เรื่องมันเกิดเมื่อราว เมษายน ปี 61 ช่วงหลังสงกรานต์ปีนั้น ผมค่อนข้างมีเวลาว่างจากงานพอสมควร อันด้วยมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ การทำงานของผมจำเป็นต้องถูกลดลง บวกกับ ปัญหาต่างๆรุมเร้ามาในช่วงเวลาเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

                ผมจึงพยายามเข้าหาธรรมะเพื่อลดความเครียด และ ละสิ่งรุมเร้าจิตใจต่างๆ ให้เบาบางลง ผมจึงตัดสินใจ เข้าไปปฏิบัติธรรม ณ สถานปฏิบัติธรรมในวัดแห่งหนึ่ง ใน จังหวัด ชลบุรี ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้ผม จิตใจสงบลงไปได้อย่างมาก

                หากแต่เมื่อเข้าไปปฏิบัติธรรม กิจกรรม พื้นฐานของผมมีเพียง การทำสมาธิ สวดมนต์ ระลึกสติให้จิตใจอยู่ในธรรม คิดและพิจารณาสิ่งต่างๆรอบตัว ภายในวัดแห่งนั้น และหากมีธุระใดๆ ภายใน ผมก็จะออกแรงในการช่วยทำ

ด้วยองค์ความรู้และ ทักษะที่ผมมี จึงคิดว่า อาจเป็นประโยชน์ ต่อวัดและ สังคมได้ไม่มากก็น้อย เช่น การ กวาดพื้น หรือ ซ่อมท่อประปา ซ่อมแซมอาคารวัดอื่นๆ เท่าที่ผมพอจะสามารถทำได้

Advertisement

Advertisement

                จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อ คณะสงฆ์ นำโดยท่าน เจ้าอาวาส มีกิจนิมนต์ นำคณะสงฆ์ ไปเจริญธรรม โดยมี ญาติโยม มาขอนิมนต์ ให้ไป ที่ที่ ญาติโยมแจ้งไว้ คณะสงฆ์ ได้เดินทางไปด้วย รถตู้ประจำวัด หากแต่ จู่ๆ รถเกิดมีปัญหา ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ทำให้ คณะสงฆ์ ต้องยุ่งยาก หายืมรถอื่นๆมาเปลี่ยนแปลงการเดินทาง

                หากแต่ด้วยผม พอมีความรู้เชิงช่างในการตรวจสอบ ซ่อมแซมรถ จึงขอเป็นธุระในการตรวจสอบรถตู้คันดังกล่าวให้ ซึ่งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้น ถือว่า อยู่ในวิสัยที่ผมสามารถจัดการได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปพึ่งพา อู่ให้เสียเงิน เสียเวลา ผมจึงอาสา ดำเนินการจัดการให้ ซึ่งกว่าจะแล้วเสร็จ ก็ตกเย็น ณ วันนั้นเอง

Advertisement

Advertisement

                เมื่อซ่อมแซม เปลี่ยนอะไหล่บางตัวแล้ว ตรวจสอบ ทดลองติดเครื่องยนต์ ก็สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปกติ ท่านเจ้าอาวาสที่ผมเคารพนับถือ ท่านได้เข้ามา ขอบใจและสอบถามผมต่อว่า  หากผมสามารถตรวจสอบ ซ่อมแซมรถได้แล้วนั้น

                ทางวัด มีรถอยู่คันหนึ่ง ซึ่งจอดเสียไว้นานแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ดูภายนอก ก็ยังไม่เป็นอะไรมาก หากแต่ มันไม่สามารถใช้งานปกติ ท่านได้ไหว้วาน ให้ผมพิจารณา หรือหากมีค่าใช้จ่ายใดๆ ก็สามารถเบิกเอากับทางวัดได้

แต่เบื้องต้น ผมได้แจ้งไปว่า ขอผมพิจารณาก่อนเป็นลำดับแรก หากพบว่า การซ่อมบำรุง ไม่มากนัก กำลังที่ผมมีพอไหว ไม่ถึงกับ ต้องกู้หนี้ยืมสิน ผมจะถือเป็นการอนุโมทนาบุญไปในคราวเดียวกันนี้เลย จึงได้นัดแนะกับท่าน ในอีก สอง สาม วันให้หลัง เพื่อผมจะได้เตรียมเครื่องมือให้พร้อมกว่านี้ เพื่อจะได้ตรวจสอบได้ในทีเดียว

Advertisement

Advertisement

                และเมื่อผ่านไปอีก สามวัน ผมได้กลับมายังวัด และ ทำกิจต่างๆ ทางสงฆ์ ทาง ฆาราวาสแล้วเสร็จ ช่วงหลังเพล ประมาณ ได้ สิบโมงกว่า ผมจึงทักถาม ท่านเจ้าอาวาส ถึง รถคันดังกล่าวเพื่อจะได้อาศัย แสงแดด ในการพิจารณาเบื้องต้น ท่านจึงได้วานให้เด็กวัดนำพาผมไปยัง อาคารเก็บรถคันดังกล่าว

                อาคารที่จอดรถ อยู่ด้านท้ายกุฏิ เป็นอาคารสังกะสีเก่า ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ และเมื่อเปิดบานสังกะสีด้านหน้า ที่สามารถดันค้างได้ด้วย ท่อนไม้ใหญ่ ค้ำยันไว้ทั้งบาน

                และเมื่อเปิดบานเต็มออกมา ก็จะเห็นได้ว่า ภายในเป็นที่เก็บอุปกรณ์พระเก่าๆ จำพวก เครื่องสังฆทาน ตาลาปัฎ อุปกรณ์เก่าๆ ที่ชำรุด หรือ ไม่ได้เอามาใช้งานปกติ ทั่วไป โดยมีผ้าคลุมรถคันหนึ่งไว้อย่างชัดเจนภายใน แสงแดดที่สาดส่องทะลุรูรั่วของสังกะสี ด้านบนที่มุงเป็นหลังคาไว้ และ ถึงแม้จะมี ร่มจากกิ่งก้านของต้นโพธิ์ใหญ่ ก็ตามที

                ผ้าคลุมรถทำด้วยเศษจีวร และ ผ้าขนหนูที่คลุมไว้ โดยเย็บติดกันอย่างลวกๆ เพื่อยึดผ้าผืนต่อผืนเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นเป็นรูปทรงของรถกระบะคันหนึ่ง ผมกับ เด็กวัด จึงค่อยๆม้วนตะหลบผ้า จากด้านหน้า ไปยังด้านหลัง โดยมีฝุ่นจับ ฟุ้งเป็นหย่อมๆ กระจาย จำต้องเอามือปัด ปิด ป้องจมูก ก่อนที่เหล่าฝุ่นละอองจะเข้าจมูกให้ระคายเคือง

                เมื่อผ้าหลุดออก เผยให้เห็นรถทั้งคัน วินาทีนั้น ผมค่อนข้างมั่นใจอย่างมาก รถคันนี้ เป็นรถที่ผม

“เอาไปขายเองกับมือ”

ผมมั่นใจว่า ผมจำมันได้ไม่ผิดตัวอย่างแน่นอน แม้ล้อกับ ทะเบียนจะเปลี่ยนแปลง หากแต่ พวงมาลัย สี ตำหนิต่างๆ ทั้งภายในภายนอก มันยังคงไว้เป็นรถคันที่ผม ตัดใจเอาเป็นขายเอง เมื่อราว 6 ปีก่อน หรือช่วงปี 2555 -2556 โดยประมาณ แต่แน่นอน ผมเป็นคนที่เอามันไปขายยังเต็นท์รถ พรรคพวกกันแห่งหนึ่งใน จังหวัด ชลบุรีนี้เอง

ผมขายมันด้วยราคาที่ถูกแสนถูก เรียกว่า ให้ฟรีก็ไม่ต่าง ด้วยเหตุผลเดียว

“เจ้าของรถ ต้องการ ให้มันหายไปจากชีวิต”

วินาทีนั้น ผมนึกย้อนไปถึง สาเหตุที่ผมต้องเอารถกระบะคันนี้ ไปขาย มันเริ่มต้น เมื่อราว ห้า ถึง หกปี ก่อนหน้านี้ มันเป็นเรื่องราวที่ สยอง และ น่ากลัว หากแต่แฝงไปด้วยความเศร้า และ ความอิ่มเอม

เรื่องราวมันเกิดขึ้น

จากความทรงจำที่ยังหนักแน่นที่ผมมีอยู่

ในคืนหนึ่ง ผมยังคบหา กับแฟนเก่าผมก่อนจะเลิกรากันไป ผมอาศัย อยู่ที่บ้านแฟนเก่า โดยบ้านเธอ เป็นลักษณะ บ้านเดี่ยว ชั้นเดียว สามห้องนอน สองห้องน้ำ ทำเลบ้าน ใกล้กับถนนใหญ่ เดินทางสะดวก มีรถสองแถว รถเมลล์วิ่งผ่านหน้าหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ระหว่างทางที่จะเข้าสู่นิคม แหลมฉบัง ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ติดท่าเรือในเขตจังหวัดชลบุรี  เราอาศัยอยู่กันเพียงสองคนในบ้านหลังนั้น

กลางดึกในคืนหนึ่ง ผมสะดุ้งตัวตื่น จากเสียงกดออกหน้าบ้าน แฟนผม งัวเงียตื่นขึ้นมากลางดึก เราต่างหัวเสีย ผมดันตัวลุกออกจากเตียง เดินไปผ้าม่าน เมื่อแง้มม่านดูไปยังประตูรั้วหน้าบ้าน พบว่า มีเงาตะคุ่มๆ กำลังกดออด รัว และเหมือนเงานั้น ก็เห็นผม จากผ้าม่านขยับเช่นกัน เสียงออดจึงได้หยุดไป

ผมเดินหัวเสียออกไปยังประตูหน้าบ้าน เห็นว่า เป็นเพื่อนผม “เจ้าเอก” กำลังยืนกวักมือเรียกผมหน้าประตูรั้ว ผมหัวเสียเป็นอย่างมาก เพราะเคยทิ้งกุญแจบ้านไว้ให้แล้ว เขาเองก็สามารถ ไขกุญแจเข้ามาในบ้านได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

เอก กับ ครอบครัวผมค่อนข้างสนิทกันมาก อีกทั้งการทำงานของเขาหลายๆครั้ง จะต้องผ่านทางบ้านผม ด้วยความที่หลายครั้งนั้น จะต้องขับรถกลางคืน หรือ บางครั้งผมต้องรบกวนเขาให้ไปทำธุระในบ้าน เป็นครั้งคราว จึงตกลงกับแฟนเก่าไว้ว่า จะให้กุญแจบ้าน เขาไปหนึ่งดอก เผื่อไว้ เข้าบ้าน ได้เอง โดยที่เรา อนุญาตเขาได้ตามสะดวก เหมือนเป็นดั่ง ญาติพี่น้อง คนหนึ่ง และ เอก เองก็มีความขี้เกรงอกเกรงใจเป็นทุนเดิม ทำให้เราค่อนข้างไว้ใจเขาอย่างมาก

หากแต่ข้อแม้เดียวที่ผมร้องขอเขาคือ “ห้ามพาผู้หญิงใดๆ อื่น เข้ามาในบ้าน” ด้วยความที่ผมเอง รู้ถึงลักษณะนิสัยความเจ้าชู้ ของเพื่อนตัวเอง เขาเปลี่ยนผู้หญิง หรือ คู่ขาบ่อย ซึ่งผมไม่อนุญาตในเรื่องนี้ และ เขาเองก็เข้าใจเป็นอย่างดี และ ไม่เคยทำเลยแม้แต่ครั้งเดียว

