เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน ในสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ 4 ผมมีชื่อเล่นว่า ‘เบส’ เเต่เพื่อนๆในกลุ่มมักเรียกว่า ไอ้เเว่น เพราะเมื่อตอนนั้นผมยังใส่เเว่นอยู่เนื่องจากสายตาสั้น ในกลุ่มเพื่อนของผมมีอยู่ด้วยกัน 3 คน พวกเรามักไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ไม่ว่าจะไปเที่ยว เล่นเกม หรือเเม้กระทั่งเวลาที่ต้องจับกลุ่มทำงาน พวกเราก็มักจะเกาะกลุ่มกันตลอด เเละต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืมในครั้งนี้ก็เกิดขึ้นจากการจับกลุ่มทำงานของพวกเรานี่เเหละ

โรงเรียนที่ผมเรียนอยู่นั้นไม่ใช่โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในตัวจังหวัด เเต่เป็นโรงเรียนประจำอำเภอขนาดกลาง ที่เปิดสอนตั้งเเต่ ม.1 - ม.6 มีนักเรียนมาเรียนที่นี่เพียงเเค่ 500 คนเท่านั้น รอบข้างจะเป็นบ้านคนเเละเเหล่งชุมชนขนาดกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนนี้เเกเป็นคนที่ค่อนข้างเข้มงวดในกฏระเบียบมากๆ เรียกได้ว่านักเรียนหลายคนต่างเอือมระอา จนคนในโรงเรียนจะเรียกเเกว่า ‘อาจารย์ใหญ่’ ที่เรียกเเกเเบบนี้เพราะว่าเเกทำตัวเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครองในโรงเรียน ชอบเดินตรวจโรงเรียนไม่ค่อยชอบนั่งอยู่กับที่ ช่วงเช้าจะคอยมายืนต้อนรับนักเรียนที่หน้าประตูเพื่อรอตรวจคนที่เเต่งตัวผิดระเบียบเเล้วจับมาทำโทษ พอช่วงที่นักเรียนขึ้นเรียนกัน เเกก็จะคอยเดินตรวจตามสถานที่ต่างๆภายในโรงเรียน คอยไล่นักเรียนที่โดดเรียนให้กลับขึ้นไปบนห้อง พอตกเย็นเเกจะกลับมายืนที่หน้าประตูอีกครั้ง เพื่อคอยดูความเรียบร้อยของนักเรียนระหว่างกลับบ้าน เเต่เอาจริงๆนะ ถึงเเม้เเกจะเข้มงวดขนาดนี้เเต่เเกก็ไม่ได้โหดร้ายเสมอไป เเกจะใจดีเเละยิ้มเเย้มกับนักเรียนทุกคนที่ทำตามกฏ นักเรียนที่เข้ามาใหม่มักจะเกรงกลัวเเก เเต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ได้ทำตัวเรื้อนเกินไป ทุกคนจะมองเเกอีกมุมทันที 

( ขอบคุณภาพจาก https://www.beartai.com/lifestyle/movies/130825 )

“ ว่าไงถนอมศักดิ์ วันนี้เรียนเป็นไงมั่ง ได้ความรู้กลับไปบ้างรึเปล่า? ” อาจารย์เดินมาหากลุ่มพวกผมในขณะที่กำลังนั่งเล่นช่วงพักเที่ยง 

“ ก็พอได้ครับอาจารย์ ” ผมตอบกลับ

“ อาจารย์ใหญ่ครับอย่าไปเชื่อมัน ไอ้เเว่นเนี่ยมันหลับทั้งคาบ ” เพื่อนผมพูดเเทรกขึ้นมา

“ เเหม ทำอย่างกับตัวเองไม่เคยหลับในคาบ ” ผมตอกมันกลับบ้าง

“ เอาเถอะๆ จารย์ไม่ว่าอะไรหรอก ขอเเค่พวกเธอทำตัวดี ไม่ฝ่าฝืนกฏของโรงเรียน เท่านี้อาจารย์ก็ภูมิใจเเล้ว ”

“ ครับผม ” ผมเเละเพื่อนทั้งสี่คนตอบพร้อมกัน 

“ เดี๋ยวอาจารย์ขอไปเดินตรวจโรงเรียนต่อก่อนนะ ” อาจารย์ใหญ่พูดก่อนเดินออกไปจากโต๊ะนั่งของพวกเรา

