การเรียกขวัญเป็นประเพณีพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในท้องถิ่นของผู้เขียน โดยคนเฒ่าคนแก่เชื่อกันว่าการสู่ขวัญเป็นการเรียกจิตเรียกวิญญาณของคนที่ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยอย่างรุนแรงให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว นอกจากนั้นยังเชื่อกันอีกว่าหากผู้ป่วยยังไม่ถึงคาดณ์อาการจะดีขึ้นในเร็ววันหากทำพิธีนี้อย่างถูกต้อง โดยวิธีการก็คือญาติๆของผู้ป่วยหรือผู้ได้รับอุบัติเหตุต้องเชิญร่างทรงที่ตนนับถือมาทำหน้าที่เป็นหมอเรียกขวัญ ส่วนอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในพิธีค่อนข้างจะยุ่งยากมีขันขวัญที่จะประกอบไปด้วย ไข่ต้ม1ฟอง ข้าวสุก1ปั้น หวี แหวน แป้ง ดอกไม้ธูปเทียน ผมและเล็บของผู้ป่วย นอกจากนั้นญาติของผู้ป่วยยังต้องทำกระทงหน้าวัวใส่เครื่องอาหารคาวหวานประดับประดาไปด้วยธงสามเหลี่ยมสีแดง สีขาวให้สวยงาม ซึ่งกระทงนี่แหละที่ต้องใช้ความชำนาญในการจัดทำสูง หากบ้านไหนไม่มีผู้สูงอายุที่เคยพิธีกรรมนี้มาก่อนก็จะไปเชิญผู้สูงอายุในหมู่บ้านมาช่วยแทน ซึ่งยายของเราก็มักจะถูกเชิญให้ไปช่วยงานอยู่เสมอเพราะแกเป็นคนปราณีตละเอียดละออ เมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อนแกก็ได้รับเชิญให้ไปช่วยทำกระทงหน้าวัวเพื่อใช้ในพิธีบายศรีสู่ขวัญน้ากุ้ง น้ากุ้งแกประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนรถมอเตอร์ไซด์ที่แกนั่งซ้อนท้ายเพื่อนไปทำงาน เพื่อนของแกนั้นเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุ ส่วนตัวแกก็เจ็บสาหัสนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่นานเป็นเดือน พอหมออนุญาติให้กลับบ้านได้ญาติๆเลยไปหาฤกษหายามทำพิธีสู่ขวัญให้แก เมื่อวันที่กำหนดเอาไว้มาถึงน้าดอนสามีของน้ากุ้งก็ขับมอเตอร์ไซด์มารับยายไปที่งาน ยายไปถึงบ้านงานในเวลาบ่ายโมงนิดๆเจ้าภาพได้เตรียมกับข้าวกับปลาและน้ำดื่มเอาไว้ให้ยายได้กินก่อนลงมือทำงาน ยายกินข้าวเล็กน้อยพอให้ไม่เสียน้ำใจเจ้าภาพ ก่อนจะเริ่มลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมาย วัสดุและอุปกรณ์ถูกเตรียมไว้พร้อมไม่ขาดตกบกพร่องถือเป็นความเอาใจใส่ของเจ้าภาพทำให้ยายปิดจ๊อบได้เร็วยิ่งขึ้น ยายเลือกที่จะไม่กลับบ้านเพราะแกอาบน้ำแต่งตัวไปเรียบร้อยแล้ว แกจึงไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆในครัวแทน ที่ในครัวชาวบ้านที่มาช่วยงานลือกันให้แซ่ดว่าที่น้ากุ้งยังมีอาการอ่อนเพลียอาการไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น เป็นเพราะว่าวิญญาณของเพื่อนน้ากุ้งที่เสียชีวิตน่าจะหน่วงเหนี่ยววิญญาณของน้ากุ้งเอาไว้จึงทำให้น้ากุ้งดูเหมือนคนที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ญาติๆเลยเร่งจัดพิธีสู่ขวัญทั้งๆที่ตัวคนป่วยยังไม่พร้อมเลยด้วยซ้ำ ไม่นานหมอสู่ขวัญรุ่นราวคราวเดียวกันกับยายก็มาถึง

Advertisement

Advertisement

“แรงแท้ๆ” (ภาษาอีสานหมายถึงรุนแรง เอาเรื่อง) หมอสู่ขวัญที่ยายก็คุ้นเคยเป็นอย่างดีบ่นพรึมพรัมพร้อมวางก้นลงนั่งข้างๆยาย “อีหยังล่ะแรง” (ภาษาอีสานหมายถึงอะไรล่ะที่ว่าแรง)