แม้หลายๆครั้งที่ผ่านมา เขาจะเคยพาผู้หญิงติดมา หากแต่ เขากลับให้ ผู้หญิงคนนั้น คอยในรถ จนกว่าเขาเองจะเข้ามาอาบน้ำ พักผ่อน แล้วรอจนเช้า ผู้หญิง ก็จะเดินทางออกจากหมู่บ้าน ขึ้นรถรับจ้างกลับไปเอง อย่างที่บอกไว้ ด้วยความที่บ้าน อยู่ติดกับถนนหลัก ทำให้การเดินทางค่อนข้างสะดวก จึงไม่เป็นที่ยุ่งยาก หากพวกเขาจะทำเช่นนั้น

ผมหัวเสียเดินไป ไขกุญแจประตูรั้วให้เพื่อน ปากพลางก็บ่นไป

“เฮ้ย ทำไมไม่ไขกุญแจเข้ามาเอง นี่ดึกแล้วนะเว้ย” ผมสบถไป

“เดี๋ยวก่อน เปิดประตูก่อน กุญแจอยู่ในรถ” เอกละล่ำละลักตอบ

“อ้าวแล้วรถอยู่ไหน” ผมถามพลางไขกุญแจ พร้อมๆกับมองออกไปนอกบ้าน ไม่เห็นพาหนะดังกล่าว

“เปิดก่อน เดี๋ยวค่อยคุย” เอกว่า

เมื่อผมเปิดประตูเสร็จ เอกรีบ ดันรั้วให้เปิดออกแล้วรีบแทรกตัวเอง ผ่านผมไป เดินกึ่งวิ่งเข้าไปในบ้าน ทิ้งความงุนงงให้ผม ผมชะโงกหน้า ออกไปจากรั้วบ้าน พบว่า รถกระบะ ไปจอดเลยหน้าบ้านผมไปอีก หลังหนึ่ง

โดยในรถคันนั้น ผมเห็นเงาตะคุ่มของผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งอยู่ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้มีความแปลกใจใดๆ และมันก็เป็นเรื่องปกติสำหรับสิ่งที่เกิดนี้ นอกเหนือเสียจาก พฤติกรรม และ การกระทำแปลกๆของเพื่อนผม

เราต่างเข้าบ้านแล้วแยกไปกัน ผมเข้าไปนอนตามปกติ เอก เข้าห้องรับรองแขก ซึ่งเป็นห้องนอนประจำที่เขาเคยใช้นอนอยู่แล้วในเวลาที่ผ่านมา ผมดูเวลาย่างเข้า เที่ยงคืนไปแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างกลับสู่ความสงบ และผม ก็กลับไปนอนหลับในห้องของตนเอง

 

ปัง ปัง ปัง เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น กระตุกให้ผมต้องเด้งตัวตื่นกลางดึกอีกครั้ง

ผมลุกขึ้นอย่างหัวเสีย แฟนผมก็เช่นกัน เราเริ่มมีปากเสียงกัน ผมเองก็เข้าใจ ก็ได้แต่บอกให้ใจเย็น ผมลุกไปเปิดประตู เห็นเพื่อนเอก ยืนหน้าเศร้าอยู่หน้าห้อง แสงไฟสลัวจากนอกบ้าน สาดลอดเข้ามาผ่านม่านประตูกระจกบานใหญ่ เพื่อนผม มีสีหน้าที่หวั่นวิตก ผมดันตัวเขาออกไป พร้อมๆกับปิดประตูลง

“เฮ้ย อะไรกัน นี่มันดึกมากแล้ว” ผมหัวเสียตะหวาดแต่พยายามไม่ส่งเสียงดังออกไป

“เออ ขอโทษที แต่ช่วยหน่อย พาไปวัดหน่อย” เสียงเอกสั่นๆ หน้าตาดูไม่ค่อยดี แต่ประโยคนี้ก็ทำให้ผม หายงัวเงียได้เป็นอย่างดี

“ไปวัด... เออ มีอะไรหรือเปล่า” ผมถามสงสัย

“เดี๋ยวไปถึงวัดก่อน เดี๋ยวจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง” มันพลางจับแขนผม ผมเงยหน้าไปมองนาฬิกาฝาผนัง เห็นเวลาประมาณ ตี 5 กว่าเห็นจะได้ ก็ได้แต่ พยักหน้าบอกมัน แล้วขอตัวไปล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า

ไม่นานผมก็ออกมา เอก ยื่นกุญแจรถให้ผม แล้วบอกให้ผมขับรถตามไปที่วัด โดยเขาจะขี่มอเตอร์ไซค์นำหน้าไปก่อน และเมื่อผมถาม เขากลับบ่ายเบี่ยงที่จะตอบหรือ อธิบายใดๆ ทิ้งความไม่เข้าใจและ งง งวยให้ผมเป็นอย่างมาก ผมก็คิดว่า ทำตามไปก่อน เพราะเข้าใจดีว่า เพื่อนคงมีเหตุผลอะไรสำคัญซักอย่าง ไว้ค่อยคาดคั้นเอาคำตอบอีกที เมื่อถึงที่ที่ต้องคุยกันตามที่เพื่อนบอก “วัด”

ผมออกไปปิดประตูบ้าน เข้าไปในรถ บิดกุญแจ พลางนึกได้ว่า น้องผู้หญิงคนนั้น คงลงไปเพื่อขึ้นรถรับจ้าง ที่หน้าหมู่บ้านแล้ว จึงตัดความสงสัยออก และ ขับรถออกตามเพื่อนไป

ณ วัดแห่งหนึ่งไม่ไกลจากบ้าน เพียง ราว ห้านาที ผมขับผ่านเข้ามารั้ววัด เห็นเพื่อนผมจอดรถ คุกเข้ายกมือพนม ปะหลกปะหลก กับ พระชรารูปหนึ่ง ผมเข้าไปจอดไม่ห่าง ดับเครื่อง และ ผลักประตูรถ ลงมา สังเกตเห็น หลวงพ่อท่านมองเขม็งมายังรถ เหมือนสองคนนั้น คงพูดคุยอะไรกันซักอย่าง ผมเดินเข้าไปทันได้ยินเพียงว่า

“โยมขับรถแล้วเข้าไปรอ อาตมาที่กุฏิ นู้น” พลางท่านชี้ไปยัง กุฏิ ไม้ขนาดใหญ่ ชั้นเดียวที่อยู่ท้ายจากโบสถ์เข้าไป เราสองคนก็ยกมือไหว้ รับคำ

“พอเสร็จกิจ บิณฑบาต ฉันเพลเสร็จ อาตมา จะเข้ามาจัดการให้” ว่าแล้วท่านก็พลางเดินออกจากวัดไปทำกิจสงฆ์ต่อ ทิ้งให้เราสองคนผละออกจากตรงนั้น โดยเพื่อนผม ขี่มอเตอร์ไซค์ นำไปยังกุฏิดังกล่าว และ ตัวผม กลับเข้าไปในรถกระบะและ นำไปจอดใกล้ๆ

เมื่อเราสองคน ลงรถและเข้าไปรอหลวงพ่อกันในกุฏิ เราต่างไหว้พระพุทธรูปที่ตั้งเป็นแท่นโต๊ะหมู่ แล้วก็ออกมานั่งคุยกัน  

“เอ้า ว่ามา มันมีอะไรกันทำไมมันยุ่งยาก ขนาดนี้” ผมกอดอก ตั้งใจฟังสิ่งที่เพื่อนผม จะเล่า สีหน้าดูรู้ว่า มีความวิตกหวาดกลัว ในบางสิ่งอย่างมาก

เพื่อนผมเล่ามาว่า

ก่อนหน้านี้              

สี่วัน

เอกทำธุรกิจส่งผ้าเช็ดเครื่องจักรตามโรงงาน เป็นลักษณะ เย็บผ้าโหล ผืนประมาณ หนึ่งผ่ามือ โดยผ้าเหล่านี้ จะเย็บพอเป็นผืนๆหลายๆชิ้นติดกัน เพื่อเอาไว้เช็ดทำความสะอาดเครื่องจักรต่างๆ หรือ ใดๆ ด้วยความราคาต่อผืนถูก และสามารถใช้แล้วทิ้งได้

การได้มาเพื่อนจะไปรับมาจากบ้านอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ จังหวัดสมุทรปราการ และ จะวิ่งผ่านถนนบางนา ตราด มายังบ้านแห่งที่อยู่ก่อนถึงนิคมแหลมฉบัง โดยจะพักผ้าเหล่านั้นไว้ และคอยจัดแยกเป็นกระสอบ เพื่อเตรียมส่งตามโรงงานต่างๆ อีกทอดหนึ่ง

โดยเพื่อนผมจะมีลูกน้องคนสนิทที่อยู่ด้วยกันมา ชื่อ “ส้ม”

ส้มเป็นเด็กอายุประมาณ 15 ทำงานเป็นเด็กรถช่วยเพื่อนผม คอยส่งผ้า ยามเว้นว่างจากการเรียน เนื่องจากเพื่อนผมเป็นคนส่งเสียให้เจ้าส้มได้เรียนหนังสือ แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุด ตอนเย็น หลังเลิกเรียน หรือ ปิดเทอม เพื่อนผมก็จะพาเจ้าส้ม ไปไหนมาไหนด้วยเสมอ อีกทั้ง เจ้าส้มยังกินนอนอยู่กับเพื่อน เปรียบเสมือน “ลูกหลาน” ของเพื่อนผม

ในวันนั้น เพื่อนผมก็ไปรับผ้าตามปกติ ที่สมุทรปราการ  และวิ่งกลับมายังชลบุรี โดยใช้ ถนนบางนาตราด โดยมีเจ้าส้มไปด้วยกันตามปกติ และ ถนนบางนาตราด ก็เกิดการจราจรคับคั่ง จนรถแทบจะไม่สามารถขยับได้อย่างปกติ เรียกได้ว่า ค่อยๆ ขยับเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ทำความเร็วต่ำกว่า ยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง สองคนนี้ ด้วยความเป็นคนสนุกสนาน ก็เล่นทายปัญหากันอย่างปกติ

“เฮ้ย ส้ม เอ็งว่า ที่รถติดๆเนี่ยะ เพราะ มันมีชนกันข้างหน้า หรือ รถมันเยอะ” เพื่อนผมพูดมาลอยๆ เจ้าส้มหันหน้ามายิ้มให้ เข้าใจความหมาย

“มันชนกันน้า มันเลยติดแบบนี้ เชื่อเด่ะ” เจ้าส้มขานรับ

“เฮ๋ย ไม่ใช่ มันต้องรถมันเยอะมีคนขันรถกวนตรีนข้างหน้า มันแทรกกันเฟ้ย” เพื่อนผมกวนตอบ

“น้าเล่นกับหนูไหม” ส้มชวนเพื่อนเล่นพนัน

“อ่ะ ถ้าเอ็งทายถูกจะเอาอะไร ข้าให้อย่างนึง” เอกรับคำท้า

“อ่ะ น้าพูดละนะ” ส้มนึกถึง มอเตอร์ไซค์ที่เคยขอมานาน แต่ไม่ได้ซักที คราวนี้จะได้เอามาเป็นข้อต่อรอง

