เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวผมเองตอนบวชเมื่ออายุ 20 ปีพอดิบพอดี เพราะวันที่อุปสมบท ตั้งใจให้ตรงกับวันเกิดของผม วัดที่บวชก็เป็นวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นวัดที่เน้นปฎิบัติ แต่ด้วยความที่เป็นวัดปฎิบัติในย่านที่ไม่ห่างไกลกรุงเทพมากนัก ญาติโยมที่มาปฎิบัติจึงเยอะ ทำให้พระเองปฎิบัติได้ไม่เต็มที่ซักเท่าไหร่ ผมกำหนดระยะเวลาในการบวชไว้คือ3เดือน แต่ไม่ได้อยู่ในพรรษา ผมก็อยู่วัดนั้นศึกษาปฎิบัติเท่าที่ทำได้อย่างเคร่งคัด ควบคู่ไปกับศึกษาคำสอนแบบ พุทธวจน จนกระทั่งกำลังจะครบกำหนดสึก อีกประมาณ2อาทิตกว่าๆ พระอาจาร์ยของผมซึ่งเป็นเจ้าอาวาทด้วยจึงเรียกมาคุยว่า เห็นผมปฎิบัติอย่างเคร่งคัดจริงจังมาโดยตลอด เลยอยากให้ลองไปปฎิบัติ ที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี คุยกันไปคุยกันมา ไม่รู้ว่าความบังเอิญหรืออะไร วัดที่พระอาจารย์ผมจะส่งไปอยู่ดันเป็นวัดป่าที่ผมเคยบวชเฌร เมื่อตอนยังเล็กมาก ประมาณ5-6ขวบ

Advertisement

Advertisement

       ขอท้าวความกลับไปนิดนึงตอนผมมาบวชเณรที่วัดนี้ จะมีพระอาจาร์ยอยู่รูปนึงขอเรียกท่านว่าพระอาจาร์ยAซึ่งเค้าจะคอยดูแลเณร ด้วยความที่ผมเป็นเด็กที่สุด พระอาจาร์ยA จึงต้องคอยดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากวัดแห่งนี้อยู่บนเขา และตอนนั้นเนี่ยตัวผมเองเป็นเณรแต่ยังฉี่รดที่นอนอยู่เลย พระอาจาร์ยA ก็จะคอยดูแลตลอดท่านจึงรักผมมาก ระหว่างที่เป็นเณรก็มีเรื่องเล่าผีๆในหมู่เณรด้วยกัน 1ในนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมกลัวมากที่สุด เพราะว่าเป็นเรื่องราวของพระที่ผูกคอตายในห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องน้ำไกล้ๆศาลาที่เณรนอนกัน และมันต้องเดินขึ้นเขาไปสักหน่อย หลังจากสึกจากเณรผมก็แวะเวียนไปทำบุญกับพระอาจารย์เอ อยู่เรื่อยๆจนกระทั่งมีข่าวพระอาจาร์ยAเสียชีวิต ซึ่งตอนนัันท่านอายุยังไม่มากประมาณ40ด้วยอาการหัวใจวาย หลังจากไปร่วมงานศพ ตัวผมและครอบครัวก็เริ่มห่างจากวัดนี้จนกระทั่งผมโดนส่งมาวัดนี้อีกครั้ง

