รถที่ผมใช้นั้นเป็นรถกระบะสี่ประตูดังนั้นเวลาที่ผมนำบันไดอลูมีเนียมวางที่ท้ายรถจะมีส่วนที่ยื่นออกมาจากกระบะรถเล็กน้อยผมจึงต้องคอยระวังว่าเวลาถอยรถจะไม่ไปเกี่ยวกับอะไร ขณะที่ผมกำลังถอยรถนั้นผมมองผ่านกระจกมองหลังเพื่อมองบันไดว่าจะไม่ชนอะไร ผมก็ต้องตกใจจนสะดุ้งเมื่อผมเห็นว่ามีชายวัยกลางคนผิวคล้ำคนหนึ่งใส่เลื้อโทรมๆ สีน้ำเงินมานั่งอยู่ในรถผม ด้านหลังเบาะคนนั่งด้านซ้ายมือของผม 

          ภาพที่เห็นมีความชัดเจนมากผมคิดว่าเป็นคนแน่ๆ แต่ชายคนนี้ไม่ได้มองมาทางผมกลับมองออกไปทางนอกหน้าต่างรถฝั่งซ้ายมือ ในใจผมได้แค่คิดว่าใครกัน คนๆ นี้ต้องแอบขึ้นมาตอนผมเก็บของขึ้นรถแน่ๆ เพราะตอนนั้นผมไม่ได้ล๊อคประตูรถ ผมจึงแกล้งทำเป็นไม่มองไปก่อนเพราะผมอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบหากเขาจะทำอันตรายเรา และรีบขับรถขึ้นถนนใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก และเลี้ยวเข้าปั้มน้ำมันในทันทีเพื่อหวังว่าจะรีบกระโดดลงจากรถและเรียกเด็กปั้มมาช่วยลากคนนี้ลงไปจากรถผม 

Advertisement

Advertisement

          แต่เมื่อผมจอดรถที่ปั้มผมต้องตกใจมากเมื่อผมเปิดประตูรถลงมากลับไม่เห็นใครสักคนทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมเห็นชัดเจนมากว่าเป็นคนแน่ๆ แต่ไม่เป็นไรเมื่อไม่มีอะไรผมอาจจะตาฝาดจึงล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำและหาเครื่องดื่มโอวัลตินร้อนๆ ดื่มเให้ตาสว่างเพื่อเดินทางต่อ ผมเช็คทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก่อนขับรถออกจากปั้ม และขับรถมาได้สักระยะสายตาผมดันเหลือบไปมองกระจกมองหลังอีกครั้ง ทำให้ผมตกใจอย่างสุดๆ เมื่อภาพที่ผมเห็นเป็นภาพชายคนเดิมนั่งอยู่ท่าเดิมตำแหน่งเดิมไม่ขยับตัว 

          ในใจตอนนั้นคิดว่าถึงจะเห็นชัดขนาดนี้ก็ไม่ใช่คนแล้วเพราะก่อนออกมาจากก็ตรวจดีแล้วว่าไม่มีใครขึ้นมาบนรถผมแน่นอน ตอนนี้ผมรู้สึกหัวใจเต้นแรงตกใจอย่างบอกไม่ถูก แขนขาเกร็งไปหมดไม่เคยคิดว่าจะได้มาเจออะไรในระยะประชิดแบบนี้ เหงื่อไหลไม่หยุดทั้งที่อากาศตอนนั้นหนาว อารมณ์ตอนนั้นผมอยากจะจอดรถแล้ววิ่งลงจากรถมาก 