แล้วสองคน ก็ใจจดจ่อกับรถติด และ สนุกไปกับมัน พร้อมๆกับเปิดเพลงฟังแก้เบื่อ

รถค่อยๆคืบคลานอย่างยากเย็นไปเรื่อยๆ อากาศก็ร้อนอบอ้าวแม้จะได้เงาแดดจากถนนบูรพาวิถีที่อยู่ด้านบนคอยบดบังแดด หากแต่ไม่อาจบดบังรังสีความร้อนที่แผ่ออกมาจากพื้นถนน ลอยฟุ้งอบอวนทั่วบริเวณไปได้ แต่ก็ยังดีที่ได้นั่งในรถ ได้ไอเย็นจากแอร์ในรถ ซึ่งต้องแลกมาด้วยการผลาญน้ำมันทิ้งไปอย่างมหาศาล

ไม่นานนัก ข้างหน้าทั้งสองคนเห็นเป็นรถพ่วงสิบล้อขนาดใหญ่ จอดชิดริมทางเปิดไฟกระพริบเป็นสัญญาณของปัญหาการจอด ซึ่งคะเนจากที่รถคันอื่นพยายามเบี่ยงการเดินทางจากถนน สามเลน เหลือเพียง หนึ่ง เลน กับ ปริมาณ รถที่มีมากมายมหาศาล ด้วย ถนน บางนา ตราด เป็นถนนหลัก ที่เชื่อม ภาคกลาง กับ ภาคตะวันออกไว้ด้วยกัน และ ยังเป็นจุดตัดไปยัง ภาคใต้ได้อีก ทำให้ ปริมาณ รถที่ใช้เส้นทางนี้ ในแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลา มีจำนวนมากมายมหาศาล

“นั่นไงน้า มันเสียจริงๆด้วย” ส้ม ออกเสียงตื่นเต้นในชัยชนะ

“เฮ้ย เดี๋ยวก่อน มันอาจรอรถติดก็ได้ ต้องไปให้เห็นก่อน” เอกแย้ง

รถกระบะค่อยๆขยับคลาน แทรกออกไป หากแต่เพื่อนผม เลือกที่จะพยายามชิดริม รถพ่วงคันดังกล่าวที่จอดเสีย เพราะความอยากรู้อยากเห็นของทั้งคู่

เมื่อแทรกตัวรถไปถึงด้านหน้าพบว่า

หน้าหน้าบริเวณกันชนของรถ พังด้วยแรงปะทะบิดงอ และข้างๆกันนั้น ก็มีซากของมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งที่บิดเป็นเศษ คะเนว่าไม่สามารถนำกลับไปซ่อมใดๆได้ ด้วยล้อที่บิดหลุดเป็นชิ้น โครงรถที่ เจอการปะทะเสียจนไม่สามารถคืนรูปเดิมได้ และข้างๆกันนั้น ก็พบ “ศพ”

ที่ถูกคลุมด้วยผ้าดิบไว้อย่างลวกๆ หากคะเน น่าจะด้วยการจราจรที่คับคั่งทำให้รถ พยาบาลไม่สามารถแทรกตัวเข้ามาได้ โดยที่เห็นจอดอยู่ข้างเคียงคือ รถมอเตอร์ไซค์ที่ทำหน้าที่เป็นอาสากู้ภัยที่ อาจแทรกการจราจรเข้ามา และ ทำการ ปิดบังหรือ เคลียร์พื้นที่อย่างชั่วคราว ระหว่างรอ การปฏิบัติงานของเหล่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยตามแบบแผนมาตรฐาน

ด้วยความบริเวณนั้น มีลมพัดแรงเป็นช่วงๆ จึงทำให้ผ้าเผยอออกมาให้เห็นเป็น “ศพ” รูปร่างแบบหญิงสาว เปิดให้เห็นตั้งแต่ ช่วงใต้ราวนม ที่เสื้อฉีกขาด ยาวไปถึงโคนขา มีเลือดไหลทะลักเปรอะเปื้อนผ้า และ ร่างกายนั้นเป็นจุดๆ ก่อนที่ลม จะหยุดและผ้าพลิ้วตัวลงปิดร่างนั้น ตามเดิม

เอกเพื่อนผม ได้พูดออกมาขณะเปิดกระจกมองว่า

“โห น้อง ขาวๆ สวยๆ หุ่นดีๆแบบนี้นะ ถ้าอยู่บนรถพี่ น้องไม่ไปนอนแบบนี้หรอก” แล้วเขาก็หัวเราะชอบใจ

เวลานั้นผมก็ตำหนิเพื่อนผมไป ว่า ทำไมไปพูดกับ “ศพ” แบบนั้น เพื่อนผมได้แต่ทำหน้าเจื่อน สำนึกผิด แล้วก็ขอว่า อย่าเพิ่งด่าว่า อะไรเลยยังไงก็ฟังก่อน ผมก็ได้แค่ พยักหน้ารับ

ในคืนนั้นเลย

หลังจากที่พวกเขา กลับถึงบ้าน บ้านของเอกเป็นลักษณะเพิงก่อปูนง่ายๆ แบ่งเป็นห้องนอนสองห้อง ห้องน้ำหนึ่ง และ มีห้องว่างๆ ไว้ทำกิจกรรม และ มีพื้นที่ไว้กองกระสอบใส่ผ้า เพื่อเตรียมแยก และ จัดส่ง

โดยบ้านของเพื่อนผม จะอยู่ในซอยริมสุด หลังสุดท้าย ถัดไปก็จะเป็นป่า เป็นที่ทิ้งขยะ ทั้งซอยนั้นก็มีบ้านอยู่ราว สิบ หลัง ซึ่งก็จะเป็นญาติพี่น้องกันทั้งนั้น บ้างก็ทำประมง บ้างก็อาหารตามสั่ง บ้างก็รับจ้างทั่วไป

เอกมักจะนอนดึกหลังเที่ยงคืนไปแล้วเกือบทุกๆวัน ด้วยความที่หลายๆครั้งการส่งผ้ามักจบที่เวลาราว สี่ทุ่มไปแล้ว ทำให้กลับมาถึงก็ราวห้าทุ่ม เขานั่งเล่นเกม กินข้าว ผ่อนคลายก่อนเตรียมตัวเข้านอน

ด้วยความที่เป็นเวลากลางดึก เสียงสรรพสิ่ง รอบข้าง มักจะชัดเจนถ้า จะแหวกม่านความมืดออกมา เอกได้ยินเสียงดังชัด เหมือนมีคนเดินเหยียบใบไม้แห้ง พื้นปูน สังกะสี อยู่ที่รอบๆบ้าน เสียงมันต่างจาก ลมพัด ต่างจากหมาเดินตะกุยข้าวของ มันต่างจากที่เคยเป็นมา

เอกรับรู้สึกถึงการจ้องมอง เขาหยุดกิจกรรม และ พยายามเงี่ยหูฟัง

ตุ๊บ

อึก

กร๊อบ

....

....

“ไป”

เป็นเสียงที่เอกได้ยินแบบชัดเจนมา เขาดันตัวเองลุกขึ้นจากที่นั่ง เสียงนั้นมันอยู่นอกบ้าน เอกเล่าให้ผมฟัง เขามั่นใจว่ามันอยู่นอกบ้าน เขารู้สึกไม่ดี เดินออกไปเปิดประตู หากแต่ทุกอย่างคือความว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ

ผมถามว่า “ไป” เป็นเสียงยังไง ชาย หญิง เขาว่า เขาจับไม่ได้ว่าเป็นชายหรือหญิง แต่มันเป็นคำๆเดียวที่ชัดเจน และดังมาก เขามั่นใจว่า เขาฟังไม่ผิด

และคืนนั้นก็ผ่านไปอย่างหวาดหวั่น

ในวันรุ่งขึ้น วันที่ สอง

เอกกับเจ้าส้ม ก็ออกเดินทางไปส่งผ้าตามโรงงาน โดยในสองโรงงานที่เขา เข้าไปส่งผ้า มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ รปภ เขียนในใบเอกสาร เข้าสู่พื้นที่ บริษัทว่า มีคนเข้ามาด้วยกัน “สาม” คน

เจ้าส้มเองก็แย้งกลับไปว่า เรามากันสองคน ไม่ใช่สาม รปภ  ก็ชะโงกหน้าเข้ามาในรถ ก็เห็นว่า จริง มากันเพียงสองคน เขาก็ทำท่าทางสงสัย เจ้าส้มก็ได้แต่ถามว่า มันมีอะไรแปลกๆหรือเปล่า

เอกก็ได้แต่แก้เก้อไปว่า อากาศมันคงร้อน เขามองเข้ามาในรถ ก็เห็นเป็น สามคน ไม่มีอะไร.ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก หากแต่วินาทีนั้น ใจเอกเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน คืนนั้น พวกเขาก็กลับเข้าบ้านตามปกติ และ เอกก็ทำกิจกรรมของตนเองตามปกติ ส่วนเจ้าส้มก็เข้านอน

ราวเที่ยงคืน เวลาใกล้เคียงเดิม

ตุ๊บ

อึก

กร๊อบ

....

....

“ไป”

เสียงดังชัดนอกบ้าน คราวนี้ เอกรีบเดินออกไปเปิดประตูต้นตอเสียง หากแต่ไร้วี่แววใดๆ ทุกอย่างยังคงว่างเปล่า แต่จู่ๆ เจ้าส้มก็เปิดประตูห้องออกมาเช่นกัน พวกเขาสบตากัน สลับมองออกไปนอกบ้าน

“น้าก็ได้ยินใช่ไหม” เจ้าส้มถาม

“เออ” เพื่อนผมได้แต่ตอบ กลับไป โดยไม่ทันนึกเฉลียวใจใด คืนนั้นก็ผ่านไปอีกหนึ่งคืน

วันที่สาม

วันนี้ พวกเขาต้องไปส่งผ้าในโรงงาน ตามปกติ ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่มีปัญหา การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีบริษัทใด แจ้งคนเกินในรถ ไม่มีเสียงแปลกๆ หรือ เรื่องอะไรเกิดขึ้น พวกเขาคิดว่า ที่ผ่านมาสองวัน คงแค่ผ่านมาผ่านไป ทุกอย่างคงจบไม่มีอะไรแล้ว

เมื่อการทำงาน ส่งสินค้า จบ ราวเกือบหนึ่งทุ่ม ระหว่างทางกลับ เส้นทางที่ขับผ่านนั้น เป็นลักษณะ ป่าสน และ หญ้าสูง สองข้างทาง อีกทั้งไฟทาง ก็เว้นระยะห่างค่อนข้างไกล ทำให้ แสงแดดลาลับขอบฟ้า ความมืดเข้าปกคลุม หากแต่ยังมีแสงไฟหน้ารถ และ แสงจากบ้านเรือนตามสองข้างทาง เป็นหย่อมๆ ห่างกันบ้าง ติดกันบ้าง เป็นระยะๆ

เยื้องข้างหน้าราว ห้าร้อยเมตร เอกเห็นว่ามีพระธุดงค์ เดินอยู่ข้างทาง ข้างหนึ่งแบกกรต พาดบ่า อีกข้างจับบาตรเดินมุ่งหน้าไปข้างหน้าทางเดียวกับที่เขาจะตรงไป

เอก ตัดสินใจ ชะลอรถข้างๆ แล้วลงรถ  เพื่อสอบถามเส้นทางที่พระธุดงค์รูปนี้ จะไป ได้ความว่าจะไปวัดข้างหน้า ซึ่งเอก กำลังจะขับผ่าน หากแต่ระยะทางก็ไกลพอสมควร ด้วยแรงเดินอาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงได้ เขาจึงขอให้พระสงฆ์ ขึ้นรถมากับเขา ด้วยแถวนี้ เป็นป่า ค่อนข้างดูอันตราย อีกทั้ง ด้วยความค่ำมืดจะเป็นการไม่ดีต่อพระธุดงค์