Advertisement

Advertisement

      สาเหตุที่ผมถูกส่งมาเพราะวัดนี้สงบและปฎิบัตกันจริงจัง และจะมีการฝึกอยู่อย่างหนึ่งผมจำชื่อที่เค้าเรียกกันไม่ได้ แต่ลักษณะมันจะเป็น การปฎิบัติซึ่งจะอยู่ในกุฎิ ตลอดเวลาเพื่อปฎิบัติเป็นเวลา7วัน ไม่ให้ใครมากวน ฉันมื้อเดียวโดยจะมีเณรนำอาหารมาถวายทุกวันที่กุฎิ ตามปกติเนี้ยถ้าเป็นพระใหม่เค้าจะไม่ให้ทำแบบนี้ แต่ผมมีพระอาจาร์ยจากวัดเก่าส่งมาและการันตรีให้ว่าปฎิบัติดีปฎิบัติชอบมาตลอด ความรู้สึกแรกที่ได้กลับไปที่วัดนี้คือ ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากเจริญขึ้น แต่ในทางกลับกัน ความสงบไม่ได้ดูน้อยลงเลย พระผู้ใหญ่2-3รูป ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยผมบวชเณร จำผมได้ ส่วนรูปอื่นๆเป็นพระใหม่ ไปถึงวันแรก ก็ได้ไปกราบอัฐิพระอาจารย์เอ ก่อนจะได้ขึ้นไปที่กุฐิ กุฐิพระที่นี้จะห่างกันและกระจายอยู่บนเขา กุฐิที่ผมได้จะอยู่ไม่สูงมากนัก และลักษณะ จะเป็นคล้ายๆบ้านที่มีใต้ถุน แต่ตรงใต้ถุนจะไม่โล่ง แต่จะเป็นห้องอีกห้องหนึ่ง ซึ่งทั้งข้างบนและข้างล่างจะมีระเบียงยื่นออกมา ถัดออกจากกุฎิมานิดนึง จะเป็นช่องที่เค้าเทปูนเป็นทางยาวสำหรับเดินจงกรม ผมได้ห้องข้างล่าง ซึ่งจริงๆแล้วข้างบนมีพระอยู่แต่ว่าท่านไปธุดงค์ผมจึงอยู่กุฎินี้รูปเดียว วันแรกที่มา เจ้าอาวาสท่านก็ให้ลุงคนขับรถวัด กับป้าที่ทำงานช่วยวัด ขึ้นมาช่วยทำความสะอาดกุฎิ ทั้งสองคนใจดีมาก แต่ตาลุงคนที่ขับรถวัดแกขี้เมา วันที่ขึ้นมาช่วยทำความสะอาดก็เมากลิ่นเหล้าหึ่งมาเลย

Advertisement

Advertisement

รูปภาพไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ไม่ติดลัขสิทธิ์ จาก Www.pixabay.com     โยม2คนกับพระ1รูปก็ช่วยกันทำความสะอาดจนเสร็จเหลือเพียงป้าที่ล้างห้องน้ำให้อยู่ ห่างจากตัวกุฏิไปไม่ไกล ผมก็เลยนั่งคุยกับลุงรอ หน้ากุฎิ อยู่ดีๆก็มีลุงอีกคนนึงเดินตามขึ้นมา เป็นคนมีอายุที่ดูดีทีเดียว ใส่เสื้อลายสก็อตผ้าขาวม้าพาดบ่า เดินขึ้นมาก็ทักทายกับลุงคนขับรถอย่างสนิทสนม แล้วก็หันมาชวนผมคุย ว่าบวชมานานเท่าไหร่ ตอนเป็นฆราวาส ทำอะไรอยู่ ก่อนผมจะขอตัวไปจัดข้าวของในกุฐิก่อน ปล่อยให้ลุงทั้งสองนั่งคุยกัน จัดของกำลังเพลินๆก็ได้ยินเสียงป้าตะโกนมาจากห้องน้ำ หลวงพี่ดูลุงมันสิ เมานั่งคุยคนเดียวแล้ว แต่ก็ไม่รู้ทำไมตอนนั้นไม่รู้สึกตกใจสักนิด ไม่คิดถึงเรื่องผีสางเลย เพราะส่วนตัวในตอนนั้นไม่ค่อยเชื่ออยู่แล้ว และ ก็ไม่เอะใจจะถามอะไรเลย จัดของเสร็จผมก็เดินออกมาดูว่าทุกคนเสร็จเรียบร้อยกันไหม ก็พบว่าป้ากับลุงคนขับรถเดินลงไปแล้ว เหลือลุงที่ใส่เสื้อลายสก็อตยืดมวนยาเส้นอยู่เหมือนกำลังจะลงไป ลุงแกก็กล่าวลาตามปกติก่อนจะหันมาถาม หลวงพี่กลัวผีไหม ผมก็ตอบไปว่าไม่กลัวเป็นพระจะกลัวผีได้ยังไง ลุงแกก็บอกว่า ไม่มีอะไรหรอกหลวงพี่ เราอยู่บนป่าเขา เสียงสัตว์เสียงนกมันดังทั้งคืนไม่ต้องตกใจหรอก ลุงแกก็เดินลงไป เหลือผมคนเดียวบนกุฎิ ถึงแม้จะอยู่บนเขา แต่วิวจากจุดที่ผมอยู่มองลงไปข้างล่างจะเห็นเมืองพอดี เลยไม่ค่อยน่ากลัวแม้จะอยู่กลางป่า พอพระอาทิตย์ตกทุกอย่างมืดหมดมีเพียงไฟในกุฎิเท่านั้น ผมก็ลงไปทำวัดที่ศาลาซึ่งต้องเดินลงไปราวๆ 5นาที และก็กลับขึ้นมาพักผ่อนตามปกติคืนแรกผ่านไปไม่มีอะไร เช้าวันรุ่งขึ้น เป็นวันที่ผมจะเริ่มปฎิบัติเป็นวันแรก แต่วันนี้ยังต้องลงไปฉันรวมที่ศาลาก่อน หลังจากฉันและกลับขึ้นมาที่กุฎิก็จะเริ่มปฏิบัติ และไม่ลงไปอีกแล้ว จนกว่าจะครบ7วัน

