ทุกครั้งที่ชวนเหมียวไปเที่ยวต่างจังหวัด จะได้คำตอบกลับมาว่า "ไปเที่ยวบึงกาฬไหม" เหมียวเป็นคนมีความพยายามอย่างมากในการชวนเราไปเที่ยวบ้านมัน ด้วยประโยคที่ว่า บึงกาฬมีภูสิงห์นะ มีหินสามวาฬด้วยนะ หลังจากที่ได้ไปเที่ยวบ้านเหมียว ก็อยากบอกกับทุกคนว่า...
"ไปเที่ยวบ้านมันไหม" มาเถอะทุกคนนนนนนนนนนนนนน 

#โดนล้างสมองแล้ว ด้วยหินสามวาฬและทะเลหมอก

เมื่อได้มาแล้วบึงกาฬคือเด็ดจริงงงงงงง เราชอบทุกอย่างเลย เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสไปที่นี่ และรู้สึกชอบอยากกลับไปอีก ธรรมชาติดี สมบูรณ์ ผู้คนน่ารัก ที่สำคัญอาหารอร่อยสุด

ทันทีที่เรามาถึงบึงกาฬ ก็มีเจ้าถิ่นมารับทันที เป็นคนบึงกาฬ ก็คือเหมียวเองทริปนี้เขาจะเป็นคนพาเราไปสัมผัสกับบึงกาฬอย่างเต็มอิ่ม มีเจ้าถิ่นพาเที่ยวแบบนี้ สนุกแน่นอน! โดยเริ่มจากโปรแกรมในวันแรก ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของเรา กับห้องเรียนธรรมชาติแสนยิ่งใหญ่ “ภูสิงห์” ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ 154 ป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์และป่าดงสีชมพู โดยมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่น่าทึ่ง มีหินรูปร่างแปลกตาจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นคือ “หินสามวาฬ” อันโด่งดัง

Advertisement

Advertisement

  • ป่าภูสิงห์ “หินสามวาฬ”

เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นชีวิตอีกหลายมุมภูสิงห์ หินสามวาฬป่าภูสิงห์การมาถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่หินสามวาฬ คือ 1 ในลิสต์ของเราเลยนะ เพราะเป็นวิวที่สวยแปลกตา กับหินรูปร่างคล้ายหลังปลาวาฬ 3 ก้อน เปรียบเหมือนปลาวาฬ 3 ตัว ชาวบ้านเขาเรียกหินพ่อ หินแม่และหินลูก ชมวิวเบื้องหน้าเป็นทิวเขาไกลสุดสายตา เบื้องล่างเป็นต้นไม้ขึ้นหนาแน่น ส่วนใหญ่เป็นป่ายาง มองไปทางไหนก็เขียวชื่นฉ่ำตาไปหมดเลย

พระอาทิตย์ขึ้นที่หินสามวาฬพระอาทิตย์ขึ้นที่หินสามวาฬนอกจากหินสามวาฬแล้ว ที่ภูสิงห์ยังมีจุดท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง โดยเราตระเวนเที่ยวในโซนทิศใต้ หลังจากพระอาทิตย์ขึ้น แล้วก็มุ่งต่อไปที่จุดชมวิวที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ชมวิวทิวทัศน์อีกมุมของภูสิงห์

Advertisement

Advertisement

ชมวิวทิวทัศน์อีกมุมของภูสิงห์

 
ชมวิวทิวทัศน์อีกมุมของภูสิงห์

 

และก็มาถึงอีกหนึ่งจุดหมายของเรา นั่นก็คือการไปชมวัดเจติยาคิรีวิหาร หรือวัดภูทอก จุดเด่นของวัดภูทอกก็คือสะพานไม้และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอก ใช้เพียงแรงงานคนสร้าง บันไดเวียนไปมารอบภูทอกแบบ 360 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น โดยเราต้องเดินขึ้นบันไดไปจนถึงชั้น 3 จากนั้นจะเป็นทางเดินวนค่อย ๆ ขึ้นไป …

  • วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก) 

ไฮไลท์สำคัญของวัดภูทอกคือพุทธวิหารที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีลักษณะเป็นหินแยกตัวออกมาจากหินก้อนใหญ่แต่ไม่ตกลงมา คล้ายกับพระธาตุอินทร์แขวนที่พม่า มีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหาร เป็นที่ทำสมาธิและปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา

Advertisement

Advertisement

วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬวัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬการขึ้นภูทอกนัน มีทั้งหมด 7 ชั้น ด้วยกัน เดินเท้าไม่มีกระเช้า จุดเริ่มต้นอันนี้ก็เป็นการคุยกันว่าจะเอาไงดีขึ้นไหวไหม ตั้ง 7 ชั้นแหนะ ชั้นที่ 1-2 จะเป็นบันไดไม้เดินง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ก็เมื่อยอยู่นะ ระหว่างทางบางช่วงก็จะมีร่มเงา พอให้ได้พัก ..

วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ

วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬวัดภูทอกวัดภูทอกเราเดินวนขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อหามุมถ่ายรูป พร้อมกับความคิดที่ผุดขึ้นว่า ต้องใช้ความศรัทธามากแค่ไหน กว่าจะสร้างสถานที่แห่งนี้ได้ ทั้งบันไดไม้และทางเดิน ต่างใช้ฝีมือคนทั้งนั้น เพราะบางช่วงก็แอบหวาดเสียวอยู่บ้าง อีกทั้งพุทธวิหาร การที่จะขึ้นมาปฏิบัติธรรมบนนี้ได้นั้น จิตใจต้องแน่วแน่มาก ๆ เพราะทั้งเงียบและสงบมากจริง ๆ แต่ถ้าหากต้องแลกด้วยการมองเห็นวิวสวย ๆ แบบนี้มันก็คุ้มค่าแหละเนอะ 

วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ

วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬวัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ

วัดภูทอกแสงค่อย ๆ จะหมดไป พร้อมกับสองเท้าของเรา ที่ค่อย ๆ ก้าวลงบันได ได้ยินแต่เสียงลม ทั้งลมหายใจที่เหนื่อยหอบ และสายลมที่พัดผ่านซอกหิน เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไม่พระสงฆ์ถึงได้นึกสร้างที่แห่งนี้ขึ้นมา การมาวัดภูทอกในครั้งนี้เราได้รับความนิ่ง สติ และสมาธิกลับไปนอนกอดเป็นของฝาก เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ที่ได้เที่ยว ซึมซับเรื่องราวต่าง ๆ กับคนที่ชอบสิ่งเดียวกัน แล้วมิตรภาพก็ค่อย ๆ เบ่งบานอยู่ในใจ
วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ

วัดภูทอกก่อนเราจะกลับ เราก็อยากจะบอกกับเหมียวว่า “เดี๋ยวหน้าฝนมาใหม่นะ พาไปน้ำตกถ้ำพระด้วย อยากเล่นน้ำแล้ว”  แล้วพบกันใหม่เมื่อฝนโปรยปราย … “บึงกาฬ”