เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมืี่อปี พ.ศ. 2550  ซึ่งในขณะนั้นตัวข้าพเจ้าเองมีอายุ 30 ปี  ซึ่งชีวิตวัยนี้อยู่ในช่วงวัยทำงาน  จึงมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานอยู่เป็นประจำ  ถ้าหากมีผลตอบแทนที่ดีกว่าที่ทำงานเดิม  จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่จะเริ่มต้นทุกอย่างในช่วงอายุวัยกลางคน   

          ซึ่งหลังจากที่ได้ตัดสินใจอยู่นั้น  จึงได้เริ่มเข้าไปในเวปไซต์หางานเพื่ออัพเดทประวัติการทำงานให้เป็นปัจจุบันตามความเป็นจริง เพื่อจะได้ดึงดูดความสนใจเจ้าของบริษัทที่เข้ามาค้นเรซูเม่  หลังจากนั้นรอให้ทางแอดมินอนุมัติคำขอแล้วจึงเริ่มค้นหาบริษัทต่างๆที่น่าสนใจ เพื่อจะได้ส่งประวัติไป

          ในช่วงนั้นข้าพเจ้าได้แนบเรซุเม่ส่งไปอยู่หลายบริษัทมาก   แต่ก็ยังเงียบไม่มีบริษัทที่ไหนที่ติดต่อกลับมาเลยจนผ่านไปได้หลายวัน  ข้าพเจ้าจึงได้เข้าไปในเว๊ปหางานอีกครั้งได้เลือกดูบริษัทที่โปรไฟล์น่าสนใจจนมาสะดุดตากับบริษัทแห่งหนึ่งเข้า ซึ่งทั้งโปรไฟล์และสวัสดิการดีมากๆ อีกอย่างเป็นบริษัทที่ผลิตถุงมือยางการแพทย์ทำให้ยิ่งมั่นใจว่าบริษัทต้องมีระบบอย่างแน่นอน จึงได้ตัดสินใจส่งเรซูเม่ไปในตำแหน่งเจ้าหน้าที่คลังสินค้า ซึ่งบริษัทนี้ตั้งอยู่บนถนนเลี่ยงเมือง

Advertisement

Advertisement

          หลังจากที่ได้ส่งเรซูเม่ไปเรียบร้อยแล้วตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้งานที่นี้   จนมีอยู่วันหนึ่งมีสายโทรเข้ามาสอบถามว่าได้งานทำรึยังค่ะ  พอดีทางบริษัทอ่านเรซูเม่แล้วสนใจอยากนัดเพื่อเข้ามาสัมภาษณ์งาน  หลังจากได้คุยรายละเอียดทางโทรศัพท์ในเบื้องต้นแล้ว จึงทราบว่าเป็นบริษัทที่ข้าพเจ้ากำลังสนใจอยู่นั้นเองจึงได้ตอบรับการสัมภาษณ์ไปก่อนเพื่อจะไม่ได้เสียโอกาส 

Advertisement

Advertisement

          หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้เซิร์ชเข้าดูข้อมูลที่ตั้งบริษัทว่าอยู่บริเวณไหน ต้องนั่งรถโดยสารสายอะไร ซึ่งเรียกได้ว่าจะต้องทำการบ้านก่อนที่ครั้งไป  พอถึงวันที่นัดหมายข้าพเจ้าได้เดินทางออกจากบ้านที่ฉะเชิงเทราตั้งแต่เช้าตรู่ โดยเดินทางเข้ามาที่ชลบุรี และต่อรถอีกหลายช่วงซึ่งมันไกลมากๆ และที่สำคัญรถโดยสารหมดระยะทางไปไม่ถึงบริษัทที่ข้าพเจ้าต้องไปสัมภาษณ์งาน

          ที่นี้งานเข้าแล้วละซิจะไปยังงัยต่อดีเพราะรู้สึกว่าตัวข้าพเจ้าออกมาจากตัวเมืองไกลมากๆแถมไม่เคยมาอีกด้วยเวลาขณะนั้นใกล้จะเที่ยงแล้ว   จึงตัดสินใจถามคนแถวนั้นว่าจะไปแถวมาบปูต้องไปยังงัยและได้รับคำตอบว่าให้เดินตรงไปอีหน่อยจะมีวินมอเตอร์ไซด์ให้เรียกไปส่ง