   ขออธิบายลักษณะภายในกุฐิผม จะเป็นกุฎิเล็กๆกว้างประมาณ 4เมตร ยาวประมาณ5เมตร เพดานจะต่ำเนื่องจากอยู่ใต้ถุน ผมก็จะปูผ้านอนหัวชิดกำแพง ด้านข้างผมจะเป็นโต๊ะลิ้นชักตัวเตี้ยๆใช้วางของ และก็พระพุทธรูปองค์เล็กๆ ในห้องจะมีกระจกบานเกล็ด 2 ด้าน คือด้านปลายเท้าผม และด้านขวามือที่พระพุทธรูปวาง ด้านละ2บาน ด้านซ้ายผมจะเป็นประตู ถัดประตูออกไปจะเป็นบันไดขึ้นไปข้างบน

   ในตอนกลางวันผมจะเอาอาสนะออกมานั่งปฏิบัติ ตรงระเบียง เนื่องจากร่มเงาของป่าเขาทำให้ลมพัดเย็นสบายเป็นการประหยัดไฟ วันแรกที่ปฎิบัติ ตอนกลางวันเสียงของจักจั่นหรือเสียงของอะไรสักอย่างดังมาก และบางทีก็มีลิงมากวนเป็นระยะ ผมจึงนั่งสลับเดินไปจนค่ำ แล้วจึงย้ายเข้ามาปฏิบัติต่อภายในกุฏิ ไม่ดึกมากในระหว่างที่ผมนั่งสมาธิ ผมเริ่มได้ยินเสียงเหมือนคนเดินและลากอะไรบางอย่างรอบๆกุฏิ มันเป็นเสียงเหมือนลากของไปบนกองใบไม้ แครกๆ แต่อันนี้ไม่ฟันธงว่าเป็นผีนะครับ เนื่องจากอยู่ในป่า อ๋อ ลืมบอกไป ตอนกลางคืนผมจะปิดไฟในกุฎิเปิดเพียงด้านนอกให้แสงรอดเข้ามาผ่านบานเกล็ด นั่งต่อไปโดยที่ไม่ได้สนใจเสียงนั้นเมื่อเข้าสู่สมาธิเสียงนั้นก็หายไปรวมถึงเสียงอื่นๆภายนอกด้วย ผ่านไปหลายชั่วโมง ผมก็ลืมตาขึ้นมาเพราะเสียงฝนตก ผมนั่งสมาธิจะหันหน้าไปทางปลายเท้าเวลาผมนอนซึ่งเป็นบานเกล็ด ภาพที่ผมเห็นเมื่อลืมตาขึ้นมาคือ ร่างของผู้ชายแต่เป็นเงาดำๆ ร่างใหญ่ ตาเบิกโพลง เห็นแววตาของเค้าชัดมาก จ้องมาที่ผม ขออธิบายอีกนิดว่าบานเกล็ดในกุฎิผมมันจะเตี้ย แล้วเหลือที่ด้านบนไว้ เท่ากับว่าบานเกล็ดจะอยู่ในระดับที่ผมนั่งพอดี ร่างที่เค้ามองผมน่าจะอยู่ในลักษณะนั่งเพราะระดับเค้าพอดีกับผมพอดี ในตอนนั้น ผมไม่ได้ตกใจอะไร เพราะเราก็ปฎิบัติมามากพอสมควร ตั้งแต่ก่อนจะบวช แต่หนึ่งอย่างเลยที่ทำให้ผมไม่กระเจิดกระเจิงไปซะก่อน คือคำสอนของพระพุทธองค์ ผมรับประกันเลยว่า ถ้าเรารู้คำสอนของพระพุทธองค์มากพอ เราจะไม่กลัวผี เพราะเราเข้าใจมัน พระพุทธองค์บอกว่าความกลัวคือความไม่รู้ และเราคิดอยู่เสมอว่าเราอยู่ในศีลของพระพุทธองค์ไม่มีใครทำอะไรเราได้ จึงตัดสินใจหลับตาลงปฏิบัติต่อไป พักใหญ่แต่นานเท่าไหร่ไม่ทราบผมจึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ร่างนั้นหายไป ผมจึงจะหันไปดูรอบๆ ปรากฎว่าร่างนั้นมาจ้องผมอยู่ทางบานเกล็ดด้านซ้ายมือหลังพระพุทธรูป ซึ่งห่างจากหัวไหล่ผมไม่น่าจะเกิน3ฟุต ประมาณ2ฟุตกว่าๆ เมื่อผมเห็นเขามาอยู่ใกล้ ประกอบกับนั่งมานานรู้สึกเมื่อย จึงลุกสลับเป็นเดินจงกรมภายในกุฏิ อยู่พักใหญ่ร่างนั้นก็หายไป

