คุณเห็นด้วยไหมครับว่า
ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ตามแต่

การเพิ่มพูนความรู้
และสะสมคลังข้อมูล

ยังไงก็เป็นเรื่องดีเสมอ

เพื่อให้การทำงานของคุณ
เติบโตอย่างก้าวกระโดดและสง่างาม

วันนี้ผมจะขอพูดถึงอีกหนึ่งอาชีพหรืออีกหนึ่งการทำงาน

ที่สมควรจะอัดความรู้
อัดข้อมูลเข้าไปให้แน่นที่สุด

นั่นก็คืออาชีพนักเขียนครับ

ผมเองก็เป็นหนึ่งคน
ที่ทำสายงานนี้เช่นกัน

และผมเจอ 1 คำถาม
ที่ถูกถามบ่อยที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
สำหรับมือใหม่

นั่นก็คือ

อยากเขียนเก่งทำยังไงดี ?

10 ปีที่แล้ว
ผมไม่รู้ว่าผมตอบไปว่ายังไง  

แต่ถ้าถามผมวันนี้ ผมจะบอกว่า

ถ้าคุณอยากเป็นนักถ่ายทอดที่ดี
คุณก็ต้องเป็นนักอ่านที่ดี

เพราะการอ่าน
คือการเก็บสะสมข้อมูล

คุณจะให้อะไรใครได้
คุณต้องมีสิ่งนั้นก่อน

คุณจะถ่ายทอดออกมาได้
คุณต้องมีสิ่งนั้นในหัวอยู่แล้ว

วันนี้ผมเลยจะขออนุญาต
คิดซะว่าเป็นการแบ่งปันนะครับ

Advertisement

Advertisement

ว่าถ้าคุณอยากจะเป็นนักเขียน
หรืออยากเขียนให้เก่ง

มีหนังสือแนวไหนบ้างที่คุณควรจะอ่าน

เพื่อให้คุณทำงานได้อย่างไหลลื่น
มีไอเดียผุดผ่องตลอดเวลา

ผมมีหนังสือ 3 แนวที่จะแบ่งปันครับ
เป็นหนังสือที่ทุกวันนี้ผมก็ยังอ่านอยู่
อ่านทุกวัน

และทุกครั้งที่อ่าน
ผมก็ได้ไอเดียใหม่ ๆ เสมอ
มาต่อยอดงานเขียนของตัวเอง

และผมอยากจะแชร์เรื่องนี้ให้คุณได้ฟัง
 

 

มาเริ่มที่ข้อแรกเลยครับ
หนังสือแนวจิตวิทยา

จิตวิทยา

(รูปภาพโดย ประภาส  เอี่ยมสอาด)

 

อันนี้ซีเรียสมากนะครับ
เพราะคุณต้องไม่ลืมว่า

คุณกำลังเขียนเพื่อให้คนอ่าน

คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก

ถ้าวันนี้คุณสามารถเข้าใจ
ความรู้สึกของผู้อ่านคุณได้ คุณจะมีแต้มต่อ

จิตวิทยามนุษย์
ไม่ว่าจะเป็นแนว how to

เป็นแนวงานวิจัย
ผมถือว่าได้หมดครับ

เพราะโดยพื้นฐานแล้ว
มันคือการเข้าใจความเป็นมนุษย์

รู้ว่ามนุษย์คิดอะไร ชอบอะไร

Advertisement

Advertisement

หลงใหลอะไร

และแบบไหนที่เมื่อแสดงออกไปแล้ว
มนุษย์จะให้การตอบรับอย่างดี

หนังสือแนวนี้
คุณควรอ่านไว้ครับ เพื่อสะสมเป็นคลังอาวุธ

งานของคุณจะโดนใจคนอ่านหรือไม่
อยู่ที่จุดนี้

คุณเข้าใจผู้อ่านคุณดีแค่ไหน
โดยใช้จิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้อง

ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ
สมมุติคุณอยากจะเขียนงาน
ให้คนอ่านแล้วรู้สึกคล้อยตาม
รู้สึกเห็นด้วยกับคุณ

จิตวิทยาแนวการโน้มน้าว
เรื่องการใช้คำ

คุณสามารถเอามาใช้ได้เลยครับ

คุณจะรู้ความลับทันทีว่า
การนำเสนอแบบไหนที่เมื่อพูดออกไปแล้ว

คนอ่านจะเชื่อถือมากที่สุด

นักเขียนควรจะมีสิ่งนี้ติดตัวไว้เป็นอาวุธครับ

.