ด้วยเหตุเสียไม่ได้ พระธุดงค์รูปนั้น จึงขึ้นมาบนรถ เจ้าส้มก็ย้ายตัวเอง ไปอยู่บริเวณแคปหลังคนขับ และเมื่อท่านกำลังจะก้าวขึ้นรถ ท่านหยุดชะงัก แล้วมองมายังเจ้าส้ม และ มองสลับไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างหลังฝั่งคนขับ

“ท่านมีอะไรหรือเปล่าครับ” เอกถาม และมองตามภิกษุ หากแต่ท่านไม่ตอบอะไร แต่ขึ้นมานั่งบนรถอย่างสงบ

ระหว่างทาง เอกก็ชวนคุยปกติ ถามไถ่ว่า ท่านมาจากไหน จะไปธุดงค์ แถวไหน เพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อ และอึดอัด

แต่ท่านตอบแบบ คำต่อคำ อาจด้วยกฎระเบียบของสงฆ์ที่ให้สำรวมท่าที ดูน่าเลื่อมใส เพราะปกติแล้ว พระธุดงค์ จะไม่สามารถนั่งบนพาหนะใดๆได้ นอกเสียจากเหตุสุดวิสัย และด้วยความรบเร้าของเพื่อนผม และ เหตุการณ์เฉพาะหน้า ทำให้พระภิกษุธุดงค์ รูปนี้ไม่อาจปฏิเสธได้

                เมื่อถึงวัดเพื่อนผมกำลังจะเลี้ยวเข้าไป หากแต่ ท่านโบกมือ ขอให้จอดเพียงหน้าวัดก็พอ และเมื่อท่านเปิดประตูกำลังจะลง ท่านได้วางสายประคำไม้จันทร์หอม เส้นสั้นแบบใส่ข้อมือ ไว้ที่หน้า คอนโซลรถ สองเส้น ท่านว่า

                “โยมรีบกลับ แต่อย่าขับรถเร็วนะให้ขับรถอย่างระมัดระวัง” ภิกษุว่า

                “เออ ท่านมีอะไรหรือเปล่าครับ” เพื่อนผมชิงถาม หากแต่ท่านไม่ตอบ แต่กลับย้ำให้เพื่อนผมกลับบ้านทันที และ พรุ่งนี้ให้ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อนผมเองก็ตบปากรับคำ และขับรถออกไป ด้วยจิตใจที่ไม่มั่นคง

                ระหว่างทางกลับ ประเมินไว้อีกราว สองถึงสามกิโลเมตร ก็จะถึงบ้าน เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้น

                ตุ๊บ

                อึ๊ก

                กร๊อบบบบบ

....

“ไป”

คราวนี้เสียงมันดังข้างหู ในรถ เอก ชะลอรถ หันไปมองเจ้าส้ม เขาเห็นเจ้าส้ม มุดหน้าอยู่ข้างประตูเอามือกุมหัวไว้ เอกก็ได้แต่แตะตัว เขย่า แล้วถามว่า

“เฮ้ย ส้ม เป็นอะไร” น้ำเสียงเอกตกใจมาก และ เริ่มชะลอรถเข้าชิดริมข้างทาง

“น้าๆ ใคร ใครอยู่ข้างหลัง” ส้ม ละล่ำละลัก มุดหน้าข้างประตู อีกมือก็ชี้ไปยังข้างหลังเบาะ เพื่อนผมหันไปดู แต่ไม่พบอะไรมีแต่ความว่างเปล่า เขาก็ได้แต่ถามว่า ไหน ไม่มีอะไรเลย แต่เจ้าส้มก็ยังยืนยันว่า มี มีอยู่ ยังอยู่เลย

เพื่อนผมตัดสินใจ จอดรถสนิทชิดริมข้างทาง เจ้าส้มรู้ก็รีบผลักประตูเปิดออก แล้วกึ่งวิ่ง กึ่งคลาน ออกไป ไม่เป็นท่า แล้วเพื่อนผมก็วิ่งออกไปตาม ตอนนี้ ทั้งคู่ออกมาอยู่นอกรถแล้ว เพื่อนผมก็ถาม

“เอ็งเห็นอะไร” เพื่อนผมคาดคั้นถาม

“หนูเห็นใครไม่รู้ อยู่ข้างหลัง แล้วมีใครอีกคน กำลังกระทืบคนๆนี้อยู่” เจ้าส้ม พูดจาสะอึกเหมือนจะร้องไห้

แล้วจู่ๆ ในตอนนั้น รถมีอาการไหวตัว ซึ่งตอนนี้ ทั้งสองคน อยู่ข้างนอกรถแล้ว ไม่มีใครอยู่ในรถแน่ๆ เพื่อนผม ตัดสินใจ อยากให้เห็นกับตาว่า มีอะไรอยู่ในรถ เขาค่อยๆเดินเข้าไป ข้างรถ แล้วกลั้นหายใจ จับประตูรถ แล้วเปิดออก

วินาทีนั้น ภาพที่เห็นตรงหน้า มันทำให้ เอก แทบจะหัวใจหยุดเต้น

มีผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังนั่ง คุดคู้ มุดอยู่ตรงพื้นที่วางเท้าที่อยู่ระหว่างเบาะคนขับ กับ เบาะแคป หลังของรถกระบะ ด้วยอากัปกริยา มันดูราวกับว่า กำลังถูกใครซักคน ที่มองไม่เห็น กระทืบ ด้วยเสียงอันดัง

ตุ๊บ อึ๊ก ตุ๊บ อึ๊กๆๆๆ

กร๊อบ เสียงนี้ เป็นเสียงกะโหลกร้าว และ ตามด้วย เผละ มันสมอง และ เลือดของวิญญาณสาวตนนี้ ไหลทะลักออกมา แล้วเธอ ก็ค่อยๆหันหน้ามาหาเพื่อนผม ขณะที่ตัวกระเพื่อม ตามการกระทำของใครอีกคนที่มองไม่เห็น

เวลานั้น เพื่อนผม ร้องเหวอ ออกมา แล้ววิ่งหนีไปยังข้างหน้า ที่มีร้านค้าเปิดไฟสว่างอยู่ พร้อมกับ เจ้าส้ม ทั้งสองคนนั้น ตัดสินใจอยู่ที่หน้าร้านค้านั้น โดยตั้งใจว่าจะถึงเวลาเช้าและค่อยตัดสินใจกลับบ้าน

เมื่อเวลาประมาณ ตีห้าได้ หลังจากการ อดนอน และ หาซื้ออะไรกิน เพื่อนผมก็ตัดสินใจ ชวนส้มกลับไปขึ้นรถ เพราะเห็นว่า จะเช้าแล้ว หากแต่เจ้าส้ม ปฏิเสธ และเหมือนจะคิดกันได้ว่า บ้านอยู่อีกไม่ไกล เจ้าส้ม เลยขอวิ่งกลับบ้านแทน เพื่อนผมก็บอกให้ไปเจอกันที่บ้าน ตอนนี้ เขารอให้ฟ้าขึ้นกว่านี้อีกหน่อย และ ตัดสินใจ ขับกลับบ้าน โดยพยายาม ข่มความกลัวและ ละภาพที่เห็นเมื่อคืนออกไปให้ได้

เมื่อถึงบ้าน ซึ่งเพื่อนผมไม่อาจข่มตานอนหลับได้  เขาได้ตัดสินใจ โทรไปหาแม่ และ เล่าเรื่องราวให้ฟัง แม่ตอบมาว่า เดี๋ยววันรุ่งขึ้น จะเข้ามา แล้วจะเอารถไปให้พระที่นับถือกัน รดน้ำมนต์ ให้ ดังนั้นในวันนี้ เพื่อนผม จึงตัดสินใจ ไม่ใช้รถคันนี้ และ ตรวจสอบงาน เห็นว่ามีส่งลูกค้าแค่รายเดียว จึงโทรไปขอเลื่อนการส่งสินค้าออกไปเสียก่อน และ ลูกค้าก็ ยืนยันให้ดำเนินการได้ วันนั้น จึงถึงว่าเป็นวันที่เขาจะจัดการปัญหาได้

เพื่อนผมคิดเช่นนั้น

วันที่สี่

วันนี้ ทั้งวันเพื่อนผมใช้เวลาไปกับการ เดินดูรอบรถ และพูดคุยกับเจ้าส้มว่า เห็นเป็นอะไร ใคร และ แบบไหน หากแต่ เจ้าส้ม ไม่สามารถตอบหรือ ระบุอะไรใดๆได้ อาจด้วยเพราะความกลัวและความเป็นเด็ก เพื่อนผม จึงละการคาดคั้นใดๆ ออกไป

เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึง ตอนกลางคืน เวลาประมาณ สองทุ่ม มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อเอกรับ ก็พบกว่า ต้นสายเป็นโรงงานแห่งหนึ่ง ทางนั้น พบปัญหา เครื่องจักรน้ำมันรั่ว และต้องการ เศษผ้าเช็ดเครื่องจักรด่วน เพราะที่มีอยู่ไม่พอใช้งาน

นั่นทำให้เกิดปัญหากับเพื่อนทันที แม้โรงงานนี้จะอยู่ไม่ไกลจากบ้าน หากแต่ เขายังรู้สึกว่า ยังไม่สามารถแก้ปัญหาภาพสยอง ที่เห็นเมื่อคืนนี้ได้ เขาจึงพยายามบ่ายเบี่ยงงานชิ้นนี้

หากแต่ต้นทางกำชับถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ด้วยความที่ เอกเป็นผู้ส่งสินค้านี้เป็นรายหลัก ทำให้ เขาไม่อาจปฏิเสธปัญหานี้กลับลูกค้าได้ เขาจึงจำใจรับปากลูกค้า และ พยายามหารถคันอื่นจัดส่งแทน

หากแต่ รอบข้างนั้น ณ เวลา สองทุ่ม กลับไม่มีรถคันไหนพอจะให้หยิบยืมอย่างกะทันหันได้เลย บ้างก็ไม่ว่าง บ้างก็รถเสีย ทำให้เขาจำใจต้องเอาคันนี้ขับไป ซึ่งเอก ก็ไม่สามารถ อธิบายว่า ทำไม เขาจึงไม่สามารถเอารถคันนี้ ขับออกไปได้ เพราะ กับคนอื่น คงไม่มีใครเชื่อหรือ เห็นเรื่องที่เขาเล่าเป็นเรื่องตลกเสียมากกว่า

เขาจึงพยายามชักชวนคนอื่นให้ไปด้วยกัน หากแต่ วันนั้น ไม่มีใครสะดวกไปด้วยเลย ซ้ำ เจ้าส้มก็ปฏิเสธตั้งแต่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ตามงานแล้ว นั้นหมายความว่า เอก จะต้องขับรถคันนี้ ไปส่งสินค้าด้วยตนเอง ในเวลากลางคืน

วินาทีนั้น เอก ตัดใจขับรถออก เขาเปิดกระจก เปิดเพลงเสียงดัง ร้องเพลงตาม เอาเสียงดังเข้าข่มเพื่อ ลดความกลัวลงไป ไม่นานก็ถึง บริษัท ลูกค้า เขาเร่งดำเนินการ ทำงานให้เรียบร้อย และก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติ

เอกรู้สึกใจชื้นขึ้น และเมื่อออกมาจากบริษัทลูกค้าราวห้าทุ่ม เมื่อขับมาได้กลางทาง

ตุ๊บ อึ๊ก กร๊อบ

 

“ออกกกกกกกกก ไป” เสียงและ ภาพเดิมมันลั่นอยู่ข้างหูในรถเขา

และบ้านผมก็อยู่ระหว่างทาง

และนั้นก็คือสาเหตุที่ ทำให้เอก เลี้ยวรถเข้ามาที่บ้านผม กลางดึก

และนั้นก็คือสิ่งที่ทำให้เรา ต้องมานั่งคุยที่วัดกัน ณ เวลานี้

 

เมื่อผมเข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง ก็ได้โทรไปลางาน โทรไปหาแฟน ให้ออกไปทำงานเอง

พวกเรา รอจนแสงแดดออก เมื่อเห็น หลวงพ่อ ชรา ที่ออกไปบิณฑบาตรกลับมา เราก็เข้าไปหาท่าน โดยท่านบอกว่า เดี๋ยวเมื่อท่านทำกิจสงฆ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านจะมาดำเนินการจัดการต่างๆให้เรียบร้อย หากแต่ท่านย้ำ กำชับว่า ท่านไม่สามารถ ปลุกเสก หรือ ทำอะไรให้ได้ นอกเสียจากการสื่อสาร

พวกเขาเข้าใจ และ ยอมรับ ณ เวลานั้น

เมื่อถึงเวลา ท่านบอกมาว่า

ในรถคันนั้น มีสัมภเวสี อยู่ตนหนึ่ง ซึ่งตนนี้ เขามาด้วยแรงตัณหาจากการเชิญชวนของ เพื่อนผม โดยเรา คาดเดากันว่า น่าจะเป็น สัมภเวสี ที่เป็นศพ ข้างทาง ที่เพื่อนผมได้ไปลั่นวาจาเชิญชวนไว้

แต่กลับมี วิญญาณ อีกตนหนึ่ง อยู่ในรถ ซึ่งท่านได้อธิบายไว้เพียงเท่านี้ ปล่อยให้เราทั้งคู่ ทิ้งความสงสัยเอาไว้ แต่เราก็เข้าใจในสถานการณ์ทั้งหมด ว่าอะไรเป็นอะไร

ผมจึงถามกับเพื่อนว่า แล้วจะเอายังไงต่อ

เอกว่า ให้ช่วยเอารถคันนี้ไปขายทิ้งให้ที วันนี้เลย

ผมจึงติดต่อกับพรรคพวกที่รู้จักกันที่เป็นเจ้าของเต็นท์รถ และขายรถคันนี้ในราคาเหมือนทิ้งซาก โดยไม่อธิบายอะไรต่อ เมื่อเขารับซื้อไป ทุกอย่างก็จบ

และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อ ปลายเมษายน ปี 2561 ที่ผ่านมา ผมก็ได้มาพบกับ รถคันนี้ อีกครั้งโดยบังเอิญ อย่างไม่ตั้งใจ

ผมจึงค้นหาเบอร์ติดต่อ เอกด้วยความ ไม่ได้เจอกันมานาน เราก็ได้ถามไถ่สารทุกข์กัน เอกกลับถามผมถึงเรื่องรถคันนี้ ยังความประหลาดใจให้กับผม ผมเองก็ตอบไปว่า ด้วยที่ติดต่อมานี้ ก็เพราะ ผมได้มาพบรถคันนี้โดยบังเอิญ ผมจึงได้นึกถึง และ ติดต่อเขาไป

หากแต่เอกกลับบอกว่า เขาต้องการ “ซื้อรถคันนี้กลับคืน” ยิ่งกลับทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ มากยิ่งขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว ผมจึงได้ นัดกับเอกเพื่อจะมาพบกัน

และเมื่อเราได้พบกัน ผมเห็นเอกเพื่อนผม มากับ พระรูปหนึ่ง ซึ่ง ในเวลานี้ พระรูปนั้น กลับคุ้นหน้ายิ่งนัก และยิ่งกว่าความคุ้นหน้าคือ พระรูปนี้กลับมีใบหน้า ละม้ายคล้ายคลึงกับเพื่อนผม สมัยเด็กมาก

 

ใช่ครับ !!!

พระรูปนี้คือ ส้ม

 

ด้วยความที่เมื่อก่อนตอนเรายังวัยรุ่น และตัวผมเองก็ไม่ได้เห็นเจ้าส้มบ่อยนัก จึงทำให้นึกถึงเค้าโครงใบหน้าไม่ได้ หากแต่ ในวินาทีนี้ วันเวลาได้ผ่านไป รูปร่างท่าทาง เค้าโครง กลับเหมือนกับ เพื่อนผมเป็นอย่างมาก ยังความประหลาดใจให้กับผมเพิ่มพูนมากขึ้นไปอีก

เมื่อเราได้พบกัน จึงนัดแนะกันไปหาที่สงบ และ นั่งคุย พร้อมๆกับ เล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้ฟัง หากแต่ มันกลับมีบางสิ่งที่ซับซ้อนเกินกว่า จะเรียกว่า “บังเอิญ” เมื่อผมได้ยินเรื่องราวนี้

 

คงต้องย้อนเรื่องราวนี้กลับไปก่อนหน้านี้ ประมาณ ยี่สิบปีเห็นจะได้ เมื่อครั้งที่พวกเรายังเป็นวัยรุ่น อายุราว สิบเจ็ดสิบแปด ปี ช่วงที่เรา ยังเด็ก และใช้ชีวิตกันแบบ เด็ก

 

เรื่องราวมันเริ่มต้นในวันนั้น วันลอยกระทงในปีหนึ่ง พวกเรา รวมตัวกันได้ ห้าคน พวกเรามีรถมอเตอร์ไซค์คันเล็กๆที่ต่างก็เก็บเงินกันซื้อด้วยตนเอง เพื่อจะได้ออกไปขี่รถเล่น ตามลักษณะนิสัยแบบเด็กน้อย

พวกเราขี่รถ เล่น ดูพลุ ดูไฟ สนุกสนาน เฮฮา กันตามวัยที่พวกเราเป็น หากเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน เรากลับยังไม่รู้สึกอยากกลับบ้าน พวกเราจึงหาทางกันจะไปไหนต่อ

                ในกลุ่มของเรา ประกอบไปด้วย หนึ่ง สอง เอก ผม และ ชมพู่ กับรถมอเตอร์ไซค์ สี่คัน โดยชมพู่เป็นคนซ้อน รถ เอก ส่วนที่เหลือ ก็ขี่กันไปคนละคัน

                ชมพู่เป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม โดยเธอมีศักดิ์ เป็นญาติกับเพื่อนผม แม้ทางสายเลือดจะไม่ใช่ หากแต่ ความเป็นญาติจากการลำดับ บรรพบุรุษ ก็เสมอเหมือน มีความเป็นญาติกันใน ลำดับท้ายสุดในรุ่นที่ต่ำกว่า เหลนลงมา

                หนึ่งออกไอเดีย

ไปดูผีกัน

 ด้วย ยุคหนึ่งของพวกเรา การไปสถานที่รกร้าง หรือ สถานที่ลึกลับใดๆ ในวัยของพวกเรากลับให้ความรู้สึกท้ายทาย และ ชวนตื่นเต้นไม่น้อย หากแต่ พวกเราไม่มีความรู้เรื่องสถานที่หรือ อะไรอื่นๆ ต่างก็ออกความเห็นไปต่างๆ นาๆ และก็ได้ที่ที่จะไปคือ สุสานศพไร้ญาติที่พนัสนิคม

ด้วยหนึ่งเองมี กล้องที่สามารถถ่ายได้ในเวลากลางคืน ด้วยระบบ ไนท์วิชั่น ซึ่งเป็นของใหม่ในเวลานั้น ทุกสิ่งต่างก็เป็นเรื่องสนุกสำหรับพวกเรา หากแต่ สุดท้าย กลายเป็นว่า เราจะไปกันที่ สุเหร่าแขก ที่เราคิดได้ในเวลานั้น แต่ความจริง ก็คือ กุโบ ซึ่งที่ที่เดียวที่เรารู้ว่ามีก็คือ พัทยา เมืองไม่หลับ

เราขี่รถกันมาจากบ้าน ราว สามสิบกิโลเมตร มาถึงพัทยา และ เมื่อมาถึง กุโบ เราต่างเข้าใจว่า เราจะสามารถเข้าไปได้อย่างปกติ เหมือนวัดไทย หากแต่ไม่ใช่เลย ที่นั้นต่างมี ยามรักษาการณ์ ปิดประตูไม่ให้ใครเข้าไปยุ่มย่าม ยามวิกาล ทำให้พวกเรา ต้องถอยร่นออกมาจากพื้นที่นั้นเสียก่อน

หากแต่พวกเราไม่ได้ละความพยายาม พวกเรา ต่างเอารถไปแอบไว้ที่ซอยด้านข้างกุโบ และ ลักลอบปีกำแพงเตี้ย ด้านข้าง แล้วเข้าไปด้านใน เพื่อพิสูจน์ความกล้า ท้าทายความตื่นเต้นในแบบเด็กน้อยของพวกเรา

ในการเข้าไปนั้น นอกจากกลิ่นกำยาน จางๆ เหมือนเครื่องเทศแล้ว เราไม่พบอะไรที่จะดูสร้างความน่ากลัว ความตื่นเต้น หรือ ความรู้สึกสยองให้กับพวกเราได้เลย ด้วยความที่พัทยา เป็นเมืองไม่หลับ เสียงที่ดังแทบจะตลอดคืน ของรถมอเตอร์ไซค์ แต่งท่อไปเสียให้แผดเสียงดังผิดปกติ หรือ แม้แต่เสียงรถ ที่วิ่งกัน ขวักไขว่ พวกเราจึงรวมตัวกันกลับ เพราะความสนุก ไม่สามารถพบได้ในที่แห่งนี้เลย

เมื่อเราปีนออกมา เราต่างก็เข็นรถออกมา โดยตั้งใจจะไปสตาร์ทเครื่องยนต์ เมื่อออกไปถึง ถนนหลัก เพราะเกรงเรื่องเสียงดังที่อาจก่อให้คนอื่นที่อาจไม่พอใจที่เราลักลอบเข้าไปในยามวิกาล

ขณะที่เรากำลัง ทยอยเข็นรถออกไป ระยะห่างประมาณ สิบเมตรด้านหน้า เราพบว่ามีหญิงคนหนึ่ง สวมชุดฮิญาบ สีแดงสด พวกเราเห็นรูปร่างท่าทางของเธอชัดเจน จากแสงจันทร์ในคืนเดือนหงาย แม้ซอยนั้นจะไม่ได้รับแสงไฟโดยตรงจากไฟทาง เธอกำลังเดินตัดผ่านหน้าเราไป ยังซอยเล็กๆด้านข้าง

พวกเราหยุดชะงัก ยืนดูพร้อมกันๆกับ ชมพู่ ยังคงถือกล้องถ่ายเอาไว้ ด้วยความคึกคะนอง

ในทันใดนั้น ผู้หญิงคนนั้นกลับล้มหน้าฟาดลงพื้น เสียงดัง พลั๊ก!! พวกเราตกใจพร้อมๆกัน แล้วเธอก็ดันตัวลุกขึ้นเหมือนมีสปริงติดตัว ด้วยท่าทางการเดินแบบแปลกประหลาด เหมือนหุ่นกระบอก และเสียงดัง กร๊อบ แกร๊บ เดินเลี่ยงหายไปในความมืด พวกเราแทบจะกลั้นหายใจไปชั่วขณะ หากแต่เวลานั้น ความเป็นเด็กน้อยของพวกเรา กลับรู้สึก คึกคะนอง อาจเพราะมากับ กลุ่มเพื่อน หรือ อาจด้วย วัย และพวกเรา ก็พูดโพลงออกมา ถามหาคนถ่ายว่า ได้พยายามถ่ายภาพนี้เก็บไว้ไหม