รูปภาพไม่ติดลิขสิทธิ์ จากเว็บ www.pixabay.com    จนถึงเช้าก็มีเณรนำอาหารมาถวาย หลังจากฉันเช้าผมก็ปฏิบัติต่อไปจนบ่าย ก็มีโยมคนนึงเป็นผู้ชายแก่อ้วนๆเดินมามองๆแถวกุฎิ แต่มีสีหน้ายิ้มแย้มดี ยืนอยู่นาน แต่ผมไม่สนใจเนื่องจากอยู่ในการปฏิบัติพยายามจะอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด ผ่านไปจนกระทั่งค่ำผมก็ย้ายกลับเข้ามาในกุฏิตามเดิม เหตุการ์ณเหมือนเดิมก็เกิดเลยครับ เค้ามายืนมองตรงบานเกล็ดเหมือนเดิม แต่คราวนี้เมื่อผมลืมตาอีกที เค้าไม่ได้อยู่ที่บานเกล็ดด้านข้าง แต่อยู่ที่บานเกล็ดตรงปลายเท้าเหมือนเดิม ที่แย่กว่าเดิมคือจากด้านนอกเค้ย้ายมาอยู่ด้านใน แต่เค้าก็ไม่ได้มีท่าทีจะทำร้ายหรืออะไรนะครับ เพียงแต่มานั่งมอง จ้องอยู่อย่างนั้น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้ารู้รึป่าวว่าผมเห็นเค้า คืนที่2ก็มีเท่านี้ กลางวันผ่านไปตามปกติ

