สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เรื่องที่ผมจะเล่าในครั้งนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว จังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกติดกับชายแดนกับประเทศเทศกัมพูชา

 

สมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ถนนหนทางตามตอกซอกซอยยังเป็นถนนดินร่วนปนทราย บางซอยก็เป็นทางลูกลัง หากเป็นถนนหลวงก็จะเป็นถนนลาดยางมะตอย 2 เลน สวนกันไปมา ผู้คนสมัยนั้นจะใช้จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะในการเดินทางไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง หากไม่มีรถก็ใช้เดินเท้ากัน แต่ยอมรับว่าสมัยนั้นเรื่องความน่ากลัวในการเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หรือจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง เป็นสิ่งที่ผู้คนแถวนี้พยายามหลีกเลี่ยงไม่อยากที่จะออกไปไหนในตอนกลางคืน เพราะอะไร ก็เพราะว่า ผีมันดุ โจรมันชุม สองข้างทางเป็นป่ารกทึบเต็มไปหมด บางสถานที่ใช้เป็นป่าช้าฝังศพ และเส้นทางที่จะสัญจรเดินหรือปั่นจักรยานไปหากันมักจะต้องผ่านป่าช้า ไปไหนก็มีแต่ป่าช้า

Advertisement

Advertisement

 

ท่านผู้อ่านลองคิดดูสิครับ กับคำว่าป่าช้าก็ขนหัวลุกกันแล้ว แต่เรื่องที่ผมจะเล่า มันไม่ได้เกี่ยวกับเส้นทางที่พูดถึงนะครับ แค่อยากให้ท่านผู้อ่านนึกภาพความเป็นอยู่ของคนสมัยก่อนกับสมัยนี้มันแตกต่างกันยังไง 

วิญญาน1

         มาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณปู่คุณย่าและอาๆ ของผมเล่าให้ฟังว่า อาผู้ชายชื่อ “อาอี๊ด” ทุกคนในละแวกนั้นจะรู้จักกับอาของผมเป็นอย่างดี ในเรื่องการเป็นนักเลงหัวไม้ตีรันฟันแทง เป็นคนไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น คนที่อาอี๊ดกลัวมากที่สุดคือพ่อของผม ไม่ใช่ว่ากลัวแล้ววิ่งหนีนะครับ กลัวแบบให้ความเคารพยำเกรง ส่วนปู่กับย่า และอาๆ และคนอื่น ๆ แทบจะไม่ต้องเกรงใจกันเลยล่ะ ทุกคนในบ้านจะกลัวอาอี๊ดกันหมด เพราะอาอี๊ดจะหาเรื่องไปทั่วหากมีปัญหากับเขา ไม่ใช่ว่าจะมีปัญหากันแค่เพียงในบ้านในครอบครัว ข้างนอกนี้ยิ่งกว่า มีปัญหาทะเลาะวิวาทกันแบบไม่ว่างเว้นกันเลยทีเดียว กิตติศัพท์อาของผมทุกคนใจจังหวัดนี้รู้จักกันดีทุกคน ถ้าเป็นสมัยนั้นนะครับ 

Advertisement

Advertisement

 

