อยากเที่ยวแบบนอนบนเรือสำราญมานานแล้ว ดูซิว่ามันมีอะไร ทำไมชาวต่างชาติถึงนิยมนักหนา พอบริษัททัวร์เปิดขายในเส้นทางที่มาแวะบ้านเรา งานนี้ไม่พลาดที่จะไปดูให้เห็นแจ้งกันไปเลย

cruiseCosta Fortuna Cruise ลำใหญ่ มีทั้งหมด 15 ชั้น

แพ็คเก็จทัวร์เที่ยวเรือสำราญครั้งนี้เป็นเรือครูซขนาดใหญ่ของ Costa Cruise ชื่อเรือลำนี้ว่า Costa Fortuna เส้นทางการเดินเรือท่องเที่ยวเค้ามาจากสิงคโปร์-แหลมฉบัง-สีหนุวิลล์(กัมพูชา)-สมุย(ไทย)-แหลมฉบัง-สิงคโปร์ แต่ด้วยทัวร์ที่เราซื้อเริ่มต้นและจบที่แหลมฉบัง เราไม่ต้องเดินทางไปขึ้นเรือที่สิงคโปร์ได้ คือตัดตอนหัวท้ายออกไป ราคาค่าทัวร์เรือครั้งนี้อยู่ที่คนละ 17,500 บาท 4วัน 3 คืน ไม่รวมค่าทิปบนเรืออีก 50$ ต่อคน ซึ่งเราต้องจ่ายในวันเช็คเอาท์

เช็คอินถึงวันเดินทางก็ลากกระเป๋าเดินทางพร้อมพาสปอร์ตไปที่จุดนัดพบที่ King Power รางน้ำ เจ้าหน้าที่เค้าจัดการให้เสร็จสรรพ จากนั้นก็ไปขึ้นรถเพื่อเดินทางไปที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางเรือสำราญในทริปนี้

Advertisement

Advertisement

ระหว่างเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เจ้าหน้าที่บริษัททัวร์ เค้าจะให้ข้อมูลต่างๆ ของเรือเบื้องต้น ไปถึงท่าเรือต้องทำยังไงบ้าง เข้าเรือแล้วไปไหนก่อน โซนเรือมีอะไร กฎระเบียบเบื้องต้นเป็นยังไง ใครไม่เข้าใจจะได้ถามก่อนไปถึง เพราะพอถึงท่าเรือแล้วคนเยอะมาก จะถามหาอะไรกับเจ้าหน้าที่ค่อนข้างจะวุ่นวาย เพราะไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น คนต่างชาติที่ซื้อทัวร์มาเที่ยวก็มี ที่สำคัญบนเรือเค้ามาจากสิงคโปร์ ดังนั้นตอนนี้บนเรือมีคนที่ซื้อทัวร์และขึ้นมาจากสิงคโปร์อยู่แล้วส่วนนึง พอมาถึงท่าเรือแหลมฉบังเค้าก็ลงเรือขึ้นฝั่งไปเที่ยว เมื่อถึงเวลาที่ต้องขึ้นเรือเราก็จะเห็นชาวต่างชาตินี่แหละ กำหนดการเรือออกจากท่าเวลา 18.00น. นักท่องเที่ยวทุกคนต้องขึ้นเรือก่อน 17.00น. ส่วนคณะคนไทยที่ซื้อทัวร์ที่แหลมฉบังต้องทำการเช็คอินและเข้าเรือก่อน 15.00น. เพราะเวลา 16.00น. เค้าจะมีการซ้อมหนีไฟกันบนเรือ (เป็นกฎระเบียบสากลมากที่ต้องมาการซ้อมทุกครั้งสำหรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่เพิ่งจะขึ้นเรือ) โดยเค้าแบ่งโซนเราตามพื้นที่ห้องว่าอยู่ส่วนไหนของเรือ หัว กลาง ท้าย แบ่งโซนสี พอถึงเวลาสัญญาณดัง เราก็ไปตามป้ายประตูทางออกสีของเรา แล้วเค้าก็จะเช็คชื่อจากป้ายประจำตัวของเราที่เค้าให้ไว้อยู่ในห้องพัก 