หลังจากเวลาผ่านไปได้สักพัก ก็ถึงเวลาขึ้นห้องเรียน ผมเเละเพื่อนๆต่างก็เตรียมตัวขึ้นห้องเรียนกันตามปกติ คาบบ่ายนี้มีเรียนฟิสิกส์เเละเคมี เป็นเวลาที่ผมค่อนข้างถนัดเลยทีเดียว เมื่อขึ้นไปบนห้องการเรียนการสอนก็ผ่านไปตามปกติ จนมาถึงช่วงก่อนเลิกเรียน ซึ่งเป็นรายวิชาเคมี อาจารย์ประจำวิชาได้สั่งงานใหญ่ให้กับนักเรียนในห้อง ให้เเบ่งกลุ่มกัน 4 คน ทำโปรเจควิจัยขนาดเล็กขึ้นมา โดยหัวข้อวิจัยจะต้องทำเกี่ยวกับองค์ประกอบของสารต่างๆในตารางธาตุ กลุ่มของพวกผมนั้นเลือกเป็นธาตุออกซิเจน เเละได้รับมอบหมายงานมาทำ ให้เสร็จภายในสองสัปดาห์ เเน่นอนว่าในกลุ่มผมนั้นก็ยังคงเป็นเพื่อนกลุ่มเดิมไม่เปลี่ยนเเปลง งานเริ่มดำเนินตั้งเเต่วันเเรกที่ได้รับมอบหมาย กลุ่มผมไม่ใช่กลุ่มขยันอะไร งานจึงไม่ได้เดินไวมากนัก ทำทีละนิด ทีละหน่อย เเละอีกอย่างคือบ้านของพวกเราทั้งสี่นั้นอยู่ห่างไกลกัน จึงไม่สามารถนัดกันไปทำได้วันเสาร์อาทิตย์ เพราะฉะนั้นงานส่วนใหญ่จึงต้องทำที่โรงเรียน จนทำให้เวลากลับบ้านนั้นต้องมารวมตัวกันทำงานก่อน ช่วงนี้เวลากลับบ้านของพวกผมจึงอยู่ที่ประมาณหกโมงเย็นหรือช่วงพลบค่ำพอดิบพอดี 

“ นี่มันก็เข้าสู่สัปดาห์ที่สองเเล้ว คิดว่าโปรเจคเรามันจะเสร็จทันพร้อมนำเสนอป่าววะ? ” ผมเปิดหัวข้อสนทนากับเพื่อนในกลุ่ม ในขณะที่กำลังนั่งทำงานช่วงหลังเลิกเรียน 

“ เฮ้ย ทันดิ๊ พวกเรามันฝีมืออยู่เเล้ว ” เพื่อนคนนึงตอบกลับ

“ เอาตามตรงนะ กูว่ามันไม่น่าทันว่ะ ” เพื่อนอีกคนตอบกลับมา

“ เเต่อาจารย์ว่าพวกเธอจะทำทันนะ ” จู่ๆอาจารย์ใหญ่ก็โผล่มาด้านหลังผม

“ สวัสดีครับอาจารย์ใหญ่ ” พวกผมทั้งสี่ยกมือไหว้สวัสดีอาจารย์

“ ดูจากผลงานเเล้วเนี่ย พวกเธอทำดีมากเลยนะ ” อาจารย์ใหญ่พูดชม

“ เเหม ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับอาจารย์ ” ผมตอบกลับอาจารย์

“ ลองปรับเนื้อหาตรงนี้ เเล้วใส่ตรงนี้เพิ่มลงไปสิ ”

ในภาพอาจจะมี ผู้คนกำลังนั่ง และตาราง

( ขอบคุณภาพจาก http://www.prateepsilp.com/toa-hin-xxn-toa-hin-khad )

หลังจากนั้นอาจารย์ใหญ่ก็ได้หยิบรูปเล่มเนื้อหาโปรเจคของพวกผมขึ้นไปดู พร้อมทั้งติชม บอกจุดบกพร่องของชิ้นงานนี้จนหมดเปลือก จนในที่สุดงานของพวกเราก็ทำมาเกือบจะ 70 เปอร์เซ็นต์เเล้ว ซึ่งการทำงานค่อนข้างนาน จนตอนนี้พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินเข้าไปเต็มทีเเล้ว

“ พวกเธอเนี่ยเป็นเด็กดีนะ ไม่เหมือนกับพวกนักเรียนเกเร ที่ชอบหาเรื่องชกต่อยไปทั่ว เเถมยังชอบดูดบุหรี่อีก เฮ้อ ขืนมีเด็กพวกนี้เกิดขึ้นมามากๆ โรงเรียนนี้คงถึงขั้นวิกฤติเเน่ๆ ” อาจารย์ใหญ่บ่นถึงปัญหาภายในโรงเรียน