Advertisement

Advertisement

          แต่ถนนเส้นนั้นแคบและมืดมากหากจอดแถุวนี้อาจโดนรถบรรทุกเฉี่ยวชนได้ ผมจึงแข็งใจขับไปเรื่อยเพื่อหาที่จอดพักรถแต่ขับมาไกลหลายสิบกิโลก็ยังหาที่พักรถไม่ได้เลยระหว่างที่ขับก็มองกระจกหลังเป็นระยะก็ยังเห็นชายคนนั้นนั่งอยู่ท่าเดิมไม่ขยับ จนขับมาถึงเขตตัวเมืองสุรินทร์ถนนเริ่มสว่างขึ้นและเลนถนนเริ่มกว้างขึ้น ผมมองกระจกหลังอีกครั้งตอนนี้ชายคนที่ผมเห็นได้หายไปแล้ว 

          ผมจึงหายใจได้ทั่วท้องขึ้นและจำได้ว่าขับไปอีกไม่ถึงสิบกิโลเมตรก็จะมีปั้มให้จอดพักรถผมก็ตั้งใจว่าจะจอดนอนที่ปั้มนั้นเลยเพราะไปต่อไม่ไหวแล้ว แต่ไม่ทันที่จะถึงปั้มพักรถ รถของผมได้เกิดยางระเบิดพร้อมกันทั้งสองล้อคือล้อหน้าและล้อหลังฝั่งซ้ายทำให้ผมไม่สามารถควบคุมรถได้เสียหลักพุ่งไปชนกับเสาไฟข้างทางอย่างจัง เสียงดังสนั่นจนช่าวบ้านได้ยินจนต้องวิ่งออกมาดูประมาณสิบกว่าคนได้ แต่โชคดีที่ตัวผมไม่ได้เป็นอะไรมากและได้คลานออกมาจากรถอย่างรวดเร็ว 

Advertisement

Advertisement

          เมื่อชาวบ้านเห็นจึงถามว่าเป็นอะไรบ้าง ผมก็ตอบไปไม่เป็นอะไรครับถลอกนิดหน่อย แล้วก็มีคนแก่คนนึงถามต่ออีกว่าแล้วเพื่อนเป็นอะไรรึป่าว ยังไม่เห็นออกมาจากรถ ผมก็ตอบไปว่าผมมาคนเดียวครับ หลังจากที่ผมตอบว่ามาคนเดียวชาวบ้านที่มายืนมุงดูก็เดินกลับเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็วโดยไม่บอกลา ทิ้งให้ผมนั่งรอรถประกันมารับท่ามกลางความมืดเงียบสงัดและอากาศที่หนาว นานๆ จะมีรถแล่นผ่านมาสักคัน 
          ตอนนั้นเป็นเวลาตีสามแล้วผมนั่งรอประมาณสามสิบนาทีประกันก็มาถึงและลากรถผมไปที่อู่ใกล้แถวนั้น เมื่อถึงอู่เจ้าของอู่ก็ถามไถ่ผมอย่างเป็นกันเองว่าเป็นอย่างไรบ้างบาดเจ็บรึป่าว รู้ไหมว่าแถวตรงที่ผมยางระเบิดนั้น เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก แล้วก็เปลี่ยวไม่มีบ้านคนเมื่อสองสามวันก่อนก็เพิ่งชนกันตายไป ผมก็ถามกลับไป่วาไม่มีบ้านคนเลยหรอครับเพราะว่าตอนที่ผมชนเสาไฟยังมีชาวบ้านวิ่งมาดูหลายคนเลยทั้งคนหนุ่มคนแก่ ลุงเจ้าของอู่ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วก็ให้ประกันขับรถไปส่งผมที่โรงแรมใกล้ๆ แถวนั้น 

          ตอนเช้าลุงเจ้าของอู่ก็ขับรถมารับผมไปดูที่เกิดเหตุแล้วชี้ให้ผมดูว่าแถวนี้ไม่มีบ้านคนจริงๆ มีเพียงศาลเล็กๆ ที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริ่มทุ่งนาข้างทางเท่านั้น ตอนนั้นผมได้แต่หน้าชาและไม่พูดอะไร และเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องราวที่สยองที่สุดที่ผมเคยได้เจอมาครับ