     จนกระทั่งคืนที่3 คืนนี้หนักหน่อย ผมนั่งปฏิบัติจนดึก จนกระทั่งฝนตก วันนี้เค้าไม่มายืนมอง แต่วันนี้ผมไม่ได้ออกจากสมาธิเพราะว่าฝนตก แต่กลับเป็นเสียงวิ่งดังมากจากข้างบน เป็นเสียงวิ่งแบบกระแทกเท้า ตึ่งๆ ทำให้ผมออกจากสมาธิ เพราะคิดว่าลิงมันมาเล่นข้างบน ซึ่งมีของใช้เก้าอี้ ของพระอาจาร์ยอีกรูปที่เค้าไปธุดงค์ เมื่อลืมตาขึ้นมามองออกไปผ่านบานเกล็ด ก็เห็นผ้าสีเหมือนจีวรพระปลิวไหวๆอยู่ ด้วยความที่คิดว่าผมลืมเก็บผ้า ที่ซักไว้จึงรีบลุกออกไปจะเก็บ เมื่อเปิดประตูออกมาผมก็มองย้อนไปข้างบนที่ตากผ้าทันที ประกฎว่าภาพที่ผมเห็นถึงกับทำให้ผมชงักทันที แต่สาบานว่าสติยังครบถ้วนสมบูรณ์ ภาพที่ผมเห็นคือเป็นพระผูกคอห้อยตาเลือกลิ้นจุกปาก และผ้าที่ปลิวอยู่มันคือสบงที่มันหลุดรุ้ยห้อยลงมา แต่รัดประคดยังผูกกับเอวอยู่ทำให้มันห้อยลงมาข้างเดียว ก็คือจะเห็นอวัยวะเพศหมดทุกอย่าง แต่ที่มันน่ากลัวกว่านั้นคือ ไม่ได้มีแค่รูปเดียวที่ผูกคอตาย แต่มีพระผูกคอตายในลักษณะเดียวกันรอบกุฎิด้านบน แต่ทุกรูปหน้าตาเหมือนกันเป็นรูปเดียวกัน ห้อยโตงเตงไปโตงเตงมา ตอนนั้นเกือบจะหลุดเหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่ฝังใจที่นี้ตั้งแต่เด็ก แม้จะลืมไปแล้วแต่ว่า เรื่องนี้มันไหลกลับมาในหัวทันที แต่ที่จะบอกความลับต่อไปให้คือเคล็ดลับในการสู้กับผี ต้องลองเองถึงจะรู้ ว่าจริงหรือไม่จริง นั้นก็คือการคิดถึงพระพุทธองค์ ไม่น่าเชื่อจากตอนแรกที่กลัวจนสติแทบจะกระเจิดกระเจิง สติเสี้ยววิสุดท้ายคิดถึงพระพุทธองค์ขึ้นมา ทันใดนั้นเองแหละครับ ความกลัววาบหายไปทั้งหมดทันที ต้องใช้คำว่าวาบจริงๆ อธิบายความรู้สึกไม่ถูก แต่ในความรู้สึกมันเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมากลบความกลัวทั้งหมดทันที รู้สึกตัวเบา ขนลุกทั้งตัว คล้ายๆกับอาการปิติ ถ้าคนปฏิบัติมาบ้างจะเข้าใจ แต่ไม่อยากอธิบายเพราะมันจะทำให้เข้าใจผิดไปกันใหญ่ ของอย่างนี้ต้องรู้ด้วยตัวเอง พอความกลัวหายไป แต่ภาพนั้นยังอยู่ตรงหน้า จึงไม่สนใจและกลับเข้าไปในกุฎิ และตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติต่อ เสียงคนวิ่งด้านบนก็ยังดังเป็นระยะๆ ก็เลยคิดถึงภาพพระรูปนั้นระหว่างนั่งภาวนา เพื่อท่านจะได้บุญตรงนี้ เสียงวิ่งก็เงียบไป