“ ไม่เป็นไรหรอกครับ ถ้ามีอาจารย์ใหญ่อยู่ที่นี่ โรงเรียนต้องดีขึ้นเเน่นอน ” 

พูดจบจู่ๆเสียงอาจารย์ก็เงียบไปจนพวกเราสงสัย จึงเงยหน้าออกจากจอโน๊ตบุ๊คที่ตั้งทำงาน เเต่ก็ไม่พบอาจารย์ใหญ่อยู่เเถวนี้เลย 

“ ป๊ะ พวกเราเเยกย้ายกลับบ้าน นี่มันก็เริ่มค่ำเเล้ว เดี๋ยวรถประจำทางจะหมดซะก่อน โชคดีเพื่อน ” ผมกล่าวลาเพื่อนๆก่อนที่จะกลับบ้าน เนื่องจากบ้านผมอยู่ใกล้กับโรงเรียนเพียงเเค่ 800 เมตร เลยทำให้เดินทางไปมาสะดวก 

รุ่งเช้าในขณะที่ผมกำลังจะเดินทางไปโรงเรียนนั้น ก็เห็นความผิดสังเกตจากการเเต่งตัวของเเม่ผม ทำไมวันนี้เเม่ถึงดูหน้าตาสละสวยเป็นพิเศษ เเถมยังสวมใส่ชุดดำอย่างเป็นทางการอีกต่างหาก ด้วยความสงสัยผมจึงถามเเม่ออกไป

“ วันนี้มีธุระนอกบ้านเหรอครับ ทำไมถึงสวมชุดทางการ ”

“ อ๋อ วันนี้เเม่จะไปร่วมพิธีฌาปนกิจผู้อำนวยการโรงเรียนน่ะ ” เเม่ตอบ

“ ผู้อำนวยการโรงเรียนเบสเหรอครับ? ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ ใช่จ่ะ เมื่อวานตอนบ่ายมีคนบอกว่าเเกเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจกำเริบ”

“ ตอนบ่ายเหรอครับ เเต่เมื่อวานตอนเย็น เบสยังเห็นเเกอยู่เลยนะ ”

“ เพ้อเจ้อน่า เเกเสียไปเเล้วเบสจะเห็นได้ไง ” เเม่ตอบกลับ

ผมยืนงงอยู่สักพักหนึ่ง เเม่บอกว่าอาจารย์ใหญ่เสียไปตั้งเเต่ช่วงบ่าย เเต่ทำไมผมกับเพื่อนๆยังเห็นเเกช่วงเย็นอยู่เลย เเกยังช่วยสอนงาน เเถมยังบอกเคล็ดลับการทำโปรเจคให้กับพวกเราอีก นี่มันเป็นไปได้ยังไงกัน มันต้องเป็นเรื่องโกหกกันเเน่นอน ด้วยเหตุนี้ผมจึงรีบเดินทางไปที่โรงเรียนเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง 

ในขณะที่กำลังเข้าเเถวหน้าเสาธง นักเรียนต่างพูดคุยเรื่องอาจารย์ใหญ่กันมากมาย บ้างก็เสียใจที่อาจารย์ใหญ่จากไป บ้างก็รู้สึกดีใจที่ตัวเองจะสามารถเเต่งกายเเบบผิดระเบียบมาโรงเรียนได้ จนกระทั่งมีอาจารย์ท่านหนึ่งขึ้นมาประกาศข่าวหน้าเสาธง เเกบอกว่าอาจารย์ใหญ่เสียไปตั้งเเต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานนี้ ซึ่งมันเป็นประโยคที่คล้ายกันกับที่เเม่ผมบอกมาก คำถามคือ เเล้วคนที่มาคุยกับผมช่วงเย็นเมื่อวานนั้นคือใคร? คือวิญญาณอาจารย์ใหญ่ที่เสียชีวิตไปเเล้วอย่างนั้นเหรอ เเต่จะว่าไปเมื่อวานผมเองก็ไม่ได้สังเกตเห็นอาจารย์ใหญ่มาทั้งวันเลยนะ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

( ขอบคุณภาพจาก th.wikipedia.org )