Advertisement

Advertisement

่ท่าเรือแหลมฉบังที่ท่าเรือแหลมฉบัง มาถึงก็โหลดกระเป๋าให้เจ้าหน้าที่เค้าไปจัดการตรวจ เค้าเครื่องสแกนแล้วเค้าจะเอากระเป๋าไปไว้ที่ห้องเราเอง ส่วนช่วงที่รอทำเอกสารออกนอกประเทศ ใครที่ไปช้อปปิ้งที่ดิวตี้ฟรีมา ก็ไปรับของได้ที่จุดรับก่อนจุดตรวจเอกสารทางออกไปขึ้นเรือ

Advertisement

Advertisement

ในห้องเข้าไปที่เรือแล้ว ก็ตรงไปที่ห้องพักก่อน เราจะได้เลขห้องตอนตรวจเอกสารตอนที่มาถึงท่าเรือนั่นแหละ ช่วงที่โหลดกระเป๋าเค้าจะให้เลขห้องมาพร้อมเอกสารแนบกับพาสปอร์ตเราทำเรื่องออกนอกประเทศด้านในก่อนขึ้นเรือ ส่วนกระเป๋าก็จะติดแทคไว้ ถึงห้องปุ๊ปก็จะเจอเอกสารเป็นตารางกิจกรรม แผนที่บนเรือ และบัตรประจำตัวของเราที่ต้อง "พก" ติดตัวตลอดเวลาที่อยู่บนเรือ เพราะนี่คือทั้งเงิน ทั้งคีย์การ์ดเข้าห้อง และทุกสิ่งที่จะใช้จ่ายบนเรือ

บัตรประจำตัวใบนี้จะรวมทุกสิ่งของเรา ถ้าหายต้องไปทำใหม่เสียเงินใบละประมาณ 500 บาท ก่อนที่จะเดินไปไหนมาไหนบนเรือเราก็ต้องเอาบัตรประจำตัวนี้ไปผูกกับบัตรเครดิตไว้ก่อน เพราะทุกสิ่งบนเรือนอกเหนือจากแพ็คเก็จที่ซื้อมาเราต้องเสียเงิน และเค้าไม่รับเงินสดนะ เค้าใช้บัตรประจำตัวที่ผูกกับบัตรเครดิตนี่แหละจ่าย แต่เงินเราจะจ่ายออกก็ต่อเมื่อไปเคลียร์เช็คเอ๊าท์วันกลับ เหมือนแค่ไปเปิดวงเงินที่มีในบัตรเอาไว้เตรียมจ่ายตอนอยู่บนเรือ วงเงินคงเหลือในบัตรควรต้องมีอย่างน้อย 5,000 บาท (เพราะค่าทิป 50$ ก็กินเงินเราไปแล้วพันกว่าๆ) สิ่งที่รวมอยู่ในแพ็คเก็จก็คือ ห้องพัก น้ำดื่ม 2 ขวดในห้อง อาหาร 3 มื้อ(เฉพาะห้องที่รวมอยู่ในแพ็คเก็จ) ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องชมภาพยนตร์ โรงละคร ส่วนที่เหลืออย่างห้องสปา ซาวด์น่า ห้องเกม ห้องอาหารแบบเฉพาะสไตล์อย่างอาหารญี่ปุ่น เป็นต้น หรือจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ต้องเสียเงินเพิ่มนะ อ๋อ! น้ำอัดลมด้วย ยกเว้นน้ำอัดลมแบบกดที่เราสามารถเอาขวดน้ำไปเติมไว้กินเองได้ อันนี้จะมีให้อยู่ในห้องอาหารที่รวมอยู่ในแพ็คเก็จ

