“พอมองรอดช่องลมเข้าไปเห็นแต่เชือกเส้นใหญ่แกว่งไปมาช้าๆ ฉันล่ะใจขอไม่ดีเลยก้มลงมองลูกกรงเหล็กข้างล่างประตูเห็นแต่เท้าซีดๆห้อยโตงเตงอยู่เหนือพื้นเลยคิดในใจว่าใช่ล่ะ” คำบอกเล่าจากยายน้อยแม่ค้าขายหมูปิ้งผู้พบศพ “ลุงชาย” เป็นคนแรก วันนั้นแกเข็นรถเข็นคันเก่งออกจากบ้านมาในเวลาตีห้าครึ่งเพื่อนำหมูปิ้งไปขายที่หน้าโรงเรียนตามปกติ โดยเส้นทางที่แกใช้จะต้องผ่านโรงสีเก่า พอเข็นรถมาใกล้ๆแกนึกประหลาดใจที่ไฟส่องสว่างด้านในโรงสีติดอยู่ เพราะโรงสีเก่านี้ถูกปล่อยร้างไม่มีใครเข้าออกมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แกจึงมองเข้าไปด้านในด้วยความประหลาดใจ แล้วแกก็เห็นภาพอย่างที่แกเล่าไป พอรวบรวมสติได้แกก็รีบวิ่งไปแจ้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านมาถึงในเวลาเกือบหกโมงเช้าแสงจากพระอาทิตย์ส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ พอตรวจสอบดูก็เห็นว่าประตูเหล็กบานใหญ่ไม่ได้ถูกล็อคแกจึงเปิดออก “แอร๊ด” เสียงประตูที่ไม่ได้ใช้งานมานานดังขึ้นชวนให้ขนหัวลุก ยายน้อยได้แต่ยืนเป็นกำลังใจให้ลุงผู้ใหญ่อยู่ห่างๆพร้อมกับชาวบ้านอีก 5-6 ที่สัญจรไปมาแล้วเห็นเหตุการณ์พอดี ประตูที่ถูกเปิดออกแล้วเผยให้เห็นร่างของลุงชายห้อยโตงเตงอยู่กับบ่วงเชือกที่ถูกแขวนไว้กับขื่อ ผู้ใหญ่เห็นศพเพื่อนรุ่นน้องในสภาพน่าอเนจอนาถแกถึงกับส่ายหัว “เป็นไงบ้างผู้ใหญ่” ยายน้อยเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีนักของผู้ใหญ่ “ไปตามยายบุญเที่ยงมานะ บอกแกว่าไอ่ชายลูกแกมันผูกคอตายแล้ว” ได้ยินแบบนั้นชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากด้วยความเวทนายายบุญเที่ยงมารดาผู้เสียชีวิต และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว"ผีเปรตในป่ายาง"

Advertisement

Advertisement

         หลังการเสียชีวิตของลุงชาย ยายบุญเที่ยงได้นำศพลูกชายไปบำเพ็ญกุศลไว้ที่วัดใกล้บ้าน โดยวัดนี้ตั้งอยู่ติดกับโรงสีที่ลุงชายเสียชีวิต แขกในงานศพคนหนึ่งบังเอิญมองมาที่โรงสีเห็นเงาคนตะคุ่มๆอยู่ปีนป่ายที่กำแพงวัดด้านที่ติดกับโรงสี   เหงาปริศนาผุบๆโผล่ๆอยู่อย่างนั้นเหมือนคนขึ้นมาไม่ได้ทั้งๆที่กำแพงก็เตี้ยแค่นิดเดียว แขกคนนั้นมั่นใจว่าเหงาปริศนาที่แกเห็นคงเป็นวิญญาณของลุงชายที่พยายามจะเข้ามารับบุญรับกุศลที่แม่ตั้งใจทำให้ แต่ด้วยบาปที่แกทำทำให้แกเข้ามาไม่ได้ หลังจากงานศพผ่านพ้นไปชาวบ้านที่สัญจรผ่านทางนั้นก็มักจะพบเหตุการณ์แปลกประหลาดอยู่เสมอๆ เช่นไฟในโรงสีจู่ๆก็ติดขึ้นมา หรือบางคนก็จะได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนชวนให้ขนลุก แต่ที่น่าแปลกก็คงเป็นข่าวลือที่ว่าชาวบ้านหลายๆคนมักจะเจอผีเปรตที่ป่ายางท้ายหมู่บ้านทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครเคยเจอมาก่อน ชาวบ้านต่างสงสัยในที่มาที่ไปของเปรตตนนั้นบ้างก็ว่าอาจจะมีคนเล่นของเอามาทิ้งไว้ จนกระทั่งในปีถัดมามีพระธุดงค์จากต่างจังหวัดเข้าไปปักกลดอยู่ในป่ายางที่ว่านั้นเป็นเวลา 5 วันพร้อมลูกศิษย์ที่ติดตามมา  ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่าในป่านี้มีเปรตอยู่ตนหนึ่ง เปรตตนนี้จะวนเวียนอยู่ในป่าทั้งคืนจนกระทั่งเวลาเกือบๆตีห้าจะเดินออกจากป่าไปแล้วกลับมาอีกทีในคืนวันถัดไป เป็นแบบนี้วนไปจนถึงคืนที่ 5 ท่านจึงตัดสินใจเดินตามเปรตตนนี้ออกจากป่าไป ยิ่งเดินออกไกลจากป่าเท่าไหร่ร่างของเปรตยิ่งหดสั้นลงจนเหลือตัวเท่าคนปกติ และจุดหมายปลายทางของเปรตตนนี้ก็คือโรงสีร้าง พระธุดงค์รูปนี้เดินตามต่อไปด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเปรตจึงต้องมาที่โรงสีร้าง แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อเห็นวิญาณของชายวัยกลางคนปีนขึ้นเก้าอี้แล้วนำคอพาดลงกับห่วงเชือกก่อนทิ้งตัวลงมา วิญญาณนั้นดิ้นทุรนทุรายกรี๊ดร้องด้วยความเจ็บปวดน้ำตาน้ำมูกไหลพราก พระท่านถึงได้เข้าใจว่าที่เปรตตนนี้ต้องเดินออกจากป่ามาก่อนฟ้าสางในทุกๆวันก็เพื่อมารับกรรมที่ตัวเองก่อไว้ เพราะการฆ่าตัวตายนั้นถือเป็นกรรมหนัก เมื่อออกจากป่ามาลูกศิษย์นำเรื่องที่ได้ฟังจากพระอาจารย์ที่ตนนับถือมาเล่าให้ชาวบ้านในหมู่บ้านฟัง ชาวบ้านจึงเสริมว่าเปรตลุงชายไม่ได้ทำกรรมแค่การฆ่าตัวเองตายเท่านั้น เกือบจะตลอดชีวิตของแกแทบไม่เคยทำความดีเลยด้วยซ้ำ แกติดยาเสพติดตั้งแต่อายุ 13 จากนั้นแกก็ทำร้ายทุบตีแม่ผู้ให้กำเนิดเรื่อยมา จนช่วงหลังๆแกมีอาการประสาทหลอนคิดว่าจะมีใครมาทำร้ายตนอยู่เป็นประจำ และที่แกฆ่าตัวตายก็คงจะเป็นเพราะฤทธิ์ยานี่แหละ  

Advertisement

Advertisement

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://pixabay.com/th