หลายๆคนคงจะเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องตัวตายตัวแทน และหลายๆคนอาจจะเคยได้เห็นพิธีกรรมเชิญดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตด้วยเหตุอันไม่ปกติหรือที่เรียกกันว่าตายโหง คนเฒ่าคนแก่เชื่อกันว่าพิธีกรรมนี้จะช่วยส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับไปสู่สุขคติ ไม่ต้องทนทุกทรมานเป็นวิญญาณเร่ร่อนเพื่อเอาชีวิตของใครคนใดคนนึง ไปแทนที่ตัวเองหรือที่เรียกกันติดปากว่า “ตัวตายตัวแทน” อาจจะดูน่าเหลือเชื่อแต่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆวนเวียนไปมาให้เราเห็นอยู่เสมอ เหตุการณ์ที่ผู้เขียนจะเล่าต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวตายตัวแทนและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงใน 20 กว่าปีที่แล้ว ย้อนไปเมื่อ 26 ปีก่อนตอนนั้นผู้เขียนเพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่ถึง 3 เดือน แม่และพ่อสู้ค่าใช้จ่ายในเมืองกรุงไม่ไหวประกอบกับงานที่พ่อทำเริ่มไม่มีคนจ้างเหมือนแต่ก่อน พวกท่านจึงตัดสินใจถอยกลับมาอยู่ที่บ้านยายในจ.ปราจีนบุรี ในวันที่จะเดินทางกลับมานั้น พ่อเกิดมีงานด่วนเข้ามาซึ่งแกตัดสินใจรับงานเอาไว้เพื่อรวบรวมเงินที่จะเอาไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ได้มากที่สุด จึงทำให้เวลาเดินทางถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงเย็น 

Advertisement

Advertisement

           

รถกระบะ Isuzu TFR พาผู้เขียน พ่อและแม่ออกเดินทางจากกทม.ในเวลาเกือบๆทุ่ม รถยนต์ที่ถือว่าใหม่ในตอนนั้นทำความเร็วได้ไม่มากนักเมื่อบรรทุกสัมภาระมาเต็มคัน กว่าจะเข้าเขตจังหวัดปราจีนบุรีก็ปาเข้าไป 4 ทุ่ม แม่ที่เหน็ดเหนื่อยกับการเก็บข้าวของมาทั้งวันเผลอหลับไปตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง ส่วนพ่อที่อัดกาแฟเข้มๆมาหนึ่งแก้วยังทำหน้าที่เป็นคนขับได้ดี จนกระทั่งรถแล่นเข้าสู่ทางหลวงชนบทที่ทำหน้าที่เป็นเส้นทางสัญจรระหว่างอำเภอ ทางเส้นนี้ไม่มีโค้งไม่มีแยกมากนัก สองข้างทางเป็นทุ่งกว้างและมืดสนิท พ่อเล่าว่าบรรยายกาศมันวังเวงจนขนหัวลุกทั้งๆที่ปกติพ่อเป็นคนไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่วันนั้นจู่ๆแกเกิดกลัวขึ้นมา แกจึงเร่งความเร็วให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้ไปให้พ้นจากถนนเส้นนี้เสียที แต่เครื่องยนต์ยังไม่ทันได้รอบแกก็ต้องเบรกดังเอี๊ยด เพราะเห็นคนตัวแดงเถือกคลานข้ามถนนตัดหน้ารถไปในระยะกระชั้นชิด พ่อทั้งตกใจทั้งกลัวสุดขีดจึงรีบปลุกให้แม่ตื่นหวังจะให้มาอยู่และคุยเป็นเพื่อน แต่น่าแปลกที่ปลุกเท่าไหร่แม่ก็ไม่ยอมตื่นเสียที แกจึงตัดสินใจเร่งเครื่องยนต์อีกครั้งเพื่อออกไปจากตรงนั้น แต่ขับไปนานเท่าไหร่ก็ไมมีวี่แววว่าถนนเส้นนี้จะสิ้นสุดลงเสียทีจนกระทั่งรถแล่นมาถึงทางโค้งที่มีต้นก้ามปูต้นใหญ่ เมื่อไฟหน้ารถสาดเข้าไปพบว่ามีกลุ่มคนประมาณ 10-15 คนนั่งกันเป็นกลุุ่มๆ คล้ายๆกับกำลังพักผ่อนอยู่บริเวณนั้น พ่อจึงตัดสินใจจอดรถถามทางพวกเค้าเหล่านั้น

Advertisement

Advertisement

“ขอโทษนะครับผมจะไปตำบลสัมพันธ์ ไปอีกไกลมั้ยครับ” พ่อถามชายสูงวัย 3-4 คนที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม

“โอ้ยไปอีกไกลเลยหนุ่ม วันนี้ไปไม่ถึงหรอกลงมาพักด้วยกันก่อน”