รูปฟรีจาก www.pixabay.com    จนกระทั่งเช้า ก็ปฏิบัติภารกิจอะไรตามปกติ แล้วก็มานั่งปฏิบัติ จนค่ำก็นอนจนคืนที่4ผ่านไป ไม่มีอะไร เนื่องจากนอนเร็วด้วย จนถึงเช้าวันที่ 5 ที่แปลกไปคือ มีพระที่พรรษามากกว่าขึ้นมาถวายอาหารแทนที่จะเป็นเณร แต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไร จนกระทั่งบ่ายแก่ๆ ก็มีพระอีกรูปเดินขึ้นมา ตอนนั้นเข้าใจว่าท่านคงมาดูความเรียบร้อย แต่เอะใจว่าพระรูปนี้ทำไมไม่เคยเห็นตอนมาที่นี้ แต่หน้าคุ้นมากๆ ท่านจะรูปร่างผอมและใส่แว่น ดูน่าศรัทธามาก ท่านก็เข้ามาถามว่าปฏิบัติถึงไหนเป็นยังไงบ้าง ท่านก็มาตอบคำถามที่ผมสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติ สอนหลายต่อหลายอย่าง แต่ผมก็ไม่ได้เล่าเรื่องผีให้ท่านฟัง แต่ท่านพูดขึ้นมาเองว่า เหลืออีก2วัน ถ้าเจออะไรไม่ต้องตกใจนะ เราเป็นพระปฎิบัติ เค้าทำอะไรเราไม่ได้ อาจจะมาให้เห็นบ้าง บางทีมันก็เป็นการทดสอบหรือการสอนเราไปด้วย แต่ก่อนท่านจะไปท่านบอกผมว่า ถ้ากลัวจริงๆก็ไปเปิดกระเป๋าหน้าย่ามดู ตอนนั้นผมเข้าใจว่าท่านพูดเปรียบเปรยอะไรรึป่าว ท่านสอนอะไรรึป่าว ก็พยายามคิดอยู่นานว่าท่านสอนว่าอะไร แต่ก็คิดไม่ออกตลกตัวเองเหมือนกัน เลยลองไปหยิบย่ามมาดู ปรากฏว่าเป็นตะกรุดที่พระอาจาร์ยAให้ผมมาตอนเป็นเณร แต่ผมถอดออกหลังจากที่ศึกษาแนวทางพุทธวจน เพราะคำสอนพระพุทธองค์มีการห้ามเรื่องเครื่องรางของขลังเอาไว้ ถอดตั้งแต่บวชใส่ไว้ในกระเป๋าหน้าย่ามจนลืม ตอนนั้นก็คิดว่าพระอาจาร์ยท่านนี้คงมีญาณหยั่งรู้ ก็เลยมาเตือน คืนที่5ผ่านไปไม่มีอะไร ผมก็เก็บตะกรุดในย่ามเหมือนเดิมไม่ได้นำออกมาใช้ เช้าวันที่6 ก็เป็นเณรที่นำอาหารขึ้นมาถวายเหมือนเดิม จนกระทั่งประมาณ11โมง ในขณะที่เดินจงกรม ชายแก่รูปร่างอ้วนคนเดิม ที่มายืนดูด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิม แต่ต่างไปที่วันนี้พายายคนนึงเดินขึ้นมาด้วย ทั้งสองดูมีความสุข มองอยู่นานก่อนจะเข้ามาช่วยกันกวาดใบไม้ตามพื้นให้รอบๆกุฎิ จนสะอาด แต่ก็ไม่เข้ามากวนผมที่กำลังปฏิบัติอยู่เลย จนทั้งสองคนนี้เดินลงไปตอนไหนไม่ทราบ ผมก็ปฏิบัติของผมไปจนมืด ระหว่างที่นั่งสมาธิอยู่จำเวลาได้ประมาณ3ทุ่ม ก็มีเสียงผู้หญิงเรียก หลวงพี่ๆ ผมก็เอะใจตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่ามันไม่ปกติ แต่ก็กลัวว่าถ้าเป็นสีกาจริงๆพระซวยแน่ ผมจึงมองออกไปผ่านบานเกล็ดก็ไม่เห็นใคร จึงเดินออกไปดู เสียงเรียกหลวงพี่ๆ ก็ยังดังต่อเนื่อง แต่ไม่รู้ว่ามาจากทิศทางไหน เดินดูรอบๆกุฎิ ไม่มีใครก็แน่ใจแล้วว่าคงไม่ใช่คน ก็กลับเข้ากุฎิแต่พอเข้ามาแล้วหันหลังกลับไปปิดประตู มันเป็นภาพแวบๆหางตา เหมือนมีผู้หญิงวิ่งลงทางลงเขาไป เพราะแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่คนแน่ๆ เลยทำเป็นไม่สนใจ กลับเข้ากุฏิ ปฏิบัติอีกแปปนึงก็พักผ่อน

 