ตู้เครดิตตู้สำหรับการผูกบัตรประจำตัวกับบัตรเครดิต และเราสามารถเช็คเงินหรือรายละเอียดของเรือ โปรโมชั่นพร้อมเวลาการแสดงต่างๆ แบบออนไลน์ได้นะ แค่โหลดแอปของ Costa เอาไว้ ใส่รหัสประจำตัวเราเข้าไป มันก็จะลิงค์ข้อมูลให้แล้ว คราวนี้ก็จะรู้ว่าใช้เงินไปเท่าไหร่ และมีอะไรบ้าง (พอจบแพ็คเก็จค่อยลบแอปออกก็ได้)

ซื้อเน็ตอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ บนเรือเราจะใช้เน็ตจากมือถือเราไม่ได้นะ สัญญาณขาดหายไปหมด แถมเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปต่างประเทศด้วยนะ ต่อให้ต่อ Roaming ก็ไม่มีจ้า ดังนั้นก็ต้องไปซื้อเน็ตของเรือ ซึ่งมีราคาขายเป็นแพ็คเก็จ 12 ชม., 2วัน, 3 วัน, 5วัน, 7 วัน ก็มี หรือจะเป็นแบบซื้อตามว่าเร็ว GB ก็มี แต่เราเลือกแบบ 3 วัน เราอยู่บนเรือ 4 วัน 3 คืน วันที่ 4 ก็ถึงน่านน้ำไทยแล้ว พอ 10 โมงขึ้นฝั่งค่อยเข้าสู่ระบบสัญญาณไทยตามปกติ ราคาที่ซื้อ 3 วันอยู่ที่ 1,000 บาท แอบแพงแต่ก็จำเป็นอะนะ จริงๆ ใช้ด้วยกันได้ 2 คนต่อ 1 สัญญาณ แต่มันแบ่งความเร็วกัน ความเป็นเวลาส่วนตัวอยากคุยกับคนที่บ้านก็จะช้าลง ดังนั้นซื้อกันคนละสัญญาณจ้า

ห้องบุฟเฟ่ต์ห้องอาหารที่รวมอยู่ในแพ็คเก็จ เป็นห้องแบบสไตล์บุฟเฟ่ต์ มีอาหารเติมตลอดเวลา กินได้กินไป แต่สำหรับใครที่ชอบรสจัดๆ อาจต้องเตรียมน้ำพริก พริกป่นไปเองนะ เพราะอาหารเค้ารสชาติแบบนานาชาติ ทั้งเชฟ ทั้งพ่อครัวทำอาหารทุกคนเป็นต่างชาติหมด

outsideถึงเวลาสำรวจรอบๆ เรือ ช่วงเวลานี้คนไม่เยอะเพราะบางส่วนที่เป็นต่างชาติที่มาจากสิงคโปร์เค้าไปเที่ยวบนฝั่งกัน ส่วนคนไทยที่เพิ่งขึ้นเรือก็อยู่ในห้องอาหารบ้าง อยู่ในห้องพักรอกระเป๋าบ้าง บางส่วนคงเดินหลงๆ อยู่บนเรือนี่แหละ บนดาดฟ้ายามบ่ายๆ แบบนี้แดดแรงๆ คงไม่มีใครมาบ้าเท่าเราที่มาเดินถ่ายรูปหรอก แต่มันดีตรงที่คนน้อยดี อย่างน้อยๆ จะได้รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน เพราะดูจากแผนที่ที่เค้าให้มาแล้วมันไม่เคลียร์เท่าเห็นด้วยตา

insideเดินสำรวจต่อด้านใน แอร์ยังไม่เย็นฉ่ำมาก เพราะเค้าเปิดบางส่วน เพราะคนเหลือไม่เยอะ ถ้าอยากเย็นฉ่ำๆ ต้องเข้าไปในห้องพัก เพราะเราตั้งความเย็นได้เอง ช่วงที่เรือเทียบท่า พวกลูกเรือก็จะได้พักบ้าง เราจะเห็นเค้าเดินไปโน่นนี่ ได้ส่งยิ้มให้กัน ทักทายกันบ้าง