เผื่อพวกเราจะได้นำเอาภาพนี้ ไปออกรายการใดๆซักรายการหนึ่ง ในแบบที่หลายๆคนได้เคยทำ

ชมพู่ ผู้ถือกล้องไว้ ก็ตบปากรับคำ พยักหน้ารับ เธอว่า ได้ถ่ายไว้ตลอดเวลา เมื่อถึงบ้าน ค่อยไปลองเปิดดูด้วยกัน

และเมื่อพวกเราเคลื่อนตัวออกไปตามถนนเพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางนั้น เรากำลังจะผ่านวัดแห่งหนึ่งที่ติดอยู่กับ ถนนหลัก โดยวัดแห่งนี้ ถือว่า เป็นวัดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี 

ด้วยถนน สี่เลนและ ความมืด รวมถึงเวลาช่วงกลางดึกมากขนาดนี้ รวมถึงการที่เราได้เลยผ่าน พื้นที่เขตพัทยา ออกมาไกลพอสมควรแล้ว ทำให้ รถต่างๆ มีจำนวนน้อย จนแทบไม่มีวิ่งบนท้องถนน และ ด้วยเวลานี้ มีเพียงพวกเรา สี่คัน ห้าคนเท่านั้น ที่อยู่ บนท้องถนนบริเวณนี้

ผมขี่รถ ฮอนด้า ซี เจ็ดสิบ ซึ่งเป็นรถเก่าคลาสสิก และด้วยความเก่า ที่ยังไม่ได้ผ่านการซ่อมแซมใดๆ ด้วยความที่รถมีปัญหาบ่อยๆ ผมจึงอยู่เป็นคันแรกด้านหน้าสุด ทำให้เพื่อนๆอีก สามคัน ตามต่อกันมา เผื่อว่า

เมื่อรถผมมีปัญหา เพื่อนๆก็จะเห็นได้ทัน เพื่อช่วยเหลือกันได้ก่อน

หากแต่ว่า ณ เวลานั้น ผมกลับรู้สึก

เงียบ

เพราะไม่มีเสียงเครื่องยนต์ใดๆตามหลัง ผมจึงหยุดรถ และ หันกลับไปมองยังด้านหลัง พบว่า กลุ่มเพื่อนผม จอดรถอยู่ไกลๆ ราวสองเสาไฟฟ้า และเมื่อ พวกเขาเห็นผมหยุดรถ พวกเขากลับตะโกนโหวกเหวก ให้ผมเลี้ยว เข้าไปในวัดเลย

พวกเขาตะโกน ให้ผมวกรถเลี้ยวเข้าวัด ขณะที่ผมเอง ก็เลิกลัก มองซ้าย ขวา ไม่เห็นมีอะไรผิดแปลก แต่ด้วยการเตือนที่แปลกประหลาดของเพื่อน ทำให้ผมรู้สึกกลัวจับใจ ผมจึงนึกได้ว่า เลยไปข้างหน้าอีกนิดเดียวมีปั้มน้ำมัน  ตรงนั้น น่าจะเป็น จุดจอดรถที่ดีกว่าในวัด ผมจึงตะโกนสวนกลับไปว่า

“ข้างหน้ามีปั้ม” พร้อมๆกับยืมมือชี้ไปข้างหน้า

และระหว่างที่ผมพยายามวกรถกลับ เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และเตรียมจะออกเครื่อง กลับมี รถกระบะคันหนึ่ง ขับผ่านชะลอข้างๆผม แล้วบีบแตร ใส่ ในเลนสุดถนนขวาสุด ผมหันกลับไปมอง ยังไม่ทันจะได้เห็นอะไร เขากลับ เร่งเครื่องยนต์ หนีออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งความงุนงงให้ผม เป็นอย่างมาก

และเมื่อผมเดินทางเข้ามายัง ปั้มน้ำมันแห่งนั้นแล้ว ไม่นาน เพื่อนๆ ก็กรูกันเข้ามาหา ต่างก็พยายาม พูด ถามซักไซ้ผมมากมาย จับต้นชนปลายไม่ถูก จนผมต้องบอกให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ พูดมาว่า มีอะไร

ชมพู่ อาสา เป็นคนอธิบาย ได้ความว่า

ระหว่างที่กำลัง ขี่รถตามๆกันไปนั้น เพื่อนๆ ที่ตามหลัง ได้แหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน บนหัวผม มีตัวประหลาด นั่งอยู่ข้างบนนั้น ลักษณะของมัน รูปร่างการแต่งกายเหมือนกับ โยคี ที่นุ่งขาวช่วงสะโพก แต่เนื้อตัว แห้งกรัง สีดำ หัวโต ใหญ่ภายใต้ผ้าโพกหัวสีขาวหม่น นัยน์ตาสีแดงฉาดเหมือนเลือดสด หนวดเครารุงรัง บนหัวที่โตผิดแปลก ไม่ได้สัดส่วน 

มันนั่งยองบนหัวผม และ จ้องมองลงมายังเพื่อน วินาทีนั้น เพื่อนๆเห็นต่างก็หยุด ชะงัก ไม่กล้าแม้แต่จะเอื่อยปากบอกผม จนเมื่อผมรู้สึกถึงความเงียบและหันไป พวกเพื่อนจึงได้สติ และ เห็นวัดอยู่ข้างซ้ายมือ จึงให้ผม วิ่งเข้าวัดไป จะเป็นการดีที่สุด โดยหวังจะให้มันหลุดหนีไป โดยไม่ทำอะไร

หากแต่เมื่อมีรถกระบะ วิ่งมาแล้วบีบแตรส่งเสียงไล่ มันกลับหันไปมองและกระโดด กระโจนหายวับไปกับตา พอดีกับที่ผม เคลื่อนตัวออกจากจุดนั้น แล้ววิ่งไปรอในปั้มน้ำมัน โดยต้องการอาศัย แสงไฟ เป็นจุดพักความหวาดหวั่นนี้

เมื่อได้รับรู้ถึงรายละเอียดทั้งหมด พวกเรา ต่างก็ใจจดจ่อเพื่อจะกลับบ้านไปดูภาพที่เราตั้งใจบันทึกไว้ เผื่อจะได้นำภาพเหล่านี้ ออกเผยแพร่ อาจได้มาด้วยชื่อเสียงเงินทอง ในแบบอารมณ์ความคิดของเด็กๆ

หากแต่เมื่อได้เอาไปลองเปิดกับ โทรทัศน์แล้วกลับกลายเป็นภาพล้ม และ ไม่สามารถนำมาดูได้ ตั้งแต่ก่อนเข้ากุโบ ตลอดจนหมดม้วนเทพ เป็นที่น่าเสียดาย

และเวลาก็ขับเคลื่อนไปจากวันนั้น พวกเราก็ได้มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องราวการเจอสิ่งลี้ลับนี้อย่างสนุกสนาน เอาไปคุยโม้โอ้อวดถึงประสบการณ์ที่พวกได้ไปเผชิญกันมา

หนึ่งกับสอง เรียนคนละที่ ผมกับเอก เราเรียนที่เดียวกัน แต่ ชมพู่หลังจาก จบ ม ปลาย ก็ไม่ได้เรียนหนังสือต่อ เธอออกไปช่วยงาน พ่อ และ แม่ที่บ้าน หลังว่างจากการทำงาน ในโรงงานอุตสาหกรรม

ชมพู่เป็นลูกคนเดียวของครอบครัว พ่อ ทำประมง ส่วนแม่ เป็นคนสานอวน บ้านของชมพู่อยู่ในซอยเดียวกับบ้านเอก ในพื้นที่เดียวกัน ด้วยความเป็นญาติ แม้จะไม่ตรงทางตามสายเลือด แต่ก็ถือว่า มีความเกี่ยวพันธ์ ในเชิง วงศาคณา

ชมพู่เป็นผู้หญิงที่ถือว่า หน้าตาดี หากแต่ นิสัย จะห้าว ออกทอมบอย และ นักเลงอยู่ไม่น้อย รูปร่างออกไปทางอวบขาว แตกต่างจากพ่อและแม่ อีกทั้งดวงตากลมโต จมูกโด่งสันได้รูป ริมฝีปากเป็นกระจับชมพูระเรือ

ชมพู่จะเข้านอกออกใน บ้านเอกเป็นประจำ ด้วยความที่อยู่ในรุ่นเดียวกัน และ บ้านอยู่ใกล้กัน

ตั้งแต่เหตุการณ์ที่พวกเรา เดินทางไปเห็น สิ่งลี้ลับ กันตั้งแต่วันนั้น ก็ผ่านมาราวอีก หนึ่ง เดือน สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินและรับฟังจากเอกมาตลอดคือ เรื่องราวของชมพู่

เอกมักจะเอาเรื่องของชมพู่มาเล่าให้ผมฟังเสมอๆ ไม่ว่าจะเรื่อง อาการที่เริ่มเห็นสิ่งผิดปกติ มีความเข้าใจว่า ชมพู่สามารถเห็น ภูตผีวิญญาณได้ หากเป็นสมัยนี้ เราจะเข้าใจได้ว่า จากเหตุการณ์นั้น ชมพู่ได้เกิดการ เบิกเนตร หรือ ดวงตาที่สามตื่น ทำให้เธอสามารถเห็น ภูตผี วิญญาณ หรือ โลกหลังความตายได้ หากแต่สิ่งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ

หลายครั้งที่ชมพู่เครียด และ แยกไม่ออกระหว่างคนเป็นหรือคนตาย หลายครั้งที่เธอเสมอเหมือนเป็นทางผ่านของเหล่าวิญญาณที่คอยมาขอให้เธอช่วยเหลือ สื่อสาร หรือ แม้แต่ที่พวกเขาเหล่านั้น พยายามให้เธอ ติดต่อ ผู้ที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เธอปรารถนาเลยแม้แต่น้อย

ดีที่สุดเท่าที่ผมจะให้คำแนะนำกับเพื่อนไปได้นั้น ก็คือคำว่า

“ให้ลองไปวัด ไปให้พระรดน้ำมนต์”

ด้วยความรู้ความเข้าใจแบบเด็กวัยรุ่น ผมเองก็ได้แค่คาดเดาไป โดยไม่ได้ใส่ใจลงลึกไปถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเพื่อนทั้งสอง 

หลายๆครั้งที่เอกเล่าให้ฟังว่า  ชมพู่มีอาการผวา และ นอนไม่หลับในเวลาค่ำคืน ร่างกายเริ่มผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เหมือนเอกก็พยายามคอยอยู่ช่วยเหลือ โดยไม่ห่างไปไหน

ซึ่งเมื่อผมได้รับรู้เรื่องราวมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมเอะใจ และ จับผิดเพื่อนได้คือ เหมือนเพื่อนผม จะมีใจให้กับ ชมพู่ ผมจึงออกตัวแซว ไปบ่อยครั้ง ซึ่งเพื่อนผมเองก็ไม่เคยปฏิเสธ หรือ ยอมรับ หากได้แต่เพียงยิ้ม แทนคำตอบ

