สวัสดีครับ นี่เป็นโพสต์แรกของผมนะครับ

วันนี้ก็จะมาแนะนำหนังเรื่อง The mist ของปี 2007 นะครับ

เป็นหนังที่เปิดดูครั้งแรก แล้วรู้สึกว่ามันเหมือนกับดึงดูดผมให้หลงใหลไปกับมัน เคลิบเคลิ้มไปกับมัน

เนื้อหาอาจมีการสปอย ใครยังไม่พร้อมอ่านปิดไปเลยครับ

http://decaymag.com/wp-content/uploads/2016/07/The-Mist.jpg

cr.http://decaymag.com/wp-content/uploads/2016/07/The-Mist.jpg

 

สำหรับคนที่อ่านมาถึงนี้คงเตรียมใจไว้แล้วนะครับ

งั้นเริ่มกันเลย ช่วงแรกของหนังนะครับ ระหว่างตัวของพระเอกกับตัวทนายเนี่ยมันดูเหมือนกับว่าสนิทกันหรือปรับความเข้าใจกันแล้ว แต่พอหนังเริ่มไปสักพัก ทนายคนนี้กับเปลี่ยนไปเหมือนคนล่ะคนกัน เนื่องจากความกลัวในจิตใจของตัวเองที่ไม่อยากจะยอมรับกับเรื่องแบบนี้ก็เหมือนคนเรานี่แหล่ะที่พยายามคิดว่าผีไม่มีจริงเพราะความกลัวที่อยู่ข้างในตัวเอง มันเป็นจิตวิทยารูปแบบหนึ่ง Fear Changes Everything "ความกลัวย่อมเปลี่ยนทุกสิ่ง" ยกตัวอย่างเช่นคุณป้าคลั่งคัมภีร์วันสิ้นโลกที่ปลุกระดมให้เกินที่เกิดความกลัวหันมาเป็นพวกเดียวกัน เพราะคนที่มีความกลัวน่ะมันจูงจมูกได้ง่ายกว่าคนที่มีจิตใจเข้มแข็งเป็นไหนๆ ผมก็พล่ามมาเยอะแล้วก็ขอเจาะเข้าประเด็นหลักเลยนะครับ

Advertisement

Advertisement

หนังเป็นหนังที่ดูสบายๆละมุน ฉากตายก็ไม่ค่อยแหวะสักเท่าไหร่เนื่องจากมีไม่มากในหนังเรื่องนี้ การเล่าเรื่องของตัวละครถือว่าสามารถทำออกมาได้ค่อนข้างจะดีนะครับ ที่มีคนหลายประเภทมารวมกัน ทั้งคนบ้า คนปกติ

เมื่อวัตถุดิบชั้นยอดมารวมตัวกัน มันกลับกลยเป็นความลงตัวออย่างยิ่งยวด เช่น การแบ่งแยกคน 2 ฝั่ง ระหว่าง พรรคพวกของตัวเอก กับ ทางฝั่งของคุณป้าติงต๊อง ตอนแรกอาจจะไม่มีการฆ่าแกงกันระหว่างคน 2 กลุ่มนี้เกิดขึ้น แต่สุดท้ายเมื่อถึงจุดเดือดของอารมณ์ของมนุษย์เขาก็พร้อมที่จะปลดปล่อยออกมาเสมอ เช่น ฝั่งของป้าติงต๊องที่โยนทหารบริสุทธิ์ให้พวกสัตว์ประหลาดกินเพราะความแค้น ความโกรธของแต่ละคนที่ประทุออกมายังไงล่ะ ฝั่งของพระเอกก็มีเช่นกัน ออนลี่ที่ทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของอีป้านี่พร้อมกับที่ตนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกให้เลือกอีกต่อไปแล้ว หนังเรื่องนี้เน้นที่อารมย์ของมนุษย์มากกว่าสัตว์ประหลาดเสียอีก

Advertisement

Advertisement

แต่หนังทุกเรื่องต้องมีตัวครที่มีความโลกสวยมากต่อให้เจอสถานการณ์แบบไหน ก็พร้อมที่จะฝ่าฟันออกไปแต่เมื่อแสงแห่งความหวังนั้นดับไปล่ะ ก็คงจะหมดสิ้นหนทางที่จะไปต่อแล้วสุดท้ายก็ทำอะไรเพื่อที่จะหนีปัญหาดีกว่าอยู่อย่างไรสิ้นหนทาง แต่ท่าความหวังนั้นดันกลับมายามที่คุณตัดสินใจไปแล้วหล่ะก็คุณก็คงจะโทษตัวเองที่รีบดับไฟแห่งความหวังนั้นเฉกเช่นตัวเอกของเรื่องที่ฆ่าลูกตัวเอง อแมนด้า คนแก่2คน แต่ตัวเองกลับรอดคนเดียวหลังจากที่ตัดสินใจไปแล้ว ผมขอบอกคนที่อ่านถึงตรงนี้นะครับ ต่อให้ไฟแห่งความหวังรีบหรี่เพียงใดก็จงขอให้ฟันฝ่ามันให้ได้นะครับ ผมก็คงพิมพ์ประเด็นของหนังเรื่องนี้ไปจนหมดแล้วหล่ะ ผมก็คงจะมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ แนวที่อยากให้แนะนำผมคงเป็นแนวหนังสัตว์ประหลาดที่แฝงปรัชญาในหนังแบบเรื่องนี้เป็นแน่แท้

Advertisement

Advertisement

https://www.looper.com/152716/the-ending-of-the-mist-finally-explained/

 cr.https://www.looper.com/152716/the-ending-of-the-mist-finally-explained/

ขอแถมนะครับ ตรงนี้เป็นส่วนของนิยายตอนจบ

cr.https://mono29.com/program/4646.html

cr.https://mono29.com/program/4646.html

 

 

ในตอนจบของนิยายนั้นมีจุดแตกต่างของหนังที่ฉายอยู่นิดหน่อยซึ่งทางผมได้แปลไว้มาให้แล้ว เนื้อความจะอยู่ข้างล่าง

เดวิดตัวเอกของเรื่อง อแมนด้า ลูกตัวเอก คุณยาย คุณตา ซึงตัวคุณยายที่เป็นครูเนี่ยได้เจอรถของพระเอกและก็ขับรถออกบริดจ์ตันและไปสู่นิวอิงแลนด์ที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด หลังจากที่หาที่หลบภัยและภายในคืนนั้นเอง เดวิดได้ยินข่าวเกี่ยวกับเมืองฮาร์ตฟอร์ด ทำให้เขาเตรียมตัวไปสู่อนาคตที่ไม่แน่นอน ซึ่งไม่มีใครรู้ชะตากรรมแน่ชัดของตัวละคร จบแบบให้คิดเอง