สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน ผม Station by Wayha นำท่านผู้อ่านเข้าสู่ความน่าสะพรึงกลัว ขนหัวลุก ในชื่อเรื่องว่า สะพานรถไฟมรณะ ซึ่งเป็นสะพานรถไฟที่ขึ้นชื่อว่ามีคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากในสมัยเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว และปัจจุบันเท่าที่ทราบมา มันยังคงความน่ากลัวเช่นเดิม เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์จริงของชาวบ้านที่เล่าต่อ ๆ กันมา ตัวผมเคยอยากไปสัมผัสสถานที่นั้นเหมือนกันแต่ติดตรงคำว่า "กลัว" 

ผีสะพานรถไฟ

          ตอนสมัยนั้นผมอายุประมาณ 10 ขวบ เห็นจะได้ เพื่อนของผมได้เล่าให้ฟังว่า สะพานรถไฟสายมรณะนี้ คร่าชีวิตคนไปหลายศพ บ้างก็เมาตกสะพาน บ้างก็คิดสั้นฆ่าตัวตาย บ้างก็ขึ้นไปนั่งบนหลังคารถไฟแล้วไม่ทันได้หลบโดนเหล็กหลังคาสะพานตัดหัวขาด และอีกหลาย ๆ เหตุการณ์ ทำให้สะพานแห่งนี้มีความน่ากลัวแอบแฝงอยู่ เหมือนเป็นอาถรรพ์ที่ดวงวิญญาณต้องการหาตัวตายตัวแทนให้ไปอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ แต่หากพูดถึงหลักความปลอดภัยแล้ว คนที่ไปเสียชีวิตที่สะพานแห่งนี้คือคนที่ประมาทที่ไม่ระวังความปลอดภัยของตนเอง ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

Advertisement

Advertisement

          เพื่อนผมชื่อ "นาย" ในสมัยนั้น นายเป็นเพื่อนร่วมห้องชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 5 โรงเรียนประจำจังหวัด นายเป็นคนชอบสนุกไม่ค่อยตั้งใจเรียนมากนัก ชอบยิงนก ตกปลา เล่นไปตามประสาเด็กทั่วไปตามชนบท แต่สิ่งที่เขาชอบมากที่สุดคือ การไปหาปลาตอนพลบค่ำกับพ่อของเขา นายเป็นคนหาปลาเก่งมากเขาไปกับพ่อของเขามักได้ปลามาเต็มข้อง พ่อของนายจะนำปลาที่หาได้มาขายที่ตลาดในตัวเมืองเป็นประจำทุกวัน 

ผีสะพานรถไฟ

          แล้วคืนหนึ่งเป็นคืนวันพระ เป็นคืนข้างขึ้น 15 ค่ำ คืนนี้นายเตรียมอุปกรณ์หาปลาไว้ครบครัน แต่วันนี้พ่อของนายไม่ได้ไปด้วยเพราะไม่สบาย นายจึงรับอาสาที่จะออกไปหาปลากับอาผู้ชาย(น้องของพ่อ) ก่อนที่จะออกไปหาปลาพ่อได้ย้ำกับนายว่า ห้ามไปหาปลาช่วงกลางคืนที่คลองใต้สะพานทางรถไฟนี้เป็นอันขาด นายครุ่นคิดสักครู่หนึ่ง แต่ในใจของเขาอยากไปที่แห่งนั้น เคยแต่ไปกลางวัน เพราะที่นั้นปลาชุกชุมมาก โดยเฉพาะดุกจะมีขนาดใหญ่ นายได้แต่พยักหน้ารับแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทาง 

Advertisement

Advertisement

          นายและอาเดินตามคันนาลัดเลาะไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงที่ฝายน้ำล้น เป็นสถานที่ธงเบ็ดได้เขียด(เป็นภาษาท้องถิ่นคือการตกปลา ตกกบ และเขียด โดยใชัคันเบ็ดเล็ก ๆ ปักตามขอบตลิง) เป็นประจำ อาบอกกับนายว่าคืนนี้เราไม่น่าออกมาปลากันเลย เพราะมันเป็นคืนวันพระใหญ่ ส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยออกหาปลากัน แต่นายด้วยความคึกคะนองก็บอกกับอาของเขาว่า ไหน ๆ ก็มากันแล้ว วันนี้แค่วันเดียวเอง วันพระต่อ ๆ ไปเราก็ไม่ต้องมากันแล้ว  อาของนายก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดขึ้นว่า 

Advertisement

Advertisement

          "เออ.. แค่พระนี้พระเดียวนะไอ้นาย แต่ว่า! วันนี้ไม่เห็นมีปลาเหมือนที่เองพูดไว้เลย"
          "จริงด้วย... วันนี้ปลามันหายไปไหนหมด" นายพูดพร้อมมองตามตลิ่งที่เขาปักเบ็ดไว้ 
          "คงเป็นวันพระ..มั้ง!! "  อาพูดพร้อมกับส่ายหัว
          นายนึกขึ้นได้ว่า ถ้าเราไปหาปลาใต้สะพานทางรถไฟ คงจะได้ปลาเยอะกว่านี้แน่ เพราะที่นั่นปลามีให้จับเยอะแยะ รีบจับแล้วก็รีบกลับ แล้วอีกอย่างพ่อแกคงไม่รู้หรอกว่าเราไป นายเลยพูดกับอาว่า

         "อา ๆ ผมว่าเราไปที่ใต้สะพานรถไฟดีกว่า" 
         "เฮ้ย.. พ่อเองบอกไม่ให้ไปไม่ใช่หรอ" 
         "โอ้ย... อาจะกลัวอะไรพ่อแกไม่รู้หรอก แล้วอีกอย่างที่นั้นปลาชุม จับแป็ปเดียวได้เต็มข้องแล้วก็รีบกลับกันเลย ดีกว่ามานั่งรอดูปลาอยู่ที่ห้วยนี้" นายกล่าว