ผมได้มีโอกาส เจอชมพู่บ้าง เมื่อแวะไปเที่ยวหาเพื่อนที่บ้าน ก็รู้สึกว่า เมื่อชมพู่ผอมลง กลับหุ่นรูปร่างดีขึ้น หน้าตาดีขึ้น ชนิดเรียกว่า สวยจนไม่น่าเชื่อ ก็ไม่แปลกที่เพื่อนผม จะเริ่มมีใจ จนเวลาผ่านไป

ช่วงเวลานั้น ผมจำได้อย่างแม่นยำ มันเป็นวัน วาเลนไทน์ เอก เข้ามาปรึกษาผม หลังเลิกเรียน

“เฮ้ย กู...... มีอะไรกับชมพู่แล้วว่ะ” มันพูดน้ำเสียงเครียด แต่ผมกลับรู้สึกถึงความลิงโลดในนั้น

“อ้าว เฮ้ย ยังไง เล่ามาเลย” ผมถามมันยิ้มให้ เพราะคิดว่ามันก็น่าจะยอมรับซักที

“ก็ตั้งแต่ ที่ชมพู่เห็น ผี และ นอนไม่หลับ กูก็ดูแลมาตลอด แล้ว คงเจอกันบ่อยขึ้น แล้ว ชมพู่ก็สวยขึ้นด้วยว่ะ” เพื่อนผมมันก็ว่า ยิ้มแห้ง ผมก็อมยิ้มตาม

ผมเข้าใจเพื่อนดี คนอยู่ด้วยกัน แทบจะตลอดเวลา ถ้าไม่นับเวลามาเรียน เพื่อนผมว่า ชมพู่เองมีใจชอบเพื่อนผมมานานมากแล้ว แต่เอกกลับไม่เคยแสดงอาการอะไรออกมา จนเมื่อเธอไม่ค่อยสบาย จึงได้เอกคอยดูแลตลอดและเหมือนเอกเอง ก็มีความรับผิดชอบอยู่มาก เอก คิดว่า เรียนจบหางานทำ ก็คงจะไปขอชมพู่ให้เป็นเรื่องเป็นราว

ผมเอง ณ เวลานั้น ก็ดีใจไปกับเพื่อนด้วย ที่เห็นเพื่อนมีความรักที่ดีๆ

หากแต่ ในความเป็นจริง เรื่องราวของพวกเขา กลับอยู่ในสายตาของ พ่อ และ แม่ชองชมพู่ตลอดเวลา

ผมทราบมาว่า พ่อของชมพู่ ไม่ต้องการให้ ลูกสาวเขาคบหากับเพื่อนผม ด้วยเหตุผลสองประการ

อย่างแรกคือ ความเป็นญาติ ตามเชื้อสาย แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่า เป็นญาติพี่น้องสืบสายเลือดกัน แต่ในบรรพบุรุษ ต้นตระกูล ก็ถือว่า มีความสัมพันธ์ ในวงศากันมาแต่เก่าก่อน

และ อีกเหตุผลคือ “ความจน” ในช่วงเวลานั้น ครอบครัวของเพื่อนผม ถือได้ว่า ฐานะค่อนข้างแย่มาก พ่อเพื่อน เสียไปตั้งแต่ เขายังเด็ก เหลือ แต่แม่ที่คอยส่งเสีย ลูกชาย ด้วยการ เย็บผ้า ปักผ้า ซ่อมผ้า

หากจะให้คาดคะเน ก็เดาได้ว่า ด้วยเหตุผลหลัง ด้วยความจนของเพื่อน จึงไม่เป็นที่พอใจของ ผู้เป็นพ่อ ชมพู่ ซึ่งก็ไม่แปลกใจเท่าไร เพราะพ่อแม่ ก็อยากให้ลูกได้อยู่กับคนที่ดี มีความสามารถในการหาเลี้ยง มากกว่า ผู้ชายที่ไม่รู้อนาคตอย่างเพื่อนผม

เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ผมได้ข่าวการเสียชีวิต ของพ่อ ชมพู่ ผมจึงเข้าไปช่วยงานเช่นกัน ในงานนั้น ผมได้พบกับแม่ของชมพู่ โดยเธอได้ พูดกับเพื่อนผม ในช่วงเวลาที่มีโอกาสอยู่กันลำพัง

ก็ไม่รู้ว่า พ่อของชมพู่ ไปบอกกับกับญาติพี่น้องคนอื่นๆ ละแวกนั้น ทำให้ เรื่องของ ชมพู่กับเพื่อนผม เกิดเป็นปัญหาในวงญาติกัน ทำให้ แม่ของชมพู่รู้สึกไม่ดี และ ไม่อยากเป็นขี้ปากชาวบ้านมาคอยนินทา แกจึงตัดสินใจ จะเอาชมพู่ย้ายไปยังภูมิลำเนาเก่าของแก คือ พิษณุโลก

ตอนนี้ เหมือน ฟ้าถล่มใส่เพื่อนผม แม่ชมพู่ว่า จริงๆแล้ว แกไม่ได้รังเกียจอะไรเพื่อนผมเลย ออกจะรักด้วยซ้ำ หากแต่ ด้วยคำคน มันมากเกินกว่าจะทนได้ไหว แกจึงตัดสินใจ ออกไปแบบนี้ ผมเองก็ได้ฟังอย่างถอนใจ

หากแต่เพื่อนผม กลับเสียใจหนัก ชมพู่เองก็เสียใจไม่น้อยไปกว่ากัน ผมก็ได้แต่เฝ้ามอง สองคนนี้อย่างห่างๆ และ เข้าใจในเหตุผลของทุกๆคน และด้วยความที่เวลานั้น เราทุกคนต่างก็ยังเด็กนัก วัยวุฒิ รวมถึง วุฒิภาวะ เรายังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้อย่างเหมาะสม เราจึงปล่อยทุกสิ่งอย่างให้เป็นไปตาม กรรม ฟ้าดิน กำหนด หรือ ผู้ใหญ่ ผู้อื่นกำหนด อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

และเมื่อเวลาผ่านไป ไม่รู้กี่เดือน กี่ปี ไม่แน่ชัดแม่ของชมพู่ ก็ติดต่อกลับมาหาเพื่อนผม พร้อมกับแจ้งข่าวร้ายว่า

“ชมพู่ เสียแล้ว”

ตอนนั้น เพื่อนผมเสียใจอย่างมาก ทิ้งตัว กินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นแรมเดือน ปล่อยตัว ปล่อยชีวิต กินเหล้าเมาไร้อนาคต และ ไม่นานแม่ชมพู่ก็พอรู้ข่าวเพื่อนผม แกก็เสียใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น กับเพื่อน แกสงสารเป็นยิ่งนัก

แกจึงติดต่อเพื่อนผมเพื่อบอกว่า จริงๆแล้ว แม่เขามีลูกอีกคนเป็นน้องชายของชมพู่ จึงอยากฝากให้เพื่อนผม ช่วยเลี้ยงไว้ ถือว่า เป็นตัวแทนของชมพู่ ก็อยากให้เพื่อนผม รักและ คอยดูแลเด็กคนนี้ไว้ เด็กคนนี้ก็คือ

 

“ส้ม”

เพื่อนผมก็รับเลี้ยงไว้ตั้งแต่นั้น คอยส่งเสียให้เรียน ดูแลเหมือนน้อง อาจจะเหมือนลูกเลยด้วยซ้ำไป จนกระทั้งมาเจอเหตุการณ์ที่เพื่อนผม มาที่บ้านผม เพื่อนำเอารถคันนี้ไปวัด หาสาเหตุของวิญญาณ จนกระทั้ง ให้ผมเอารถไปขาย

 

ก็ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

และเมื่อลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด และ ไหลเวียนเวลาจนมาถึงปัจจุบันที่ผมได้พบรถกระบะคันนี้ หลังจากที่พบเจอวิญญาณในรถ และ เหตุการณ์ต่างๆ จนขายทิ้งไป จนกระทั้งมาพบอีกครั้ง และ ทำให้ผมติดต่อกลับไปยังเพื่อน

จนกระทั้ง เราได้มานั่งคุยกันอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ต่างๆได้ผ่านพ้นไป

 

มันยังคงมีเรื่องราว บางอย่างที่ถูกเฉลยออกมา มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวด และ อบอุ่นหัวใจในคราวเดียวกัน

 

หากแต่วันนั้น เพื่อนผมยังไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไร หากแต่ขอให้พระส้ม ลาสิขา จากการเป็นพระในอีก หกวันให้หลัง แล้วเพื่อนผม จะมากับ ส้ม และ มาสารภาพ พร้อมทั้งเล่าทุกอย่างอีกครั้งหนึ่ง

 

วันนั้น เรานัดเจอกันในวัดแห่งนั้น เรานั่งกันอยู่ข้างๆ รถกระบะที่นำพาโชคชะตาให้พวกเรามาพบเจอกัน และนี่คือ สิ่งที่พรั่งพรูออกมา จากปากเพื่อนผม และ ส้ม

 

ส้ม ไม่ใช้น้องของชมพู่

ส้ม เป็น ลูกของชมพู่ เป็นลูกของเพื่อนผม ส้มคือ ลูกของ ชมพู่ และ เอก

 

พ่อและแม่ของชมพู่ ได้รับรู้ว่า ชมพู่ท้อง พวกเขารู้ได้ทันทีว่า ท้องกับใคร พวกเขาขอให้ชมพู่ปิดปากเงียบเรื่องนี้ไว้ ไม่ให้บอกเพื่อนผม เพราะรู้ถึงนิสัย โผงผางนักเลง ขี้โวยวายของเพื่อนผมได้เป็นอย่างดี

พวกเขาก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องมากไป จึงได้ปรึกษากันแล้วแต่แรกว่า จะรับลูกของชมพู่มาเป็นลูกพวกเขาเอง โดยระหว่างนี้ ก็กลับไปอยู่กันเสียที่บ้านแม่ชมพู่ที่ พิษณุโลก ตั้งแต่วันนั้นแล้ว

หากแต่ พ่อของชมพู่ เดิมก็มีอาการของโรคมะเร็งเป็นทุนเดิม ยิ่งเมื่อรับรู้เรื่องเครียดเข้าไป ก็กระทบจิตใจ ทำให้ทรุดหนัก และเริ่มส่งผลต่อสุขภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนในที่สุดจิตใจนำพาร่างกาย ไม่นาน หลังจากเข้าโรงพยาบาล อาการก็แย่ลง จนจากไปในที่สุด

และเมื่อชมพู่ได้ย้ายไปอยู่กับแม่ที่ต่างจังหวัด จนกระทั้งคลอด “ส้ม” ออกมา ชมพู่ก็เลี้ยงดูอย่างดี หากแต่ว่า ความสามารถในการมองเห็นวิญญาณ ยังไม่ได้หายไปไหน หลายครั้งที่ชมพู่ แยกไม่ออกระหว่าง คนเป็น กับ คนตาย หลายครั้งที่ เธอ ต้องรับรู้เรื่องราวเจ็บปวด และการร้องขอ จากเหล่าวิญญาณบาป ทำให้เธอ ไม่ได้นอน ไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติ และด้วยความที่ เดิมที เธอเป็นโรคโลหิตจางอยู่แล้ว ไม่นานนัก ร่างกายก็แบกรับไม่ไหว