หลังซ้อมหนีไฟ หลังเก็บกระเป๋าเข้าที่เสร็จ ก็ใกล้เวลามื้อเย็น ในใบคู่มือที่เค้าให้มาบอกว่าห้องอาหารที่อยู่ในแพ็คเก็จมี 3 ห้อง ห้องแบบบุฟเฟ่ต์ที่ไปกินมื้อเที่ยงอันนั้น 1 และห้องที่เป็นแบบสไตล์ A La Carte อีก 2 ซึ่ง 2 ห้องนี้แค่แบ่งโซนหัวเรือกับท้ายเรือเท่านั้น ส่วนเมนูและการบริการเหมือนกัน เพราะเค้าแบ่งให้คนจะได้ไม่เยอะไปอัดกันในเวลาเดียวกัน ห้องพักเราอยู่โซนเอียงไปทางท้ายเรือ และโต๊ะเค้าก็มีจัดไว้ให้แล้ว มีแจ้งเวลามื้อเย็นให้พร้อมว่าเราได้ใช้ห้องอาหารนี้เวลากี่โมงถึงกี่โมง เค้าแบ่งเป็น 2 เวลาคือ 18.00-19.45น. และ 20.00-21.45น. ของเราได้รอบ 18.00น. กินเร็วหน่อยแต่สบายเอาเวลาไปเดินเที่ยวเล่นต่อดีกว่า

dinnerห้องอาหารเย็น อาหารแบบ Set A La Carte ก็จะมีแบบนี้ เอาจริง ๆ แค่ 2 จานแรกก็อิ่มแล้วนะ นี่เซทนึงเค้ามาให้มา 4-5 อย่างแหนะ

ค่ำคืนสำหรับช่วงค่ำคืนพอเรือออกสู่น่านน้ำสากล Entertainment ต่าง ๆ ก็เริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคาสิโน ร้านค้าดิวตี้ฟรี ดิสโก้เทค ช่างตื่นตาตื่นใจมาก ดูคนเค้าเล่นกันแบบจริงจัง หน้ายิ้มหน้าถอดสีก็มี ก็แหมเกมนึงนี่พี่ท่านทุ่มกันเป็นพันๆ บาท ข้าน้อยเกรงใจเงินที่สะสมมาขอเดินๆ และเป็นกำลังใจให้คนเล่นดีกว่า หรือจะเป็นห้องชมภาพยนตร์ โรงละคร ก็เริ่มโชว์ต่างๆ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ดูตารางการแสดงแต่ละห้องได้ที่ Daily Today เลยที่เค้าแจกให้เราทุกเช้า 

โรงละครโรงละครเวที ใหญ่อลังการ มีที่นั่งจุได้เป็นพัน ตารางการแสดงก็ดูจาก Daily Today ได้เลย วันไหนมีโชว์อะไรบ้าง

ยามเช้าบนเรือทำอะไรบ้าง? วิ่งค่ะ ออกกำลังกายแบบวิวหลักล้านเลย อยู่กลางทะเล ตื่นแต่เช้าหน่อย มาวิ่งชมวิวดูพระอาทิตย์ขึ้น (มันคือวิวที่ไม่ได้เห็นง่าย ๆ นะจะบอกให้) 

วิ่งบนเรือบนดาดฟ้า เค้าจะมี Jogging Track หรือเลนทางวิ่งรอบเรือไว้ ส่วนใหญ่เค้าจะวิ่งกันชั้นเดียว (ดาดฟ้ามี 3 ชั้น) แต่เราขอแบบจัดเต็ม เหมามันเลย 3 ชั้น วิ่งไปเรื่อย ๆ โต้ลมบ้าง ตามลมบ้าง เหงื่อออกเต็ม ๆ แล้วพอประมาณ 6 โมงนิด ๆ พระอาทิตย์เริ่มขึ้นแล้ว หยุดหายใจ ยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นกลางทะเล แบบไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างน้ำและท้องฟ้า ... สวยมาก (เสียดายถ่ายรูปจากมือถือมาแล้ว แต่คงจะเหนื่อย รูปสั่นไม่ชัดซักกะรูป อิอิ)