รูปภาพฟรี Pixabay

  วันที่7 เป็นวันสุดท้ายจึงตัดสินใจ จะปฏิบัติทั้งคืนและจะไม่นอน ด้วยความที่กลัวว่าจะง่วงและหลับจึงปฏิบัติข้างนอกหน้ากุฏิ จุดเทียนเล่มใหญ่เล่มหนึ่งไว้ตรงทางเดินจงกรม เพราะทางเดินจงกรมอยู่ห่างจากกุฎิระยะหนึ่ง จึงใช้เทียนช่วยความสว่าง นั่งสลับเดินจนกระทั่งเวลาประมาณตี1 ก็ลืมตาขึ้นมาเพราะเสียงกิ่งไม้ใหญ่ๆหักลงมาดังโครม แต่ทันทีที่ลืมตา สิ่งที่เจอก็คือร่างสีดำตัวใหญ่แบบที่เจอวันแรก แต่คราวนี้เค้าโหนอยู่บนต้นไม้ แต่ลักษณะมันคือคนเลย ไม่ใช่ลิงแน่ๆเพราะผมนั่งมองจนแน่ใจ เค้าโหนจากต้นนึงไปต้นนึง แต่ว่าตาเค้าจ้องผมตลอด ตอนนั้นไม่ได้กลัวเลยจึงหลับตานั่งสมาธิต่อไป ตอนอยู่ในสมาธิแทบจะไม่ได้ยินเสียงรอบข้างเลย แต่อยู่ดีๆในความเงียบ ก็มีเสียงสวดมนต์ดังขึ้นมา แล้วก็ดังขึ้นๆรบกวนการทำสมาธิมากๆ คือมันเป็นเสียงสวดมนต์ของคนหลายคนแต่ท่องไม่พร้อมกัน แบบแทรกขึ้นมากันคนละทีสองที จึงลืมตาขึ้นมาดู ปรากฎว่าเหมือนเดิมเลยครับเป็นพระผูกคอสภาพเดิมเต็มกุฎิด้านบน แต่ที่น่ากลัวกว่าเดิมคือมีผูกบริเวณต้นไม้รอบๆป่าบริเวณนั้นด้วย และปากทุกคนพึมพำๆสวดมนต์ บางคนสวดแบบกระแทก เหมือนตั้งใจให้เราได้ยิน ใจเริ่มแผ่ว แต่ก็คิดถึงคำของพระอาจาร์ยท่านนั้นว่าเค้ามาทดสอบ หรืออาจมาขอส่วนบุญ เราเป็นสาวกของพระพุทธองค์ ไม่มีใครทำอะไรเราได้ จากทีแรกที่ใจแป่ว และคิดว่าจะกลับเข้าไปในกุฎิ ก็เกิดการเข้าใจเข้ามาอย่างฉับพลันเลยว่า อ๋อ จริงๆแล้วความกลัวมันเกิดที่เราหนิ ไม่ได้เกิดที่ผี เพราะฉนั้นมันต้องดับที่เรา ไม่ใช่ผี ผีมันมีของมันอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับความกลัวของเราเลย ก็ตั้งจิตภาวนาอานาปนสติต่อไปตรงนั้นไม่ลุกไปไหน เสียงสวดมนต์ก็ดังขึ้นๆ แต่พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ คราวนี้หนักกว่าเดิม คือ บริเวณรอบกุฎิมีร่างของคน ยืนอยู่เต็มไปหมด เดินไปเดินมา คนไหนที่เดินมาไกล้ก็จะหยุดหันมามองผมทุกคน มองแบบจ้องนะครับเหมือนสงสัยอะไรบางอย่าง เสียงเดินบนใบไม้ดังไปทั่วบริเวณ ปนกับเสียงสวดมนต์ที่ยังไม่หายไป ผมก็ตั้งมั่นในจิตเลยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะนั่งปฏิบัติตามคำสอนพระพุทธองค์อยู่ตรงนี้ นั่งไปนานพอสมควรสู้กับเสียงที่ดังเข้ามารบกวน ภาพที่ผมเห็นในความคิด หรือ หลายคนอาจเรียกว่านิมิต แต่รูปแบบผมไม่สามารถอธิบายได้ถ้าอยากรู้ต้องทำเอง ที่ผมเห็นคือพระอาจาร์ยรูปที่มาสอนผมในวันที่5 ถือตะเกียงเดินขึ้นมาก่อนจะเอาตะเกียงมาตั้งตรงหน้าผม ก่อนแสงในตะเกียงจะค่อยๆสว่างขึ้นๆ จนกระทั่งเสียงสวดมนต์และเสียงคนเดินหายไป ก่อนจะมีเสียงคนเรียก ท่านๆ ผมจึงลืมตาขึ้นมา ปรากฎว่าเป็นพระรูปเดิมที่นำอาหารมาถวายทุกวัน นำอาหารขึ้นมาถวายเหมือนเดิม แต่คราวนี้ท่านบอกผมว่า วันที่7แล้ว จริงๆวันนี้เป็นวันสิ้นสุดการปฎิบัติ ผมต้องลงไปฉันรวมแล้ว แต่เห็นไม่ลงไป เลยเอาขึ้นมาถวายเพราะเห็นว่ามัน10โมงจะ11โมงแล้ว