“ เฮ้ย แก ถ้าอาจารย์ใหญ่เขาตายไปเเล้ว งั้นเมื่อวานนี้… ” เพื่อนผมถามขึ้น

“ เราว่าใช่ว่ะ วิญญาณอาจารย์ใหญ่ชัวร์ๆ เเกคงห่วงโรงเรียนมาก จนกระทั่งลืมไปว่าตัวเองตายไปเเล้ว บรื้อ พูดเเล้วกูขนลุกว่ะ ” เพื่อนอีกคนพูดขึ้น

“ ว่าไงนะ พวกเเกก็เจอหรอ? ” จู่ๆเพื่อนผู้หญิงข้างห้องคนนึงก็เข้ามาร่วมวงสนทนากับพวกผมด้วย

“ ได้ยินมาว่าอาจารย์ใหญ่เเกไปหลอกเด็กเกเรที่กำลังนั่งดูดบูหรี่ในห้องน้ำด้วย สภาพนี่เเบบ ตัวซีดเซียว ตาถลนเกือบหลุดออกจากเบ้า เเล้วไอ้คนที่เห็นตอนนี้มันยังไม่โผล่หน้ามาโรงเรียนเลย เพราะมันกลัวจนหัวโกร๋นไปเเล้ว ” เพื่อนผู้หญิงคนนั้นกล่าว 

“ บรื๋อ น่ากลัวว่ะ ไอ้เเว่น วันนี้เราขอไม่อยู่ทำงานนะ ” เพื่อนผมพูด

“ ชั้นด้วยคน วันนี้ขอกลับเร็วนะ ” เพื่อนอีกคนก็พูดเเทรกขึ้นมา

“ เเต่เราขออยู่ทำงานช่วยนายละกัน ” เพื่อนคนที่สามจู่ๆก็พูดตามมา ทั้งๆที่มันไม่ค่อยพูดอะไรด้วยกับพวกผมเท่าไหร่ เเต่คราวนี้มันออกตัวขออยู่

“ นายไม่กลัวเหรอ? ” ผมถามมันกลับ

“ ไม่อ่ะ เราคิดว่าเเกมาดี คงไม่ทำร้าย ไม่หลอกเราหรอก ” มันตอบกลับ

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงเวลาเลิกเรียน เพื่อนผมอีกสองคนรีบกลับบ้านอย่างเร็วไว ด้วยความกลัวเป็นพิเศษ เหลือเพียงผมเเละเพื่อนอีกคนหนึ่งที่มีบุคลิกเงียบๆ พวกเราก็ทำงานกันไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เเต่วันนี้ผมคงกลับมืดไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกลัวหรอกนะ เเต่จะต้องไปร่วมงานชาวปนกิจศพอาจารย์ใหญ่กับเเม่ตอนค่ำ บรรยากาศรอบๆโรงเรียนตอนนี้เงียบสงัดมาก จนได้ยินเสียงนกร้องชัดเจน ทั้งๆที่ตอนนี้มันพึ่งจะห้าโมงเย็นเเท้ๆ ไม่มีเสียงพูดกันเจี้ยวจ้าว ไม่มีนักกีฬามาซ้อม ไม่มีนักเรียนมาเล่นกีฬา เหลือเพียงครูสองสามคนที่กำลังทำงานอยู่ที่ห้องพักครู เเละพวกผมสองคนที่กำลังปั่นงานอยู่โต๊ะม้าหินอ่อน

“ นายรู้อะไรเกี่ยวกับอาจารย์ใหญ่บ้างรึเปล่า? ” จู่ๆเพื่อนผมที่เงียบๆก็ยิงคำถามขึ้นมากลางวง

“ อาจารย์ใหญ่เหรอ ก็เป็นคนที่นิสัยดีกับคนที่ถูกระเบียบ เข้มงวดในระเบียบ รักโรงเรียนมาก ประมาณนี้ล่ะมั้ง ถามทำไมเหรอ? ” ผมตอบกลับ 

“ เปล่าหรอก เเค่อยากจะบอกว่าเราคือลูกอาจารย์ใหญ่น่ะ ” 

“ ห๊ะ ” ผมตกใจสุดขีด ไม่นึกมาก่อนว่าอาจารย์ใหญ่เเกมีลูกด้วย เเถมลูกเเกก็คือเพื่อนที่อยู่กลุ่มผมอีกต่างหาก

“ ตกใจก็ไม่เเปลก ที่พ่อเราไม่อยากให้บอกใคร เพราะว่าไม่อยากให้เพื่อนมองว่าพิเศษกว่าคนอื่น เเล้วก็ไม่อยากให้เป็นจุดเด่นในโรงเรียน ” 