       แล้ววันหนึ่งก็มาถึง ในกลางดึกคืนนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนในบ้านต่างไม่ทราบกันเลย มีชายหนุ่มลึกลับโพกหน้าปิดตาเหน็บปืนในเอว คาดกันว่าปืนที่พกน่าจะเป็นปืน 38 ลูกโม่ เขาปีนขึ้นบนหน้าต่างบ้านซึ่งเป็นหน้าต่างไม้ เวลาเปิดจะเปิดอ้าออกได้ทั้งสองบาน บ้านสมัยนั้นจะเป็นบ้านไม้ฝาทั้งหลัง เมื่อปีนขี้นมาแล้วเดินย่อง ๆ ไปยังยังมุ่งหลังหนึ่งที่กลางไว้อยุ่ติดกับมุมหนึ่งของบ้าน  คนที่นอนอยู่ในมุ้งนั้นก็คือ “อาอี๊ด” แกนอนหลับสนิทโดยที่ไม่รู้เลยว่าใครย่องเข้ามาในบ้าน ชายนิรนามลึกลับได้เปิดมุ้งแล้วเอาหมอนหนุนหัวใบหนึ่ง ปิดลงที่ใบหน้าของอาอี๊ด มืออีกข้างหนึ่งขว้าปืนที่เหน็บอยู่ที่เอวแล้วจอไปยังหมอนใบที่ปิดหน้าอาอี๊ด พร้อมกับลั่นไก “ปั่ง...ๆ..”  อาอี๊ดเสียชีวิตทันที แล้วชายลึกลับก็ย่องกลับไปยังหน้าต่างปีนหนีอย่างเลือดเย็น เสียงปืนที่ยิงออกไปนั้นทุกคนในบ้านต่างไม่มีใครได้ยินกันเลยสักคน เพราะอาจจะเป็นการเอาหมอนปิดทับเพื่อกันไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

วิญญาณ2

     วันต่อมาตอนช่วงสายๆ อาผู้หญิงชื่อ “อาเอ๋” (น้องสาวของอาอี๊ด) เปิดประตูเพื่อจะเดินไปห้องน้ำหลังบ้านซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงเวลาเดินก็จะมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด พอเดินมาเปิดประตูมายังห้องโถงใหญ่มีพื้นที่ประมาณ 35 ตารางเมตร เป็นห้องโล่งพื้นจะต่างระดับลดหลั่น มองไปด้านซ้ายก็จะเจอกับมุ้งของอาอี๊ด มองไปด้านหน้าเป็นหน้าต่างประมาณ 3-4 บาน ด้านขวาจะเป็นระเบียงประตูซึ่งถ้าออกไปแล้วเลี้ยวซ้ายเป็นห้องน้ำ พออาเอ๋เข้าไปทำธุระที่ห้องน้ำเสร็จเดินออกมาตรงหน้าก็จะเจอกับมุ้งของอาอี๊ดพอดี อาเอ๋มองไปที่มุ้งก็นึกแปลกใจว่าทำไม่วันนี้ทำไมไม่ตื่นสักที่ แต่ก็ไม่อยากไปรบกวน เดี๋ยวจะเอะอะโวยวายอีก พอดีหางตามองไปเห็นหน้าต่างหนึ่งบานแง้มเปิดอยู่ ก็สงสัยว่าพี่อี๊ดคงไปเที่ยวมา แล้วลืมปิดหน้าต่าง ๆ  แล้วอาเอ๋ก็เดินไปปิดหน้าต่างบานนั้นเพื่อปิดหน้าต่างบานนั้น แล้วกลับไปยังห้องของตนเองโดยไม่ได้มองหรือสนใจมุ้งที่อาอี๊ดนอนอยู่เลย 


       ช่วงหัวค่ำ อาแมวซึ่งเป็นน้องของอาอี๊ดอีกคน เตรียมตัวไปอาบน้ำในห้องน้ำหลังบ้าน ก็ได้เปิดประตูเพื่อไปจะไปอาบน้ำ พอเปิดประตูออกไป อาแมวถึงกับตกใจเมื่อเห็นเงาใครบางคนยืนอยู่ด้านซ้ายมือติดกับมุ้งของอาอี๊ด อาแมวพยายามเพ่งดูแล้วก็รู้แน่ชัดว่าเป็นอาอี๊ด เลยพูดไปว่า “พี่อี๊ดมายืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น ไม่ไปกินข้าวกินปลา ไม่สบายหรือเปล่า ” พูดจบอาแมวก็เดินเข้าห้องน้ำ พออาแมวอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากน้องน้ำ ก็ยังเห็นอาอี๊ดนั่งอยู่ที่เก้าอี้ข้างมุ้งของแก

 

          “พี่อี๊ดไม่สบายหรือเปล่า ถ้าไม่สบายไปไปเอายามากินนะ เดี๋ยวแมววางไว้ที่โต๊ะหน้าบ้านนะ” อาแมวพูด