เมื่อนอนน้อย เครียด ร่างกายก็เริ่มทรุด และ ในเวลานี้ ชมพู่ กลับไม่มี เอก คอยดูแลช่วยเหลือ หรือ ให้กำลังใจกันอีกแล้ว ยิ่ง ณ เวลานั้น การติดต่อสื่อสาร มันไม่ได้สะดวกสบายเหมือนสมัยปัจจุบันนี้เลย ความห่างไกล ความคิดถึง มันกัดกร่อนจิตใจให้ผุพังไปตามกาลเวลา

 

และไม่นาน โรคภัย ก็พรากเธอไปอย่างไม่อาจหวนกลับมา

แต่เธอก็มีตัวแทนแห่งความรู้สึกทั้งหมดที่ได้ฝากไว้ แม้จะไม่อาจบอกใครๆได้

หากแต่ เธอก็ไม่ได้หวาดหวั่นแม้แต่น้อย

เธอยังคงหวังซักวันหนึ่ง เด็กน้อยคนนี้ จะเรียกเธอว่า “แม่” ได้อย่างเต็มปาก

และเมื่อเขาโตขึ้น ก็ได้แต่หวังในใจลึกๆว่า เอก ส้ม และเธอ จะได้พบเจอกันอีกครั้ง

 

หากโลก อวยพรให้แก่พวกเขา

 

เธอคงไม่เคยคิดว่า โลกจะพรากเธอให้จากไปแทน

 

เมื่อเราสามคนได้นั่งพูดคุย และ ผมเองก็ได้เข้าใจและรับรู้ถึงเรื่องราวทั้งหมด ผมรู้สึกได้ถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้าของเพื่อน และ ความรู้สึกที่เพื่อนต้องการ

ส้มเล่าว่า เมื่อโตขึ้นและมีความเข้าใจเรื่องราว ต่างๆอย่างกระจ่าง และ ได้รับรู้ว่า เอกคือพ่อของตน และ ชมพู่ก็คือแม่ของตน ในวันนั้นในวัยเด็ก สิ่งต่างๆที่ส้มได้พบเจอ เขายังเด็กเกินไป กว่าที่จะอธิบายสิ่งต่างๆให้ผู้อื่นเข้าใจได้

แต่ไม่เหมือนกันกับวันนี้ เมื่อ ส้มได้เล่ามาว่า

“จำได้ไหม วันนั้น”

วันที่มีเสียงร้อง  “ไป” แล้วส้มเปิดประตูห้องออกมาเจอเพื่อน นั้นเพราะ ส้มได้ยินเสียง และ ลอบมองออกนอกหน้าต่าง ที่เห็นคือ พี่ชมพู่ในเวลานั้น กำลัง ตบและเตะ ผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ พร้อมๆกับ ตะหวาดไล่ ผู้หญิงคนนั้น คนที่ส้มไม่เข้าใจว่า คืออะไร และ เป็นใคร

แต่ส้มมั่นใจมาว่า นั่นคือ ชมพู่ และ เหมือนชมพู่ จะรู้ว่า ส้มกำลังลอบมองอยู่ ชมพู่จึงได้แต่บอกออกมาว่า

“อย่ามองนะลูก หลบไป” ส้มจึงวิ่งออกไปเปิดประตู และ ประจันกับเพื่อนผม

ส้มจึงถามไปว่า เพื่อนผมได้ยินด้วยใช่ไหม เมื่อเพื่อนผมตอบกลับมาว่าใช่ ส้มจึงเข้าใจว่า เพื่อนผมก็เห็นและรับรู้ว่าเป็นชมพู่เช่นกัน แต่ด้วยความเป็นเด็ก จึงไม่ได้เล่า ไม่ได้อธิบาย ไม่ได้พูดต่อไป กลายเป็นปากหนักไม่ได้พูดถึงต่อ

และในอีกวัน บนรถ ส้มได้ยินเสียงคน ถูกตบตี กับเสียง “ยอมแล้ว ยอมแล้ว กูยอมแล้ว” อยู่ด้านหลัง ส้มจึงหันไป เห็นชมพู่ กำลังใช้กำลัง กระทืบ เหยียบ วิญญาณสัมภเวสีตนนั้น และ เหมือนชมพู่จะรับรู้ ความตกใจของเด็กน้อย ชมพู่จึงหันมาบอกกับ ส้ม พร้อมๆกับเอามือมาปิดตาเด็กน้อยไว้

“อย่ามองนะลูก แม่จะไล่มันไปแล้ว”

ส้มจึงได้แต่ มุดหน้าลงไป และ เพื่อนผมก็เขย่าตัว จอดรถ และลงไปจากรถตามเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น แต่จากนั้น ส้มเองก็ไม่รู้จะเล่าหรือ ลำดับเหตุการณ์ต่อไปได้อย่างไร นอกเสียจาก ภาพที่เห็นวิญญาณร้ายที่มีเลือดไหล บาดแผลเลือดไหลทะลัก มุดตัวเองลีบเล็กอยู่ข้างหลัง

ด้วยความเป็นเด็ก ที่ไม่อาจสรุปสิ่งที่เห็นได้ และไม่เข้าใจ จึงไม่อาจอธิบายเรื่องราวทั้งหมดออกมาได้ จวบจนวันเวลาผ่านไปไม่นาน เมื่อโตขึ้น และรับรู้ถึงตัวตนของตนเอง ส้มจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนผมฟัง

 

“รู้ไหม ตั้งแต่ที่เรารู้เรื่องส้ม และ ชมพู่ เราได้พยายามติดต่อหานาย แต่กลายเป็น พอนายเลิกกับแฟนเก่า นายก็เปลี่ยนเบอร์ ย้ายที่อยู่ เราก็ไม่รู้จะเริ่มต้นติดต่อยังไง” เอกเล่าถึงเหตุการณ์ต่อจากนั้นให้ผมฟัง

หากแต่ถัดจากช่วงนั้นไปไม่นาน หลังจากผมเลิกรากับแฟนเก่า ผมก็ย้ายออกมา เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนเบอร์ติดต่อ เปลี่ยนงาน ทำให้การติดต่อระหว่างกันขาดช่วงไป แต่วงล้อแห่งโชคชะตา มันกลับพามาให้เราได้เจอกันอีก

“เราเลยกลับไปที่วัดแห่งนั้น เพื่อถามเอาสิ่งที่หลวงพ่อท่าน ติดต่อได้” เพื่อนผมหมายถึง วัดที่เราไปขอความช่วยเหลือ ในครั้งแรกก่อนจะตัดสินใจขายรถทิ้งไป

แม้ท่านจะชรามากแล้ว แต่ท่านกลับจำเรื่องราวนี้ได้แม่นยำ ท่านว่า ในรถคันนี้ มีสัมภเวสี อยู่หนึ่งตน โดยตนนี้ เจตนาต้องการ เอาเพื่อนผมไปอยู่ใน ภพภูมิของวิญญาณ ด้วยความอยาก ความโลภของวิญญาณที่ โหยหายที่ยึดเหนี่ยวจากการที่เพื่อนผม เผลอไปเปิดปากเรียกไว้ 

และหากแต่ในรถคันนี้ กลับมีวิญญาณอีกตนหนึ่ง ซึ่งเป็นวิญญาณบริสุทธิ์ วิญญาณที่เจตนา ปกป้อง และ ช่วยเหลือ เพื่อนของผม และ เด็กน้อย อย่างสุดหัวใจ วิญญาณที่ยอมแลกทุกสิ่งอย่างเพียงเพื่อจะปกป้อง ชายสองคนนี้ไว้ แม้ร่างกายจะสลายหากแต่ดวงจิตยังคงอยู่

เธอไม่อาจแสดงรูปลักษณ์ของเธอให้เพื่อนผมได้เห็น แม้เธออยากสำแดงตนแค่ไหน หากแต่เพื่อนผมอาจมีคลื่นบางอย่างที่ไม่ตรงกับเธอ ทำให้พลังงานของเธอส่งไปไม่ถึงเพื่อนผม แต่เด็กน้อยกลับสัมผัสได้

เมื่อเหตุการณ์เดินทางมาถึง ณ จุดนี้ ส้ม ซึ่ง ณ วันนี้ มีศักดิ์ เป็น “ทิศส้ม” ได้ลุกขึ้นไป ลูบคลำที่รถกันนั้น เขาก้มลงน้ำตาไหลริน ไม่อาจหยุดไว้ได้ เขาเผยอ พูดออกมาได้เพียงแค่

 

“แม่ยังอยู่”

 

ในวินาทีนั้น เหมือน ทุกอย่างมันจุกอก ทั้งผม ทั้งเพื่อน เรามองหน้ากัน เหมือนเราได้พูดสื่อสารออกมา เหมือนผมได้ยินเพื่อนพูดโดยไม่ออกเสียง “ขอบใจมาก” และ ผมก็ตอบกลับไปแบบไม่ได้ออกเสียง “ไม่เป็นไร”

ข่วงเวลานั้น มันเหมือนภาพที่วงล้อแห่งโชคชะตาได้วาดไว้

เมื่อเราเข้าใจเรื่องราว และ รับรู้เหตุ และ ผล รวมถึงสิ่งที่เป็นไปของเรื่องราวนั้นๆ พวกเราจึงได้ เข้าไปพบกับ ทางเจ้าอาวาสพร้อมๆกับ เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง

ท่านถอนใจ ยิ้มให้ และ พูดในประโยคหนึ่งที่ประทับลงในใจว่า

“มันเป็นสายใยของกงกรรมกงเกวียน”

แม้จะแยกออกจากกันแค่ไหน ใบบางๆก็ยังคงยึดรั้งไว้อยู่ไม่วันนี้ ก็คงซักวัน ที่วนเวียนมาบรรจบ และถักทอสายใยนั้นให้เข้าหากันใหม่อีกครั้ง

ณ วันนี้ เอก เพื่อนผม จากที่มุนะทำงานอย่างหนัก วันนี้เขามีทรัพย์สิน มีรายได้ มีความมั่นคงในชีวิตอย่างมาก เขาจึงขอซื้อรถคันนี้คืน ท่านเจ้าอาวาส ก็ยินดี

และเมื่อได้รถไป เพื่อนผมกลับไม่ได้เอาไปใช้งานใด ๆ แต่เพียงเอาไปจอดไว้เป็นที่ระลึก ถึงเรื่องราว เพราะ คิดอยู่เสมอว่า ชมพู่ อาจจะยังอยู่ในรถคันนี้ เพื่อปกป้องครอบครัว จากวิญญาณร้าย จากความทุกข์หมองทั้งปวง

ผมถามถึงเรื่องการมีอยู่ของวิญญาณร้ายหรือ สิ่งแปลกปลอมในรถ เมื่อเพื่อนนำรถกลับไป เขาตอบมาว่า เขาไม่ได้สัมผัสใดๆถึงสัมภเวสีตนนั้น อีกทั้ง เราได้ ทำบุญใหญ่ เพื่อปลดปล่อยวิญญาณของชมพู่ ไม่อยากให้มีห่วงยึดติด เพราะพวกเขา แม้จะอาลัย ชมพู่แค่ไหน แต่ก็ไม่อาจ ยึดโยงให้เธอ อยู่กับพวกเขาต่อไปได้

กรรมจะต้องหมุนไป โดยไม่ถูกเหนี่ยวรั้งไว้

และนี่ คือ เรื่องราว ของสิ่งที่ผมได้พบเจอมันอาจไม่ใช่เรื่องผีวิญญาณที่น่ากลัว สยด สยอง แต่มันกลับเป็นเรื่องราวที่ อบอุ่น และ โศกเศร้าไปพร้อมๆกัน