Advertisement

Advertisement

หมอขวัญแกเลยเล่าให้ยายฟังว่าตอนที่แกนั่งรถเข้ามาตรงแยกสามแพร่งก่อนจะเลี้ยวบ้านน้ากุ้งเห็นวิญญาณเดินไปเดินมาแต่ไม่เห็นวิญญาณของน้ากุ้ง แกเชื่อว่าที่วิญญาณน้ากุ้งยังไม่มาอยู่กับตัวเป็นเพราะวิญญาญเร่ร่อนเหล่านั้นไม่ยอมเปิดทางให้วิญญาณน้ากุ้งกลับบ้านมาเข้าร่าง แกเลยกำชับให้ยายเราทำกระทงหน้าวัวให้ดีที่สุดเพื่อเอาไปวางเซ่นไว้ผีเร่ร่อนเหล่านั้นหากเค้าพอใจจะได้เปิดทางให้วิญญาณน้ากุ้งกลับมาอยู่กลับตัว ว่าแล้วยายเลยชวนหมอขวัญไปช่วยตรวจสอบความเรียบร้อยของกระทงที่แกทำไว้ หญิงชราทั้ง 2 ได้ทำการปรับแต่งกระทงที่ทำเสร็จแล้วนิดหน่อยก็ถึงเวลาเริ่มพิธีการพอดี

          ญาติๆพร้อมกับน้ากุ้งนั่งล้อมกันเป็นวงกลมโดยมีหมอขวัญนั่งอยู่ตรงกลางพร้อมด้วยกระทงหน้าวัวและขันขวัญ หมอขวัญเริ่มพิธีการด้วยการสวดคาถาอันเชิญครูบาอาจารย์มาประทับร่าง ก่อนยกขันขวัญขึ้นแล้วกล่าวคำเรียกขวัญ โดยคำกล่าวท่อนหนึ่งจะมีการบอกกล่าวกับวิญญาณเร่ร่อนว่าให้เปิดทางให้กับคนป่วย หากการเรียกขวัญสำเร็จไปด้วยดีญาติๆจะจัดเครื่องเซ่นไหว้อย่างดีไปให้ ซึ่งเครื่องเส้นไหว้นี้หมายถึงกระทงที่ยายทำนั่นเอง จังหวะนี้ขันจะสั่นไปมาหมอขวัญจะแกว่งขันไปรอบๆวง ญาติๆของน้ากุ้งจะนำผ้าขนหนูพาดบ่ากันคนละผืนแล้วเอาชายผ้าขนหนูแบออกที่หน้าตั๊กเพื่อเตรียมพร้อมรับเอาขันขวัญโดยถ้าขันไปตกอยู่ที่ใครคนนั้นคือคนที่วิญญาณคนป่วยอยากให้ช่วยพากลับเข้าร่าง ในกรณีของน้ากุ้งขวํญไปตกอยู่กับยายจ่อยผู้เป็นแม่ เมื่อพิธีเรียกขวัญสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีก็ถึงคราวต้องทำตามสัญญา

หมอขวัญเรียกให้น้าดอนนำกระทงหน้าวัวไปวางไว้ที่ทางสามแพร่งเพื่อเซ่นไหว้ผีเร่ร่อนตามคำสัญญา “เอาวางไว้ แล้วอย่าหันกลับไปมองนะ” หมอขวัญกำชับกับน้าดอนก่อนจะยื่นกระทงให้

น้าดอนก็พยักหน้ารับก่อนที่จะรับเอากระทงมาแล้วเดินออกจากบ้านไป ไม่นานแขกที่มาในพิธีก็ได้ยินเสียงน้าดอนร้องโวยวายฟังไม่ศัพท์จึงพากันวิ่งออกไปดูก็พบกับน้าดอนนอนหมดสติอยู่ใกล้ๆกับกระทง ก็เลยพากันหามแกกลับมาที่บ้านช่วยกันปฐมพยาบาลอยู่นานกว่าแกจะฟื้น แกเล่าให้ฟังว่าพอแกเอากระทงวางลงแกก็รีบหันหลังกลับตามคำบอกของหมอขวัญ

แต่แกได้ยินเสียง “ก๊อกแก๊งๆ” เหมือนคนรื้อของแกกลัวว่าจะเป็นหมามาคุ้ยกระทง เลยหันหลังกลับไปกะจะไล่หมา 

แต่ปรากฏว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงวิญญาณสัมภเวสีเนื้อตัวแห้งกรังผิวดำสนิทดวงตาแดงกร่ำที่กำลังลงมือกินเครื่องเซ่นไหว้กันอย่างเอร็ดอร่อย พอสัมภเวสีเหล่านั้นเห็นว่าแกมองอยู่ก็พากันวิ่งกรูผ่านร่างแกไปอย่างบ้าคลั่ง แกบอกว่าความรู้สึกเวลาที่วิญญาณร้ายวิ่งทะลุผ่านร่างแกไปตัวแล้วตัวเล่ามันจะรู้สึกหนักอึ้งที่หัวใจเหมือนใจมันจะขาดแกเลยร้องออกมาจนสุดเสียงก่อนหมดสติไป หมอขวัญพูดต่อว่าหากน้าดอนไม่แขวนพระล่ะก็อาจถึงตายได้เพราะที่เค้าห้ามหันไปมองเป็นเพราะโบราณเค้าว่าของไม่ดีจะเข้าตัว

 

ขอบคุณรูปภาพจาก :  https://unsplash.com/