“ อืม ” ผมได้เเต่ตอบสั้นๆ เพราะกำลังตกใจอยู่

“ พ่อทุ่มเทให้กับงานมากๆ คอยผลักดันโรงเรียนมาตลอด 4 ปี เพื่อไม่ให้โรงเรียนนี้มีจำนวนนักเรียนลดลงเรื่อยๆ ใส่ใจกับงานนี้มากๆ ชอบหอบงานเอกสารมาทำที่บ้านตลอด จนบางครั้งก็ไม่ได้สนใจลูกเมียเลย ” เพื่อนผมตอบ

“ ด้วยความที่โหมงานหนักเลยทำให้โรคภัยถามหา จนในที่สุดก็เสียชีวิตลง” พูดจบน้ำตาก็ไหลอาบเเก้มเพื่อนผม มันร้องไห้หนักมาก เเต่เป็นการร้องไห้ที่ไร้ซึ่งเสียง เหมือนมีสองอารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้น อีกใจนึงมันคงเสียใจที่พ่อตัวเองต้องจากไป เเต่อีกใจนึงคงรู้สึกดีใจที่พ่อจะได้พักบ้าง มันร้องไห้สักพักใหญ่ จนกระทั่งผ่านไป 10 นาที ก็เช็ดน้ำตาเเละหยุดร้อง ตัวผมกำลังจะเขียนงานต่อ เเต่ปรากฏว่าเหมือนจะลืมปากกาเลคเชอร์ไว้บนอาคาร 3 ชั้นสี่

“ นายๆ เราขอตัวไปเอาปากกาเลคเชอร์ก่อนนะ เดี๋ยวมา ” ผมบอกเพื่อน

จากนั้นก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปที่อาคารสามด้วยความเร่งรีบ เพราะบรรยากาศรอบๆตอนนี้มันวังเวงมาก ได้เเต่ห้ามความคิดตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเรื่องเล่าที่เพื่อนผู้หญิงข้างห้องเล่าให้ฟังตอนเข้าเเถว จนในที่สุดก็เดินมาถึงหน้าอาคารสาม จู่ๆก็มีลมเย็นๆพัดผ่านตัวผมไป มันทำให้ขนทั่วตัวผมมันลุกชูชันไปหมด เมื่อเเหงนหน้าขึ้นไปบนชั้นสี่เป้าหมาย กลับพบสิ่งผิดปกติบางอย่างเข้า บนชั้นสี่มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ เเต่งกายด้วยชุดราชการสีน้ำตาลอ่อน สายตาของเขากำลังจ้องมองไปที่หน้าเสาธงโรงเรียน พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบเเก้ม เมื่อผมเพ่งมองดูชัดๆกลับพบว่า ชายคนนั้นคืออาจารย์ใหญ่นั่นเอง จังหวะนั้นคือ ขนลุกหนักกว่าเดิม ผมบนหัวเริ่มตั้งชูชันขึ้นอย่างรวดเร็ว ขาเองก็เเข็งเเทบขยับไม่ได้ เมื่ออาจารย์ใหญ่คนนั้นหันมามองที่ผม พร้อมกับฉีกยิ้มบนใบหน้าเล็กน้อย ใบหน้าอาจารย์ซีดมาก เหมือนกับที่เพื่อนผู้หญิงข้างห้องเล่าให้ฟัง จากนั้นไม่นานอาจารย์ก็หันหน้ากลับไปที่เสาธงที่เดิม เเต่เป็นการหันหน้าหมุนหัวรอบตัวโดยที่ไม่ขยับตัวเลยเเม้เเต่น้อย จากนั้นประมาณ 3 นาที ร่างอาจารย์ใหญ่ก็ได้อันตธานหายลับตาไป

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

( ขอบคุณภาพจาก https://pantip.com/topic/34843307 )

หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมก็เอาไปเล่าให้เพื่อนทั้งสี่ฟัง เเต่กว่าจะลุกไปเรียนได้ก็ใช้เวลาฟื้นตัวอยู่ค่อนข้างนานเลยทีเดียว พวกเราทั้งสี่ตั้งใจว่าจะไปทำบุญเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้อาจารย์ใหญ่ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี เเละสัญญาว่าจะเป็นเด็กที่มีระเบียบวินัย เเละตั้งใจเรียนเพื่อจะได้ไม่ทำให้โรงเรียนต้องเสียชื่อเสียง