          โห้อะไรมันจะลำบากลำบ่นแบบนี้เนี้ยข้าพเจ้าคิดถูกหรือคิดผิดเนี้ยที่มาสัมภาษณ์งานที่นี้เนี้ย แต่อีกใจก็ให้กำลังใจตัวเองว่า มาถึงขนาดนี้แหละเสียทั้งค่ารถเสียทั้งเวลามันก็ต้องไปให้ถึงทนอีกหน่อย 

Advertisement

Advertisement

          สุดท้ายข้าพเจ้าก็ได้พี่วินมอเตอร์ไซด์พาไปส่งแต่ระหว่างทางนั้นสายตาก็พยายามหาบริษัทที่เราดูรูปภาพโปรไฟล์ในอินเตอร์เนตมาแต่ก็หาไม่เจอ จนพี่วินมอเตอร์ไซด์บอกว่าเลยจากตรงนี้ไปก็ไม่มีบริษัทแล้วนะครับตอนนั้นข้าพเจ้าใจเสียเลย แต่ก็ยังใจดีสู้เสือบอกให้พี่วินขับรถย้อนกลับในระหว่างที่ขับไปนั้นสายตาได้มองเห็นป้ายชื่อบริษัทเข้าพอดี

          แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ประทับใจก็คือสภาพบริษัทตั้งแต่หน้าโรงงานมันไม่เหมือนรูปโปร์ไฟล์ที่ลงไว้ในอินเตอร์เนตเลย สภาพมันช่างเก่าและโทรมมากบางจุดนั้นดูรกด้วยแบบนี้เราโดนหลอกตั้งแต่สมัครงานเลย แต่เมื่อมาแล้วก็ต้องเข้าไปสัมภาษณ์ละ  แต่ในใจลึกๆไม่อยากได้งานที่นี้แหละไปมาก็ลำบากไม่สะดวกหลายๆด้านแต่ก็แลกบัตรผ่านยามหน้าโรงงานเข้าไป

          ด่านแรกเจอยามๆทักว่าสมัครงานตำแหน่งอะไร  เลยบอกไปว่าจนท.คลังสินค้าแต่สิ่งที่ยามตอบกลับมามันช่างไม่น่าทำงานที่นี้จริงๆ ยามบอกว่า เปลี่ยนมาแล้วคนแล้วตำแหน่งนี้อยู่กันไม่นาน   แต่สุดท้ายข้าพเจ้าฟังเสร็จก็ให้มันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปละกันไม่เก็บมาใส่ใจ  จึงเดินไปขอใบสมัครฝ่ายบุคคลมากรอกรายละเอียด แต่ต้องรอช่วงบ่ายเพราะพักเที่ยงพอดีอะไรมันจะแย่ขนาดนี้   

          หลังจากได้เวลาบ่ายโมงข้าพเจ้านั่งคอยอยู่ที่โซฟารับแขกประมาณบ่ายโมงครึ่ง  จึงได้เข้าสัมภาษณ์งานกับผู้บริหารซึ่งมองจากปฎิกิริยาแล้วเขาค่อนข้างจะโอเคกับข้าพเจ้ามาก แต่ข้าพเจ้าไม่โอเคด้วยล่ะเพราะสัมภาษณ์งานนานมากจนเวลาล่วงมาประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง 

          ข้าพเจ้ารู้สึกอยากกลับบ้านแหละเพราะดูแล้วถ้ากลับเย็นกว่านี้คงจะหารถกลับลำบาก สุดท้ายข้าพเจ้าจึงแกล้งยกนาฬิกาข้อมือดูเวลาทางผู้สัมภาษณ์เลยบอกว่าอยากกลับแล้วใช่ไหม ข้าพเจ้ารีบบอกในทันทีว่าครับ จนในที่สุดข้าพเจ้าก็เป็นอิสระซะทีในวันนั้นกว่าจะเดินทางกลับมาถึงฉะเชิงเทราก็เย็นมากๆและรู้สึกเหนื่อยด้วย เป็นการไปสัมภาษณ์งานที่ทรหดมากครั้งหนึ่งในชีวิตเลย 

          หลังจากวันนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ มีสายโทรเข้ามาแจ้งว่าพร้อมเริ่มงานเมื่อไรค่ะ  ทางเราตกลงรับคุณเข้าทำงานยินดีด้วยค่ะ  และสะดวกจะพักหอของทางบริษัทหรือจะไปเช่าหอพักข้างนอกค่ะ  ข้าพเจ้าเลยตอบไปว่าพักหอบริษัทครับ  เพราะไม่อย่าไปเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมยิ่งไปทำงานไกลบ้านด้วยต้องยิ่งเซฟ 

          ทางฝ่ายบุคคลจึงนัดให้ขนของเข้ามาในเดือนหน้าเลย ข้าพเจ้าก็ตอบตกลงแต่ที่สำคัญไปกว่านั้นที่บ้านของข้าพเจ้ายังไม่มีใครทราบเลยว่า ข้าพเจ้าแอบไปสัมภาษณ์งานที่ชลบุรีมาและต้องย้ายไปทำงานที่นั้นด้วยนะซิ  ซึ่งตั้งแต่เรียนจบมาไม่เคยเลยที่จะไปทำงานต่างจังหวัด  ปัญหาตรงนี้แหละจะตอบกับที่บ้านว่ายังงัยแล้วจะเริ่มต้นยังงัย   แต่เงินเดือนที่ทำงานใหม่มันก็ช่างดึงดูดความสนใจเราซะด้วยซิ   

          เมื่อใกล้วันเวลาเข้ามาทุกทีข้าพเจ้าจึงรวบรวมความกล้าเพื่อบอกกับทางบ้านแต่ก็มีเสียงทัดท้านบ้างนะ   แต่สุดท้ายทุกคนในบ้านก็ยอมให้ไปทนความดื้อของข้าพเจ้าไม่ได้นั้นเอง  ข้าพเจ้าจำได้ดีเลยว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์ได้อาศัยรถของน้องชายช่วยขนของไปส่งโดยมีคุณแม่และพี่สาวนั่งติดรถไปด้วย 

          ในวันนั้นตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่สบายมีอาการภูมิแพ้ไซนัส ขณะคุยกันในรถข้าพเจ้าเสียงแหบหายไปจนต้องดื่มน้ำอุ่นเพื่อบรรเทา  พอมาถึงหน้าบริษัททางยามก็ได้แจ้งให้แม่บ้านให้ไปไขประตูห้องของข้าพเจ้า  ครั้งแรกที่ได้เห็นหอพักรู้สึกไม่โอเคกับมันมากๆเป็นตึก 2 ชั้น ชั้นละ 6 ห้อง โดยแบ่งว่าชั้นที่ 1 ทั้งหมดเป็นโซนหอพักชายใช้ห้องน้ำส่วนร่วม  

          และชั้นที่ 2 เป็นหอพักหญิงมีห้องน้ำในตัว มีเครื่องซักผ้าส่วนกลางอยู่ที่โซนชั้นที่ 1 ตรงใต้บันไดก่อนถึงห้องน้ำชาย  ตัวตึกทาสีเขียวทั้งหลังด้านหน้ามีระเบียงทางเดินเชิ่อมต่อกัน รอบๆบริเวณหอพักทั้งด้านหน้าและด้านหลังมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุม ส่วนบริเวณโดยรอบของโรงงานเป็นภูเขาและต้นไม้เยอะมาก บรรยายกาศเย็นๆ 

          เมื่อแม่บ้านเปิดห้องแล้วข้าพเจ้ารู้สึกถึงบรรยาการมาคลุกๆ แต่ก็ไม่พูดอะไรรีบขนของลงจากรถเพื่อจะได้จัดให้มันเข้าที่เข้าทางเพราะมันเย็นมากแล้ว อีกอย่างน้องชายจะได้รีบกลับบ้านไม่ค่ำมากนัก หลังจากทุกคนกลับไปหมดแล้วข้าพเจ้าจัดเข้าของต่างๆเสร็จก็ไปอาบน้ำกินยาเข้านอนตามปกติมันอ่อนเพลียจากการเดินทางแถมยังป่วยอีกด้วย   

