไม่ได้ท้อง  อย่าว่าแต่ท้องเลย  เธอยังไม่มีแฟนด้วยซ้ำ

“ถึงคิวของน้องแล้ว”

อำไพสะดุ้งเฮือก   มองหน้าผู้หญิงคนอื่นๆ  เธอมาทีหลังสุด  ถ้าหากจะต้องเข้าไปรับบริการบางอย่างจากคนหลังม่านนั้น  ก็ต้องเข้าไปเป็นอันดับสุดท้าย   แต่นี่กลับถูกให้แซงคิวได้  และโดยที่หญิงผู้มาก่อนต่างไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจใดๆทั้งสิ้น

คนที่มาบอกว่าถึงคิวของอำไพ  เป็นหญิงร่างท้วม  ปิดใบหน้าไว้ด้วยหน้ากากผ้าอนามัย  มองเห็นแค่แววตาดูดุดันน่าสะพรึง

“หนูไม่ได้...”

อำไพกำลังจะบอกว่า  เธอไม่ได้ท้อง  แต่กลับถูกฉุดมือให้ลุกขึ้น

“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า” หญิงคนนั้นปลอบ

ในยามนั้น  อำไพดูเหมือนไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะยื้อ  ถูกหญิงร่างท้วมฉุดเดินแหวกม่านไปจนได้  เมื่อเข้าไปข้างใน  เลือดในกายของอำไพเย็นเฉียบ  เพราะบนเตียงนอนแบบขาหยั่งเตียงหนึ่งยังมีร่างของหญิงคนหนึ่งนอนอยู่    จากสภาพที่เห็นร่างกายซีดเผือดไม่มีเลือด  และดูเหมือนไม่มีสัญญาณว่ายังมีลมหายใจ

อำไพตัวสั่น  ความรู้สึกพรั่นพรึงเกาะกุมเต็มหัวใจ  เธอกำลังถูกบังคับให้มาทำอะไร  ขึ้นเตียงขาหยั่งหรือ? 

แค่คิด  อำไพก็แทบเสียสติแล้ว

“ไม่นะ!  หนูไม่ได้ท้อง  หนูไม่ได้มาทำแท้ง!”

หญิงสาวหลุดปากร้องออกมาสุดเสียง  ก่อนจะสะดุ้งตื่น  อำไพกวาดสายตามองไปรอบๆห้องอย่างหวาดหวั่น  หัวใจยังเต้นโครมครามไม่หยุด  ภาพในความฝันยังฉายชัดอยู่ในหัว

“ฝันบ้าบอจริงๆ”

หญิงสาวพึมพำ  ก่อนจะมีอาการขนลุกซู่ขึ้นมาอีกครั้ง  เมื่อหูแว่วได้ยินเสียงบางอย่างดังเข้ามา

“ช่วย...ด้วย!”

เสียงนั่นดังอยู่ที่หน้าประตูห้องเหมือนเดิม 

“ช่วยด้วย!”

ไม่เฉพาะเสียงขอความช่วยเหลือ  ยังได้ยินคล้ายกับเสียงมือสัมผัสกับประตู   ดวงตาของอำไพเบิกโพลง   ไม่มีอะไรจะน่าสะพรึงกลัวไปกว่านี้อีกแล้ว

ภาพในความฝันก็ยังฉายชัดอยู่ในหัว  เสียงกรีดร้องของหญิงสาว  ภาพของหญิงที่นอนตัวแข็งอยู่บนเตียงขาหยั่ง    มันช่างประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดในขณะนี้ราวกับเป็นเรื่องเดียวกัน  เธอจะทำอย่างไรดีเพื่อให้ผ่านพ้นคืนนี้ไปได้

“ช่วย...”

เสียงแหบพร่า  แผ่วเบา  แต่ก็ยังได้ยินชัดเจนอยู่ดี  

อำไพสูดลมอัดเข้าปอด  รวบรวมความกล้าหาญที่เหลืออยู่   สลัดผ้าห่มทิ้งแล้วยันร่างลุกขึ้น   ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เสียงข้างนอกคืออะไรกันแน่  

หญิงสาวเดินไปหยุดอยู่หลังประตู   แนบหูชิดกับบานประตู

ครืด...ด...

เสียงอะไร?

อำไพสูดลมอีกครั้ง  เอื้อมมือถอดกลอน  แล้วตัดสินใจครั้งสุดท้ายด้วยการเปิดประตูออก  สายลมจากภายนอกสาดปะทะเข้ามา 

เย็นจนขนลุกซู่!

วินาทีนั้น  หัวใจของอำไพเต้นโครมครามแทบกระดอนออกมานอกอก  ดวงตาขยายกว้างเบิ่งโต  ทว่า...ภาพที่เห็นภายนอกห้อง  ทำให้สติที่กำลังแตกกระจายกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 

ไม่มีอะไรผิดปกติ   

ประตูห้องเช่าแต่ละห้องยังคงปิดสนิท   อำไพระบายลมออกจากปากอย่างโล่งอก ก่อนปิดประตูล็อกกลอนอีกครั้ง

เธอเอนร่างนอนลง   แต่ไม่สามารถหลับตาลงได้   

“ช่วย...ด้วย!”

มีเสียงร้องขอความช่วยเหลืออีกแล้ว

อำไพพับร่างลุกนั่ง  ตาเบิกโพลง     คราวนี้เสียงที่ได้ยินดังมาจากในห้องน้ำ    หญิงสาวขยับลุกขึ้น 

วูบ!

ไฟดับ  พัดลมหยุดหมุน  

“ช่วยด้วย!”

เสียงนั่นชัดเจนกว่าเดิม  อำไพควานหาไฟฉาย   อาจเป็นเพราะสายตายังไม่คุ้นชินกับความมืดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทันด่วน  ทำให้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด

ควานซ้าย  ควานขวา  และแล้วมือของอำไพก็ไปสัมผัสกับร่างหนึ่ง  เย็นชืดจนชักมือออกแทบไม่ทัน 

คุณพระช่วย!

มีใครคนหนึ่งอยู่ในห้องเดียวกับเธอ  มันจะเป็นไปได้อย่างไร 

“ช่วยด้วย!”

เสียงนั่นไม่ได้ดังมาจากห้องน้ำ  แต่มันดังอยู่ข้างๆหูของอำไพ  พลันที่ได้ยินอย่างชัดเจน  ม่านตาของอำไพเบิ่งกว้างสุดขีด  หัวใจกระตุกเต้นอย่างแรง    และที่ทำให้เธอต้องกรีดร้องออกมาสุดเสียงก็คือ  มีมืออันเย็นชืดเอื้อมมาสัมผัสกับใบหน้าของเธอ

“ช่วย...ฉัน...ด้วย!”

“กรี๊ดดดดด!”

อำไพไปฟื้นที่โรงพยาบาลในสภาพตายังลอยๆ เพราะขวัญกระเจิง   โดยเจ้าของบ้านเช่าเป็นธุระช่วยนำไปส่ง  แต่ถามให้ตาย  เจ้าของบ้านเช่าก็ไม่ยอมเปิดเผยความจริงว่า  ที่นี่เคยถูกใช้เป็นสถานที่ทำแท้งเถื่อนมาก่อน   ที่นี่เคยมีคนตาย  และที่นี่คือเป็นที่สิงสถิตของหลายดวงวิญญาณ 

 

ขอบคุณรูปภาพ Free-Photos จาก Pixabay