         "ไปก็ไปวะ ดีกว่ามานั่งให้ยุงกัดเล่น รีบหาแล้วรีบกลับ" อาของนายพูดตัดบททันควัน

          นายและอาต่างพากันเดินเก็บอุปกรณ์หาปลาเรียบร้อยแล้วก็ พากันเดินลัดเลาะมุ่งหน้าไปยังสะพานทางรถไฟ เมื่อมาถึงที่หมายนายและอาต่างวางสัมภาระอุปกรณ์หาปลา พร้อมกับจัดเตรียมคันเบ็ดไว้เท่า ๆ กัน สำหรับทั้งสองคนเพื่อเดินปักเบ็ดตามขอบตลิ่งคลองใต้สะพาน 

          "เฮ้ย.. ไอ้นาย ปลาที่นี่ชุมว่ะ ดู ๆ เห็นไหม" อาพูดกับนายพร้อมชี้นิ้วให้ดูกลางคลองใต้สะพานที่มีเสียงปลาว่ายดีดตัวอยู่เหนือน้ำดังจ๋อมแจ๋มเต็มไปหมด

         "จริงด้วยอา ผมว่าเรารีบธงเบ็ดกันดีกว่า จะได้รีบกลับบ้านกัน" นายพูดจบก็หยิบเบ็ดส่งให้อาของเขาหนึ่งมัด ในหนึ่งมัดจะมีคันเบ็ดประมาณ 15-20 คัน ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปปักเบ็ด 

ผีรางรถไฟ
          นายเดินเลาะปักเบ็ดใต้สะพานทางรถไฟไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดที่กลางสะพาน นายมีความรู้สึกว่าบริเวณกลางสะพานทำไมอากาศมันเย็นจังเลย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ระหว่างที่นายกำลังก้มเอาเบ็ดปักที่ขอบตลิ่ง นายก็ได้ยินเสียงเคาะราวสะพานดังแต๊ก ๆๆๆ ดังอยู่สามสี่ครั้ง จนทำให้นายต้องเงยหน้าขึ้นมอง นายสังเกตเห็นมีเงาคนดำ ๆ ตะคุ่ม ๆ นั่งหยอนขา ลักษณะของเขาเหมือนกำลังผงกหัวไปมาอยู่ตรงราวสะพาน ภาพที่นายเห็นมันไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ได้แต่นึกอยู่ในใจว่า วันนี้มีคนมานั่งตกปลาบนสะพานด้วยมีเพื่อนหาปลาแล้ว นายไม่ได้สนใจอะไรต่างเดินลัดเลาะปักเบ็ดเลยสะพานไปจนครบเบ็ดที่ปักคันสุดท้ายแล้วเดินกลับไปบอกกับอาว่าวันนี้เรามีเพื่อนหาปลาอยู่บนสะพาน กำลังนั่งตกปลาอยู่  พอนายเดินกลับมาใต้สะพานเสียงนั้นก้ดังขึ้น เร็วขึ้น ถี่ขึ้น แต๊ก ๆ ๆ ๆ เขาเงยขึ้นไปดูอีกครั้ง คราวนี้เขาถึงกับผงะ หน้าซีดเผือด ก้าวขาไม่ออก เมื่อเห็นชายที่นั่งตกปลาคนดังกล่าว เดินหิ้วศีรษะแล้วครูดกับราวสะพานจนมีเสียงดัง แต็ก ๆ ๆ ๆ แล้วก็ปล่อยหัวของเขาตกลงน้ำดังตูม เท่านั้นล่ะ.. นายรีบวิ่งหน้าตาตื่นด้วยความตกใจสุดขีดวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต แบบไม่มองหน้ามองหลังกันเลย 

         " พลั๊ก" อากับหลายวิ่งชนกันแบบหงายหลังกันไปคนละทาง พร้อมทั้งลุกขึ้นยืน แล้วต่างคนต่างพูดด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ
         "อาผมเจอผี ๆ " นายพูด
         "เหวอ!.. ข้าก็เหมือนกัน ไป ๆ  รีบไปจากตรงนี้เหอะ" อาของนายพูดพร้อมจุงมือหลานวิ่งกลับบ้านโดยที่ไม่เอาอุปกรณ์หาปลากลับกันเลย 

         พอกลับมาถึงบ้านนายและอาเล่าให้พ่อของเขาฟังว่าไปเจอผีที่สะพานรางรถไฟมา พ่อของนายได้ห้ามแล้ว แต่ทั้งสองคนไม่เชื่อกันเลย เลยต้องเจอดีจนได้ ไม่มีใครเขาไปหาปลาใต้สะพานทางรถไฟที่นี่กันนานแล้ว เพราะมีคนเจอกันบ่อย บางคนมาถึงบ้านถึงกับจับไข้หัวโกร๋นกันเลยที่เดียว
         "พ่อบอกแล้วว่าอย่าไปกันบอกก็ไม่เชื่อ พรุ่งนี้เดี๋ยวจะพาไปเก็บเบ็ดกัน"  สองคนอาหลานต่างหมดแรงนั่งฟังแบบทำตาละห้อย ปลาก็ไม่ได้ของหากินก็ดันลืม..... 


CR : เครดิตภาพประกอบจากเว็บไซต์ดังต่อไปนี้
         https://hilight.kapook.com/view/90463
         https://www.amazon.com/         
         https://www.hatyaifocus.com/
         https://www.thehouse.online/story012/