สำหรับวันที่สอง-สาม เรือจะเทียบท่าในพอร์ทต่าง ๆ ตามเส้นทางของทริป อย่างเส้นทางนี้ จะไปเทียบท่าที่สีหนุวิลล์ (กัมพูชา) หลังจากที่เรือเทียบท่าแล้ว เราสามารถลงเรือไปเที่ยวบนฝั่งได้ตั้งแต่เวลา 10.00-15.00น. (ต้องกลับขึ้นเรือภายใน 15.00น. หรือไม่เกิน 17.00น. เพราะเรือจะออกจากท่าเรือเวลา 18.00น. แล้วก็ไม่รอด้วยนะ ถ้าใครมาช้า ก็ตกเรือจ้า) ก่อนออกจากเรือหรือก่อนจะขึ้นเรือ จะมีการตรวจสแกนบัตรประจำตัวก่อนว่าใครออกกี่โมง และเข้ามากี่โมง เหมือนแบบเป็นการนับหัวจากบาร์โค๊ดนั่นแหละ

สีหนุวิลล์สีหนุวิลล์ : เมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของกัมพูชา เป็นเมืองที่มีท่าเรือน้ำลึก และขนาดใหญ่ ทำให้จะมีเรือสำราญ เรือขนส่งสินค้ามาเทียบท่าอยู่บ่อยครั้ง แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญก็คือ หาดสุกขา (Sokha) เป็นหาดที่ทอดยาวสะอาด เงียบสงบ (เหมือน ๆ กับพัทยา แต่ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน) แต่ด้วยที่เราไม่อยากไปเลยเช่ารถตุ๊ก ตุ๊ก ให้เค้าพาวน ๆ ดูรอบ ๆ เมืองแทน ดูวิถีชีวิตและตลาด ซึ่งเมื่อเทียบแล้วตลาดในชนบท ในอำเภอนอกเมือง ของต่างจังหวัดบ้านเรายังดูเจริญกว่านะ

ปล. วันที่สามถึงท่าเรือสมุย (ไทย) พวกเราก็เลือกที่จะไม่ลง เพราะฝนตกหนักมาก แถมสมุยก็ไปบ่อย ขอเดินเล่นบนเรือ ไปเล่นเกมล่ารางวัลดีกว่า

กิจกรรมบนเรือสำหรับใครที่ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนตามท่าเรือที่จอด ก็จะไปรวมกันที่ลานกิจกรรมตรงกลางเรือ ชั้นเดียวกับล๊อบบี้ เค้าจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น สอนเต้นในจังหวะต่าง ๆ เล่นเกมแจกของรางวัล หรือไปนั่งฟังเพลงชิล ๆ จิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ก็ได้

บนเรือวันว่างกิจกรรมถ้าไม่เล่นเกม ก็ไปว่ายน้ำ กิน(กินไปให้คุ้ม) ฟิตเนส ไปดูภาพยนตร์ที่ห้องชมภาพยนตร์ก็ได้

หัวค่ำช่วงหัวค่ำ ก่อนเรือจะออกจากท่า เวลาประมาณ 18.00 ก็จะเจอวิวแสงสีท้องฟ้าแบบนี้

คืนสุดท้ายในคืนสุดท้าย (วันปล่อยของ) ดิวตี้ฟรีจะลดราคาแบบสุดๆ จากเดิมที่ลดอยู่ 20-30% คืนสุดท้ายลด 40-50% เลยจ้า ใครสนใจอันไหนก็มีเวลาคืนนี้เท่านั้นที่จะได้ราคาสุด ๆ แบบนี้ และเวลา 21.00น. ทางเรือจะมีประกาศให้ผู้โดยสารทุกคนที่อยู่บนเรือเป็นคืนสุดท้ายไปพบกันที่ห้องโรงละคร เพื่อชมการแสดงจากลูกเรือ และรับการขอบคุณจากคณะทีมงานของเรือ Costa Fortuna พร้อมทั้งแจ้งให้ทุกคนไปเคลียร์เงินในบัตรประจำตัวก่อน เพราะตอนเช้าคนจะแห่ไปเช็คเอ๊าท์กันเยอะจะใช้เวลานาน ใครสะดวกก็ไปจ่ายไปเคลียร์ซะคืนนี้เลย การเคลียร์เงิน เมื่อเราผูกกับบัตรเครดิตไว้แล้วก็ง่ายมาก เพราะไปเช็ครายละเอียดว่าตรงกันหรือไม่ ว่าใช้อะไรไปบ้างบนเรือตลอดเวลาที่เดินทาง ถ้าตรงปุ๊บระบบก็จะทำเรื่องตัดเงินในบัตรเครดิตนั้นทันที 

