ร่องรอยอารยธรรมของผู้คนในยุคบรรพกาลถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การศึกษาให้เห็นถึงรากเหง้า เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการทางความคิด และจิตวิญญาณ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง กระทั่งสามารถนำมาสู่การประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในมิติมุมมองที่เกี่ยวข้อง ความเพียรพยามและการคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งความเจริญรุ่งเรืองอย่างมีอารยะของสังคมในยุคโบราณในช่วงหายร้อยหลายพันปีก่อนหน้าก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรการศึกษาและพิศชม ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดเรื่อยมาผ่านมุมมองต่าง ๆ ทั้งงานศิลปะ วัฒนธรรม และงานสถาปัตยกรรม เช่น การก่อร่างสร้างปราสาทหิน ซึ่งในยุคสมัยที่ยังขาดแคลนทั้งเทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือที่สำคัญ แต่กลับรังสรรค์ให้ออกมาอย่างดงาม ราวกับการเสกสรรปั้นแต่งโดยเทพยดา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ประเทศไทยของเราก็เต็มไปด้วยโบราณสถาน อย่างปราสาทหินซึ่งถือเป็นศาสนสถานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจากอารยธรรมขอม โบราณซึ่งในขณะนั้นถือว่าเป็นอารยธรรมที่มีการพัฒนาจนมีความยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรืองสูงสุด โดยประสาทหินที่จะพาไปแนะนำให้รู้จักกันในวันนี้คือ “ปราสาทสด๊กก๊อกธม”  ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม บ้านหนองเสม็ด ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

Advertisement

Advertisement

ปราสาทสด๊กก๊อกธมภาพถ่ายโดยผู้เขียน

ปราสาทสด๊กก๊อกธมภาพถ่ายโดยผู้เขียน

ปราสาทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ เชื่อกันว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นศาสนถานบูชาเทพของพระมหากษัตริย์ ถือเป็นปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก คำว่า  “สด๊กก๊อกธม”  นี้เป็นภาษาเขมร  มีความหมายว่า ต้นกกที่มีกอขนาดใหญ่ หรือบึงที่เต็มไปด้วยต้นกกต้นใหญ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านเคยเรียกขานประสาทแห่งนี้ ว่า “ปราสาทเมืองพร้าว” เนื่องจากมีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เคยมีคนหลงทางเข้าไปในป่าแห่งนี้ แล้วพบว่ามีต้นมะพร้าวขึ้นอยู่รายรอบตัวปราสาทนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

ปราสาทสด๊กก๊อกธมภาพถ่ายโดยผู้เขียน

ปราสาทสด๊กก๊อกธมภาพถ่ายโดยผู้เขียน

แม้ตัวของปราสาทสด๊กก๊อกธมในปัจจุบันจะดูเหมือนมีความใหม่ เมื่อเทียบกับตัวปราสาทหินเก่าต่าง ๆ ที่เราเคยรู้จัก ซึ่งจากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ ที่ได้กรุณาอาสาพาเข้าชมสถานที่แห่งนี้บอกว่า เนื่องจากในอดีตการค้นพบตัวปราสาทแห่งนี้ในช่วงแรกนั้น ตัวปราสาทและสภาพโดยรอบมีความทรุดโทรมมาก จนดูเหมือนคล้ายเป็นซากปรักหักพัง ภายในตัวปราสาทถูกทำลายไปมากเนื่องจากทั้งการถูกทำลายโดยธรรมชาติ และการลักลอบเข้ามาชาวบ้านเพื่อขโมยทุบเอาชิ้นงานต่าง ๆ หรือเศษซากต่าง ๆ ที่มีความงดงามทางศิลปะเพื่อนำไปขาย

ต่อมาสถานที่แห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงเริ่มมีการบูรณะเรื่อยมา ซึ่งเป็นการบูรณะอย่างโดยอ้างอิงข้อมูลทางด้านงานสถาปัตยกรรมโบราณของเขมร และการพิจารณาหรือเทียบเคียงจากเศษซากที่ยังคงหลงเหลืออยู่ซึ่งเป็นไปอย่างปราณีตบรรจงเพื่อการบูรณะครั้งนี้ใกล้เคียงกับของเดิมให้มากที่สุด รวมไปถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบก็ได้มีการบูรณะปรับปรุง จนมีสภาพเฉกเช่นในปัจจุบัน

Advertisement

Advertisement

ปราสาทสด๊กก๊อกธมภาพถ่ายโดยผู้เขียน

ปราสาทสด๊กก๊อกธมภาพถ่ายโดยผู้เขียน

เมื่อเราก้าวเท้าผ่านเข้าไปในระเบียงคด เราจะพบกับตัวปราสาทหินที่สูงใหญ่ ซึ่งก็คือปราสาทประธาน ในทางโบราณคดีเปรียบเสมือนปราสาทประธานแห่งนี้เป็นยอดเขาพระสุเมรุอันที่ประทับของเทพเจ้า โดยตัวปราสาทมีความสูงกว่า 20 เมตร มีฐานและรูปทรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสหันหน้าไปทางทิศตะวันออก หรือทางฝั่งของประเทศกัมพูชา มีบันไดลาดชันขึ้นลงบริเวณด้านหน้า เมื่อเข้าไปภายในแล้วพบว่ามีการผสมผสานระหว่างหินศิลาแลงที่เป็นของใหม่และหินศิลาที่สร้างขึ้นในยุคนั้น

ความน่าสนใจและความอัศจรรย์คือการเรียงหินศิลาแลง ก่อร่างจนกลายเป็นตัวปราสาทสูงใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งถึงวิวัฒนาการในอดีตที่สามารถตัดก้อนหินให้มีความเรียบในทุกด้าน เพื่อให้หินแต่ละก้อนสามารถทาบต่อกันอย่างแนบสนิท แม้แต่สายลมหรือเส้นผมก็ไม่อาจผ่านแทรกได้ ความพยายามและสติปัญญาของผู้คนในยุคนั้นจึงเป็นเรื่องที่ควรค่าแก้การศึกษา โดยเฉพาะการเอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ  โดยปราศจากเครื่องมือหรือเทคโนโลยีใด ๆ

ปราสาทสด๊กก๊อกธมภาพถ่ายโดยผู้เขียน

ปราสาทสด๊กก๊อกธมภาพถ่ายโดยผู้เขียน

หากใครที่สนใจร่องรอยอารยธรรมขอม หรืองานสถาปัตยกรรมแบบขอมโบราณ ก็สามารถไปดูที่ประสารทสด๊กก๊อกธมแห่งนี้ได้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไหร่ เมื่อเทียบกับปราสาทหินอื่น ๆ สำหรับการเดินทางนั้น ปราสาทสด๊กก๊อกธมอยู่ห่างจากอำเภออรัญประเทศไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 35 กิโลเมตร อยู่ห่างจากอำเภอตาพระยามาทางทิศใต้ประมาณ 15 กิโลเมตร ซี่งถ้าหากเริ่มต้นการเดินทางที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ก็ให้ไปตามทางหลวงหมายเลข 348 อรัญประเทศ – ตราพระยา จนถึงอำเภอโคกสูง จนพบกับองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแวง ก็จะเจอกับป้ายบอกทางไปปราสาทสด๊กก๊อกธม ซึ่งระหว่างทางจะเห็นป้ายทางเป็นระยะ

 

เรื่องและภาพหน้าปกโดยผู้เขียน