เราเป็นคนนึงที่ไม่ชอบเล่นกีฬาเลย เรียกว่า “เรียนดี กีฬาดับ” ก็ว่าได้ เพราะเราได้เกรด A ในหลายวิชา แต่มีวิชาเดียวที่เราทำไม่ได้จริง ๆคือวิชาพละศึกษา หรือวิชาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับกีฬา เราก็ไม่มีความถนัดเลยตั้งแต่เด็กจนถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่พอเราได้มาทำงานก็มักจะมีกิจกรรมกีฬาสีหรือกีฬาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเสมอ ทำให้เราปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรม แต่ทุกคนเชื่อไหม หลังจากที่เราได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาเหล่านั้น ความคิดที่เราไม่ชอบกีฬา ไม่อยากเล่น ความรู้สึกเหล่านั้นมันหายไป วันนี้เราอยากมาแชร์ประสบการณ์ของการเล่นกีฬาในวัยทำงานให้ทุกคนฟัง ซึ่งมันไม่ได้มีแค่ความแข็งแรงของร่างกายเราเท่านั้น แต่ยังได้อย่างอี่นกลับมาด้วย

เครดิตภาพ : https://pixabay.com/th/photos/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%AC%E0%B8%B2-%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A7-%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95-1428046/เครดิตภาพ : https://pixabay.com/

            ที่ทำงานของเราจะมีกิจกรรมกีฬาในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี ซึ่งเราก็เป็นคนนึงที่ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเข้าร่วมแข่งขันเพื่อองค์กร แลดูเป็นคนสำคัญใช่ไหม แต่จริง ๆ แล้วเพราะว่าเราค่อนข้างจะเป็นเด็กในองค์กรนั้นและดูแข็งแรง เราจึงจำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาต่าง ๆ  ถึงแม้ว่าบางครั้งกีฬานั้นเราจะเล่นไม่เป็นเลยก็ตาม เช่น ปีที่แล้วเราแข่งแบดมินตัน ซึ่งต้องบอกเลยว่าแม้แต่กติกาแบดมินตันเรายังไม่รู้ เสิร์ฟไม่เป็น รับ-ส่งลูกก็ไม่ได้ นับคะแนนนับแต้มยังไงก็ยังไม่รู้ เอาเป็นว่าเราต้องเริ่มจากศูนย์เลยล่ะสำหรับประเภทกีฬานี้ แต่ด้วยความที่ไม่มีคนเข้าแข่งขัน เราจึงตัดสินใจลงสนามเพราะมีพี่ที่สนิทกันในที่ทำงานลงแข่งแล้วไม่มีคู่ที่จะลงสนามด้วย

Advertisement

Advertisement

เครดิตภาพ : จากนักเขียนเองเครดิตภาพ : จากนักเขียนเอง

            สำหรับการแข่งขันแบดมินตันหญิงคู่ เรากับพี่ไปซ้อมทุกวันหลังเลิกงาน เริ่มจากเสิร์ฟลูก รับ-ส่งลูก รวมไปถึงซักซ้อมกติกาในสนามและการนับแต้มในการแข่งขัน เรามีเวลาซ้อมประมาณ 2 สัปดาห์ เราก็เริ่มแข่งขัน โดยแบ่งเป็น 3 สาย แข่งแบบพบกันหมด ทีมไหนได้คะแนนมากที่สุดอันดับ 1 และ 2 ในสายจะมีสิทธิเข้ารอบตัดเชือก ทุกคนต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ว่าทีมเราได้ผ่านเข้ารอบตัดเชือกจ้า ในตอนนั้นเรารู้สึกดีใจมากและมองในแง่ดีว่าอย่างน้อยทีมเราก็ไม่ขี้เหร่นะ เพราะได้เข้ารอบแล้ว ที่เหลือจะแพ้หรือชนะก็ถือว่าเราได้กำไรก็แล้วกัน หลังจากที่เราได้เข้ารอบ เราเครียดมาก ตรงที่เรารู้สึกว่าพี่ที่อยู่ในทีมของเราเริ่มมีความหวังที่จะเป็นแชมป์ เพราะเอาจริง ๆ พี่เค้าเป็นนักกีฬามืออาชีพ เราจึงรู้สึกกดดันมากไม่อยากเป็นตัวถ่วงของทีม แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดด้วยการขอให้พี่เค้าช่วยซ้อมให้เราเพิ่มหนักขึ้น พอแข่งในรอบตัดเชือกทีมเราดันทำคะแนนได้ดี ได้เข้ารอบชิงชนะเลิศไปเลยจ้า พอถึงวันที่เราแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศเรายิ่งเครียดมากกว่าเดิม เกร็ง และกดดัน เพราะมีกองเชียร์เยอะ ความรู้สึกตอนนั้นเราอยากให้เกมส์จบเร็ว ๆ เพราะเราไม่อยากเล่นแล้วเรากดดัน แต่เราก็พยายามเล่นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนทีมของเราชนะเลิศได้ถ้วยรางวัลมาครอง พอเกมส์จบตอนนั้นเราน้ำตาไหลเลย คือมันดีใจและรู้สึกดีที่เราอดทนพยายามจนเราทำสำเร็จ

Advertisement

Advertisement

เครดิตภาพ : จากนักเขียนเองเครดิตภาพ : จากนักเขียนเอง

            หลังจากที่แข่งเสร็จเรารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง ซึ่งเราแข็งแรงขึ้นสังเกตได้จากการที่เราไม่ค่อยเหนื่อยง่ายเวลาที่ขึ้นบันไดในที่ทำงาน และเราไม่มีความกลัวในเรื่องที่เราไม่เคยทำอีกเลย เราพร้อมที่จะลองทำในหลาย ๆ สิ่งมากขึ้น เรียกว่าเราเปิดใจมากขึ้น เพราะการแข่งขันกีฬาครั้งนี้เราได้ข้อคิดกับตัวเองว่า “ไม่มีสิ่งไหนที่เราทำไม่ได้ ถ้าเราพยายาม เราก็สามารถทำได้ทุกอย่าง” สิ่งที่ปิดกั้นเราที่ผ่านมาคือความกลัวที่จะทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคย ณ วันนี้กำแพงความกลัวของเราได้พังลงแล้ว สำหรับผลพลอยได้อีกอย่างที่เราได้รับจากการแข่งขันกีฬาครั้งนี้ ทำให้เรามีเพื่อนต่างองค์กรมากขึ้นก็เกิดจากทีมที่แข่งแบดมินตันด้วยกันนี้แหละ เวลาที่มีงานต้องประสานกันมันก็สามารถติดต่อประสานงานกันได้ง่าย และเรายังสนิทกับพี่ ๆ ที่ทำงานมากขึ้นเพราะได้มาช่วยกันเชียร์ช่วยกันแข่งขันกีฬา มันคงเรียกว่ามีความกลมเกลียว ความสามัคคีก็ว่าได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นทำให้เรานึกถึงคำคมอันนึงที่บอกว่า “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ” ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นความจริงที่สุด เพราะการเล่นกีฬาของคนวัยทำงาน มันไม่ได้มีประโยชน์แค่ร่างกายแข็งแรงเพียงอย่างเดียว มันได้อย่างอื่นกลับมาด้วย หากเพื่อน ๆ ไม่เชื่อ ต้องลองไปเล่นกีฬากันนะ

เครดิตภาพปก : Pixabay