   หลังจากฉันเสร็จ ท่านเจ้าอาวาทก็ขึ้นมาเยี่ยมไถ่ถามเป็นยังไงบ้างโอเคไหม ผมก็เล่าเรื่องที่เจอให้ท่านฟัง ท่านบอกผมว่า ปกติพระใหม่มาอยู่ก็ไม่มีใครเคยเจออะไรนะ ถามผมว่าทำอะไรผิดรึป่าว ก็ไม่มี ก็ยังเป็นปริศนายันทุกวันนี้ว่าทำไมผมเจอ แล้วท่านก็บอกว่า กุฎินี้จริงๆแล้วเป็นห้องน้ำที่ผมกลัวนักกลัวหนาตอนเป็นเณรนั้นแหละ ที่มีพระผูกคอตาย แต่ว่าเค้าเอาบันใดทางขึ้นออก มันเลยต้องเดินอ้อมขึ้นมา เพราะศาลาที่ปกติเณรนอนเค้าลื้อทิ้งไปแล้ว ส่วนเงาดำๆที่เราเห็นก็คงเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาเค้ามาดูว่าเราทำอะไร ผมก็เลยถามหาพระอาจาร์ยที่มาสอนผมเค้าเป็นใคร ท่านก็บอกว่า นอกจากพระที่นำอาหารมาถวาย ก็ไม่มีใครขึ้นมานะ แล้วท่านก็ถามต่อว่า หน้าตาเป็นยังไง ผมก็อธิบายไป อธิบายยังไม่ทันจบท่านก็สะดุ้งตัวขึ้นมา และก็พูดเสียงดัง อ๋อ ท่านAไง (พระอาจาร์ยA) ผมเลยรีบบอกว่า เป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นพระอาจาร์ย A ผมต้องจำได้แน่ๆ แต่ในตอนนั้นก็มีความคิดนึงแวบเข้ามาเลยว่าใช่แน่ๆ ท่านเจ้าอาวาสก็บอกต่อว่า ตอนผมเป็นเณรกับช่วงที่ผมมาวัด ท่านยังอ้วน แต่ตอนผมไม่ได้มาก่อนท่านเสียปีสองปีน่ะ ท่านไม่สบายแล้วก็ทำงานหนักผอมลงมาก ขนาดญาติโยมไม่ได้มานานๆยังจำไม่ได้เลย บวกกับอายุที่มากขึ้นแกเลยใส่แว่นทำให้คนจำไม่ได้ไปกันใหญ่ แล้วรูปที่อัฐิท่านที่ให้คนไปกราบไหว้ เป็นรูปตั้งแต่ท่านยังอ้วนๆอยู่ พอผมรู้แบบนั้นแทนที่จะกลัว กลับเป็นความรู้สึกคิดถึงมากกว่าที่ผุดขึ้นมา แล้วท่านก็เล่าเพิ่มอีกว่า พระรูปที่ผูกคอตายท่านเป็นพระวัดอื่นมาขอจำและน่าจะเล่นด้านไสยศาสตร์ด้วย แต่ก็ไม่ได้มีอะไร จนกระทั่งชอบมีสีกามาหา เลยจะโดนจับสึก แต่ก็มาเกิดเรื่องซะก่อน แต่ผมก็ยังสงสัยอีกเรื่องหนึ่งคือสองตายาย ที่ขึ้นมามองผม อันนี้ไม่ได้คำตอบจนกระทั่ง ไม่กี่อาทิตมานี้อะครับ ไปบ้านของน้า แล้วเหลือบไปเห็นรูปปู่กับย่าแขวนอยู่บนผนัง ก็รู้ทันทีว่าเป็นท่าน จึงถามพ่อ พ่อบอกว่า อัฐิปู่กับย่าอยู่ที่วัดนั้น แล้วก็มีเรื่องที่ยังเป็นปริศนาอีกหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจ ทั้งผู้หญิงที่มาเรียก และ คนที่มาเดินมองผม แล้วก็ลุงที่มานั่งคุยกับลุงคนขับรถวันแรก ซึ่งผมไปถามแก แกก็บอกว่าเพื่อนแก แต่ถามใครก็ไม่มีใครเคยเห็นลุงคนนี้ แต่ว่าลุงคนนี้ท่าทางใจดีมาก ยังหันมาบอกผมอยู่เลยว่า วัยรุ่นน้อยคนนะที่จะสนใจธรรมมะ ดีๆสึกออกไปเป็นเจ้าคนนายคนเป็นนายก แล้วก็ขำ เรื่องทั้งหมดก็มีเท่านี้ครับ 555

Www.pixabay.com