พ่อมองไปรอบๆบริเวณนั้นแต่ละคนก็ดูหน้าตาเป็นมิตร ส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุและเป็นผู้หญิงซะมากกว่าครึ่ง บรรยากาศตอนนั้นก็ดูร่มรื่นดี จึงหันไปชวนแม่ที่นั่งหลับอยู่ข้างๆให้ลงไปด้วย แต่แม่ก็ยังคงไม่มีการตอบสนองใดๆ พ่อเพิ่มเสียงดังขึ้นหวังจะให้ผู้เป็นภรรยาตื่นมาช่วยตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือหยุดพัก แต่คนที่ตื่นกลับเป็นลูกน้อยวัยแบเบาะ

“แง แง” ผู้เขียนในตอนนั้นส่งเสียงร้องจ้าทันทีที่ลืมตาขึ้นมา พ่อจึงเอื้อมมือมาอุ้มผู้เขียนออกจากตักแม่เพื่อปลอบลูกน้อยให้หยุดร้อง ขณะที่วุ่นวายอยู่กับการปลุกภรรยาและโอ๋ลูกน้อยพ่อลืมกลุ่มคนที่สนทนาด้วยไปชั่วขณะ

จนกระทั่งมีเสียงคนพูดในระยะกระชั้นชิดว่า “ลงมา ลงมาสิ”

พ่อหันไปดูตามเสียงก็ถึงกับใจตกไปอยู่ตาตุ่ม เมื่อพบว่าชายสูงวัยที่ตะโกนคุยกันเมื่อครู่ยื่นคอยาวเหยียดจากอีกฝั่งถนนจนใบหน้าซีดเผือกเกือบจะโผ่ลเข้ามาทางบานหน้าต่างด้านข้างคนขับ “เฮือก” พ่อสะดุ้งสุดตัวก่อนลืมตาขึ้นมาในแผนกฉุกเฉินที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดในเวลาใกล้เช้า พยาบาลเดินเข้ามาดูทันทีที่เห็นว่าคนไข้ได้สติ

“โหหลับนานมากพ่อคุณ” พยาบาลพูดติดตลกก่อนถามไถ่อาการจากคนไข้อีกครั้งว่าไม่ได้มีอาการบาดเจ็บบริเวณใดก่อนจะให้กลับบ้าน

พ่อจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้เลย แม่จึงเล่าให้ฟังว่าพ่อหลับในและขับรถข้ามเลนลงไปชนหลักกิโลเมตรข้างทาง โดยที่เท้ายังเหยียบคันเร่งอยู่แม่พยายามปลุกให้พ่อตื่นเพราะกลัวว่าหากหลักกิโลนี้ล้มลงรถจะพุ่งไปชนกับต้นก้ามปูขนาดยักษ์ แต่พ่อก็ไม่ยอมตื่นเสียทีทั้งๆที่รถชนแรงขนาดนั้นแม่ทั้งเรียก ทั้งตบแต่ก็ไม่เป็นผล  ขณะเดียวกันผู้เขียนในวัยทารกก็ร้องดังขึ้นเรื่อยๆ จนพ่อยอมตื่นและถอนเท้าออกจากคันเร่งแล้วหมดสติไป ก่อนจะมีพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์และให้การช่วยเหลือพาส่งโรงพยาบาล โชคดีที่ทุกคนไม่ได้รับบาดเจ็บมีก็แต่พ่อที่หลับไปนานจนน่าใจหาย วันนั้นแม่เลยเหมารถสามล้อให้ไปส่งที่บ้านยาย เมื่อถึงบ้านเรียบร้อยพ่อจึงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้แม่และยายฟัง  ยายบอกว่าที่ตรงนั้นมีคนมาตายเรื่อยๆมันเริ่มมาจากมีตาแก่คนนึง แกเป็นคนเล่นของ ทำคุณไสย แต่ควบคุมไม่ได้แกเลยเป็นบ้า ญาติๆและคนรอบตัวแกทยอยล้มหายตายจากไปในเวลาปีเดียว ตัวแกเองก็คลุ้มคลั่งเผาบ้านตัวเองจนกลายเป็นคนเร่ร่อน  เหลือแต่ย่ามที่บรรจุของขลังต่างๆที่แกพกติดตัวไปไหนมาไหนเสมอ เวลาอากาศร้อนแกชอบไปนั่งพักที่ต้นก้ามปูต้นนั้น อยู่มาวันนึงแกกระโดดตัดหน้ารถสิบล้อโดนทับตายคาที่ กลายเป็นศพไร้ญาติจากนั้นเป็นต้นมาก็เกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่บริเวณนั้น ล่าสุดก็รถทัวร์ไปแสวงบุญมาก็มาคว่ำตรงนั้น มีคนตายเป็นสิบ จบคำบอกเล่าของยายเล่นเอาพ่อกับแม่ขนลุกเกลียว ยายบอกว่าผู้เขียนคงมีแม่ซื้อคุ้มครองและอาจจะมีดวงค้ำพ่อกับแม่ด้วยจึงรอดมาได้ทั้งครอบครัว สวนที่ตรงนั้นแม้ว่าต้นก้ามปูจะโค่นลงไปแล้ว   แต่อุบัติเหตุก็ยังคงเกิดขึ้นสม่ำเสมอจนน่าแปลกใจจนถึงทุกวันนี้