          และวันแรกของการทำงานในวันจันทร์ก็มาถึง ข้าพเจ้าได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆหลายคนทั้งวิศวกรและคนอื่นๆยิ่งอยุ่หอพักด้วยกันมันยิ่งสนิทกันเร็ว ทุกคนหลังเลิกงานจะมาชวนข้าพเจ้าออกไปทานข้าวกันที่สี่แยกบ่อวินจะมีตลาดโต้รุ่งทะเลทองคนเยอะมาก  ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ทำให้ข้าพเจ้าลิมการคิดถึงบ้านไปเลยมันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเพราะมีเพื่อน 

          จนเวลาล่วงเลยมาประมาณ 3 สัปดาห์เริ่มมีเหตุการณ์ประหลาดๆเกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้า โดยในวันนั้นหลังเลิกงานข้าพเจ้าได้เอาเสื้อผ้าไปลงเครื่อง ได้เจอเพื่อนกำลังอาบน้ำอยู่จึงได้มีการตะโกนพูดคุยกัน และสักพักก่อยขอตัวกลับเข้าห้องตัวข้าพเจ้าได้พูดแกล้งเพื่อนที่อาบน้ำอยุ่ว่า ไปก่อนนะ ระวังผีหลอก

          แค่นั้นแหละเหตุการณ์ในการเข้านอนคืนนั้นไม่ปกติอีกเลย  คืนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกตัวเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นสายตาได้เหลือบมองไปที่ปลายเท้าเห็นมีผู้หญิงยืนอยู่ผมทรงบ๊อบ และตลอดเวลาในคืนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าเตียงมันสั่นไหวจนรู้สึกว่าตัวเรากำลังจะตกจากเตียงแต่ก็ไม่ตกเพราะเราเกร็งตัวไว้อะไรมันเกิดขึ้นกับเราในขณะนั้นรู้สึก งง มาก แล้วก็เผลอหลับไป

          เช้ามาทำงานปกติแต่ยังไม่เล่าให้ใครฟังจนถึงเวลาพักเที่ยงจึงได้ชวนกันออกไปทานข้าวกันนอกบริษัทโดยมีหัวหน้าฝ่ายบุคคลไปทานข้าวด้่วย ระหว่างทานข้าวนั้นตัวข้าพเจ้าจึงได้ตัดสินใจเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟังเมื่อคืนนี้  หลังจากจบจากการสนทนาแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้รู้ความจริงทั้งหมดของที่มาที่ไปในสถานที่แห่งนี้ เพราะหัวหน้าฝ่ายบุคคลได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนที่จะมาเป็นโรงงานที่ดินแห่งนี้เป้นของตายายคู่หนึ่ง  และมีหลานสาว 1 คน  ซึ่งบ้านของตายายก็เคยปลูกอยู่บนที่ดินนี้

          อาชีพของตายายก็ทอดกล้วยแขกขายแก้เหงาไปวันๆเพราะไม่ได้เดือนร้อนอะไรมากมาย ส่วนหลานสาวนั้นวันดีคืนดีก็ผูกคอตายใต้ตรงมะม่วงนั้นเอง   ทุกคนที่มาอยุ่หอพักมักจะเจอกันทุกรายมีพี่ช่างบ้างคนเคยโดนผีมานอนกอดในห้อง หลังจากได้รู้เรื่องราวแล้วทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกหวั่นไหวเหมือนกัน 

          ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาข้าพเจ้ารู้สึกว่าทำไหมร่างกายเราไม่ง่วงนอนไม่ว่าจะดึกขนาดไหนก็ไม่ง่วง จนทุกคืนข้าพเจ้าต้องเดินเข้าไปในออฟฟิตเพื่อเล่นอินเตอร์เนตฆ่าเวลาเพื่อจะง่วงนอนบ้าง  แต่ก็ไม่ง่วงจนเดินกลับมาที่ห้องกว่าจะหลับได้เวลาก็ปาเข้าจะตี 5 หรือ 6 โมงเช้าแล้ว จึงทำให้ร่างกายเราแย่ลงเพราะเป็นแบบนี้แทบทุกวัน จนเวลาสระผมสังเกตุว่ามีผมร่วงมากขอบตาดำ  หน้าตามองคล้ำไม่สดใส  จนที่บ้านทักว่าถ้าไม่ไหวก็กลับบ้านเรา เพราะพี่สาวพูดขึ้นมาว่าวันที่ไปส่งหอพักนั้นสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคลุกๆ ถ้าอยู่ที่นี้ต่ออาจจะป่วยจนเสียชีวิตได้ 