 

          คือที่บ้านจะเป็นห้องใหญ่สองช่วงนะครับ ห้องที่เป็นห้องโถงพอเปิดประตูไปจะเจออีกห้องใหญ่ที่แบ่งห้องไปอีกสองสามห้อง อาแมวเขาจะวางยาลดไข้ไว้ที่โต๊ะวางของอยู่บริเวณห้องใหญ่อีกห้องหน้าบ้านซึ่งจะเป็นเหมือนเหมือนห้องรับแขก อาอี๊ดหันมามองอย่างช้า ๆ แล้วก็พยักหน้าโดยไม่ได้พูดอะไร อาแมวได้แต่คิดในใจว่าพี่อี๊ดทำอะไรแปลก ๆ  พิลึกคน  แล้วอาแมวก็เปิดประตูออกไป

วิญญาณ3

      ผ่านมาวันที่สอง ทุกคนในบ้านต่างได้กลิ่นเหมือนมีอะไรตายอยู่ในบ้าน ทุกคนต่างเดินหากันทั่วทุกมุมห้อง แต่แล้วทุกคนในบ้านก็มาหยุดที่มุ้งของอาอี๊ดที่มีมีพัดลมเปิดอยู่ในมุ้ง ต่างพูดไปต่าง ๆ นาๆ ว่า อี๊ดนอนไปได้อย่างไร ไม่ได้กลิ่นบ้างหรือไง ช่วงนั้นพอดีมีญาติอยู่ต่างหมู่บ้านมาหาพอดี เลยให้ญาติคนนี้ช่วยเปิดมุ้งปลุกอาอี๊ด พอเปิดมุ้งได้เท่านั้น ทุกคนต่างผงะออกมาอย่างตกใจ สภาพศพของแกคือโดนหมอนปิดใบหน้าโดยมีรูกระสุน 2 นัด ยิงทะลุผ่านหมอนเข้าศีรษะ มีลิ่มเลือดไหลนองเต็มไปหมดตำรวจได้ตรวจพิสูจน์และสันนิษฐานว่าอาอี๊ดถูกฆาตกรรม เสียชีวิตมาแล้ว 48 ชั่วโมง ประมาณ 2 วัน

 

เรื่องเกิดขึ้นนี้เกิดจากไปเขม่นกับนักเลงต่างถิ่น และมีเรื่องชกต่อยกัน นักเลงต่างถิ่นสู้ไม่ได้ เลยผูกใจเจ็บกลับมาแก้แค้น ณ ตอนนั้นทำให้ทุกคนในบ้านต่างหวาดผวา และต่างกลัวไป ๆ ตามกัน พอหลังจากเสร็จงานศพ ในทุกคืนจะได้ยินเสียงเดินบนพื้นไม่กระดานที่ห้องโถงนั้น จนไม่มีใครกล้าที่จะเดินผ่านห้องโถงใหญ่ ถ้าจะมาเข้าห้องน้ำก็ต้องชวนกันมาเข้าห้องน้ำอย่างน้อย 2 คน  ต่อมาปู่และย่าก็ได้เชิญพระมาทำพิธีจนเสียงต่างๆ หายไป  บ้านกลับมาเป็นปกติไม่มีเสียงอะไรแปลก ๆ จนกระทั้งทุกคนในบ้านลืม ๆ กันไปหมด เรื่องนี้ได้ถูกเล่าต่อ ๆ กัน ผมจึงได้นำมาประติดประต่อให้เป็นเรื่องเป็นราวจากที่ได้รับข้อมูลมา แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้โดยเฉพาะอาแมว จะมีความรู้สึกอย่างไร แล้วเมื่อคืนที่ไปเข้าห้องน้ำจะเป็นใครไปไม่ได้  ถ้าไม่ใช้วิญญาณของอาอี๊ด...


CR : เครดิตรูปภาพประกอบจากเว็บไซต์ดังต่อไปนี้ >> tsood.com , thehouse.online, amazingthaisea.com และ creditonhand.com