ต่อมาคือ
หนังสือแนวประวัติศาสตร์

ยิว

(รูปภาพโดย ประภาส  เอี่ยมสอาด)

 

สงสัยใช่ไหมครับ
ว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง

เอาล่ะ เดี๋ยวผมขออธิบายแบบนี้

ประวัติศาสตร์ในความหมายของผม
ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ประเทศ

Advertisement

Advertisement

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ผมหมายถึงประวัติศาสตร์ทุกอย่างนะครับ

การเมืองก็ดี

อาหารการกิน

วัฒนธรรมทุกอย่าง

อะไรที่เป็นเรื่องเก่าแก่
เป็นเรื่องโบราณ

อะไรที่มีที่มาที่ไป

คุณควรศึกษาไว้ครับ อ่านเยอะ ๆ

เพราะ

เมื่อเวลาคุณนำเสนอเรื่องราว
คุณจะมีตัวเปรียบเทียบ

คุณจะมีแหล่งอ้างอิง
และมันจะทำให้สิ่งที่คุณนำเสนอน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

สมมุติคุณจะเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบัน
โดยที่พูดขึ้นมาลอย ๆ
ไม่มีการอ้างอิง

น้ำหนักในการนำเสนอคุณ
มันจะต่ำลงไป

แต่หากคุณมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์

มีที่มาที่ไปของเรื่องนั้น

สามารถโยงอ้างอิงได้

ผู้อ่านจะเชื่อถือคุณมากขึ้น
และคุณจะกลายเป็นนักเขียนที่มีเสน่ห์ครับ

ลองนึกภาพคุณตาคุณยาย
ตอนที่ท่านเล่าเรื่องให้เราฟังสิ

ตอนนั้นเราคล้อยตามแค่ไหน
เรารู้สึกตื่นเต้น
รู้สึกอินไปกับเนื้อหาที่ท่านเล่า

เพราะประวัติศาสตร์มีที่มาที่ไป
และสามารถผูกโยงถึงปัจจุบันได้

มีการนำเสนอมันเลยดูมีเสน่ห์

นักเขียนก็ควรจะเป็นเช่นนั้นครับ
มีข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไว้หน่อย
เพื่อใช้อ้างอิงผลงานของตัวเอง

.

และหนังสือประเภทสุดท้าย
หนังสือแนวนิยายครับ

วิมาน

(รูปภาพโดย ประภาส  เอี่ยมสอาด)

 

อาจจะเป็นการฟังย้อนแย้งที่สุด
แต่ในมุมส่วนตัวแล้ว

ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะมีหนังสือแนวไหน
ที่ขับกล่อมจิตใจ
และทำให้คุณเข้าใกล้กับ
ความเป็นธรรมชาติของมนุษย์มากที่สุด

หนังสือนิยายต่างจาก
การเขียนบทความหรือเขียนเรื่องราวทั่วไปนะครับ

ทุกการเล่าเรื่อง การวางโครง
มันมีแบบแผนที่หน้าซับซ้อนและน่าหลงใหลอย่างยิ่ง

ผมไม่จำกัดนะว่าต้องเป็นนิยายแนวไหน

แต่ขอแค่คุณศึกษาและอ่านมันอย่างเปิดใจ

คุณจะพบว่า
ความละเมียดละไม
ความนุ่มละมุน
และความละเอียดอ่อนหลังจากนั้น

มันจะเห็นชัดขึ้นในผลงานการเขียนของคุณ

ลองหานิยายสักเล่ม
ที่ถูกชะตาคนดูสิครับ

หลังจากนั้นให้เวลากับมัน
คุณจะพบว่า

ชีวิตคุณหลังจากนี้กับก่อนหน้า
ต่างกันโดยสิ้นเชิง

และคุณจะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้น

.......

 

 


ประภาส  เอี่ยมสอาด