          แต่ข้าพเจ้าก็ยังกัดฟันทานทำงานที่นี้ต่อไป จนมีอยู่วันหนึ่งตอนเช้ามืดของวันเสาร์จำได้ว่าข้าพเจ้าตื่นนอนแล้วแต่ยังคงนอนเล่นอยุ่บนเตียง โดยหันหน้าเข้ากำแพงห้อง ส่วนด้านหลังข้าพเจ้าตรงปลายเท้าจะเป็นประตูทางเข้าออก  สักพักข้าพเจ้าได้ยินเสียงผู้หญิงและผู้ชายเดินคุยเข้ามาในห้อง ในขณะนั้นตกใจแล้วกลัวมากว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ไม่กล้าหันหลังกลับไปมอง

          ได้แต่นอนตัวเกร็ง จนได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่าเขาตื่นรึยัง ปลุกเขาดีไหม หลังจากสิ้นเสียงผู้ชาย  เสียงหัวเราะแหลมของผู้หญิงก็ดังขึ้นมา เสียงนั้นมันช่างน่าขนลุกมาก แต่ก่อนที่จะสิ้นเสียงนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงของผู้หญิงได้พูดถึงตัวเลข 2 ตัวขึ้นมาว่า 95 ซึ่งหลังจากทุกอย่างในห้องเข้าสู่สภาวะปกติแล้วตัวข้าพเจ้าตัดสินใจหันตัวกลับมามองรอบๆห้อง แล้วรับลุกขึ้นไปอาบน้ำเตรียมตัวกลับบ้านที่ฉะเชิงเทรา

          เมื่อถึงที่บ้านในวันนั้นข้าพเจ้าก็ไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง  จนมาถึงช่วงตอนเย็นทางคุณแม่ท่านชอบซื้อหวยใต้ดินจึงถามข้าพเจ้าว่าฝากซื้อหวยไหม  จึงทำให้ตัวเองนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้เล่าให้คุณแม่ฟัง  ท่านเลยบอกให้ซื้อเลข 95 ตามที่ได้ยินมาเชื่อไหมครับวันรุ่งขึ้นตอนเย็นหวยออกข้าพเจ้าถูกหวยเลข 95 แสดงว่าเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าพบเจอมาเป็นเรื่องจริงแน่ๆ 

          เมื่อมีลาภเข้ามาข้าพเจ้าจึงได้ทำบุญไปให้ดวงวิญญาณตนนั้นเพื่อขอบคุณ และซื้อผลไม้ไปไหว้ที่ศาลพระภูมิเจ้าที่  แต่สุดท้ายข้าพเจ้าก็ตัดสินใจที่จะเดินออกมาจากโรงงานแห่งนี้เพราะรู้สึกว่าถ้ายังอยู่วิญญาณดวงนั้นยังมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆตัวข้าพเจ้า และสุขภาพยังไม่ดีขึ้นเลยเหมืิอนเขาต้องการเอาเราไปอยู่ด้วย  ซึ่งทางบ้านก็เห็นด้วยที่จะให้กลับมาอยู่บ้าน

          หลังจากกลับมาแล้วการนอนหลับพักผ่อนก็กลับเข้าสู่หมวดปกติจนที่พี่สาวทักว่าหน้าตาแจ่มใส่มากไม่เหมือนตอนที่ทำงานอยู่ที่นั้น แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่ทำให้ต้องมาเจอกับดวงวิญญาณนี้  ก็ขอให้เขาได้รับผลบุญผลกุศลที่เกิดจากการถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้อื่นได้อ่านว่า การคิดสั้นฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาปมาก  เพราะร่างกายของเรานั้นพ่อแม่ให้มาก  ยังไม่ทันตอบแทนบุญคุณท่านเลยแต่ต้องมาจบชีวิตแบบนี้.