เช้าวันสุดท้ายเช้าวันสุดท้ายที่กำลังจะเทียบท่าเรือแหลมฉบัง ออกมายืนที่ระเบียงก็จะเห็นเรือเล็กมานำทาง และคอยดูแลการเลี้ยว การหมุนของเรือเวลาเทียบท่า และช่วงนี้คือตั้งแต่ 09.00-11.00น. จะมีเจ้าหน้าที่มาทำความสะอาดระเบียงของทุกห้อง ฉีดน้ำล้างคราบเกลือทะเล คราบสกปรกต่างๆ ขี้บุหรี่ เรียกว่าขัดกันสุดฤทธิ์

ลงเรือระหว่างเดินไปขึ้นฝั่งที่แหลมฉบัง เจอห้องพยาบาล! รู้แหละว่ามี แต่อยู่ใกล้ๆ กับทางออกนี่เอง นักท่องเที่ยวต่างทยอยเดินตาม ๆ กันลงเรือขึ้นฝั่งแบบยิ้มแย้มแฮปปี้กันทุกคน

ที่สำคัญอีกเรื่อง: การพักเรือสำราญจะไม่เหมือนโรงแรม เมื่อพักในคืนสุดท้ายเค้าจะมีระเบียบให้ผู้โดยสารเตรียมกระเป๋าเดินทางวางไว้หน้าห้องก่อนตี 1 เพื่อลูกเรือจะมาจัดการนำกระเป๋าไปเก็บไว้ที่ห้องสัมภาระ พอถึงท่าเรือเค้าจะนำกระเป๋านั้นไปวางที่ท่าเรือให้เลย เราก็แค่เตรียมเสื้อผ้าสำหรับวันใหม่ใส่กระเป๋าเล็กไว้ พร้อมของใช้จำเป็น แล้วก็เดินสวย ๆ ลงเรือไป พอทำเรื่องตรวจเอกสารเข้าประเทศเรียบร้อยแล้ว ค่อยไปรับกระเป๋าเดินทางของตัวเองที่จุดรับกระเป๋า (ขั้นตอนนี้เหมือนที่สนามบิน) แต่ถ้าใครไม่วางกระเป๋าไว้หน้าห้อง คุณก็ต้องยกกระเป๋าเองตั้งแต่หน้าห้องยาวไปจนถึงขึ้นรถกลับกรุงเทพฯ อะนะ

ข้อมูลเพิ่มเติม: ด้วยเรือ Costa Fortuna เป็นเรือจากสัญชาติอิตาลี ดังนั้นกัปตันและลูกเรือครึ่งหนึ่งจะเป็นชาวอิตาลี แต่ด้วยเรือลำนี้เปิดบริการนำเที่ยวในเส้นทางแถบเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เลยจะมีลูกเรือหรือพนักงานบริการบนเรือมีหลายชนชาติ เช่น สิงคโปร์ จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย (ซึ่งไทยนั้นเท่าที่ดูมีไม่ถึง 10 คน จากทั้งหมด) ทุกคนล้วนพูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่สำเนียงจะแบบไหนนั้นก็ตามพื้นเพของแต่ละคน ฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง แต่ก็ได้เรียนรู้สำเนียง ภาษาปน ๆ กันไปสนุกดี

ภาพทั้งหมดเป็นของผู้เขียน