ภาพจาก unsplash     ปัจจุบันคนไทยมีอัตราเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าจำนวนมาก แต่บางคนก็เป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในปัจจุบันมีความกดดันสูง บางครั้งก็อาจจะคิดว่าตัวเองคิดมากไป โรคซึมเศร้าเป็นโรคของอารมณ์ความรู้สึก หากปล่อยให้จมอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกเดิม ๆ วนซ้ำไปซ้ำมาไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือเริ่มรุนแรงจนบางครั้งมีอาการต่าง ๆ ผู้ป่วยซึมเศร้านอกจากอาการจะส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกนั้น ก็ยังส่งผลต่อการทำงานในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ภาพจาก unsplash     ผู้เขียนมีเพื่อนคนหนึ่งมีอาการเป็นโรคซึมเศร้า และกำลังรักษาอยู่ ภายนอกเพื่อนคนนี้ก็ปกติ ใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนคนทั่วไป แต่เป็นคนค่อนข้างเงียบ และมีโลกส่วนตัวค่อนข้างสูง ไม่ค่อยสุงสิงกับใครเท่าไรนัก และเนื่องจากสาขาวิชาที่เรียนนั้นค่อนข้างมีความเครียดและกดดัน เขามักจะใช้เวลาอยู่คนเดียวเพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมาย หากแต่บางครั้งก็มีอารมณ์หรือความรู้สึกที่เรียกว่าสภาวะซึมเศร้าขึ้นมา จนบางครั้งก็ทำร้ายตัวเอง เริ่มเเรกที่ผู้เขียนทราบว่าเพื่อนคนนี้เป็นซึมเศร้า ผู้เขียนรู้สึกตกใจมากเพราะไม่เคยทราบหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคนี้มาก่อน เพื่อนเล่าว่า เริ่มรู้ตัวว่าเป็นตอนปีสอง เพราะเริ่มทำงานไม่ได้ หมดอาลัยตายอยาก เกรดเริ่มตก รู้สึกสิ้นหวังมาก เหมือนไม่อยากมีชีวิต อยากตาย เป็นอยู่นานจึงตัดสินใจไปพบหมอ พอได้ปรึกษาหมอ หมอก็ดูแล้วว่าเป็นจึงเริ่มหายาที่เข้ากับอาการของเธอ เปลี่ยนยาไปหลายตัวมาก ยาแต่ละตัวจะเข้ากับร่างกายไม่ได้ทุกคน เช่นเพื่อนของผู้เขียนนั้นมีทั้งอาการไบโพล่า และอาการซึมเศร้า ทำให้ยาแอนตี้ซึมเศร้าบางตัวทานไม่ได้ จะทำให้อาการเหวี่ยงมาก เช่นว่าห้านาทีหัวเราะมีความสุขแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกห้านาทีร้องไห้ฟูมฟายจะเป็นจะตาย และมีน้ำหนักขึ้น ยาที่ทานอยู่ตอนนี้ดีที่สุดสำหรับเธอแล้ว แต่ก็มีราคาที่สูงมาก อาการของเขาเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ และคงที่มากขึ้น แต่ก็ยังคงมีอาการเศร้าอยู่ ตอนเริ่มกินยาครั้งแรก เธอรู้สึกมีความสุขมาก แบบที่เธอลืมไปนานแล้วว่าความสุขเป็นอย่างนี้นี่เอง แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มคงที่ ไม่ได้หวือหวาเหมือนตอนแรก จนถึงตอนนี้เธอก็ทานยาตัวนี้มาสามปีแล้ว ช่วงไหนที่แย่มากๆ ก็ทำร้ายตัวเอง กรีดแขนบ้าง ชกกำแพงบ้าง ร้องไห้ฟูมฟาย และรู้สึกว่างเปล่า ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ถ้าตายตอนนี้ก็ไม่เสียใจ รู้สึกมาก ๆ ตอนเจอเรื่องแย่ ๆ และที่สำคัญคือยาทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ จะคอยกดไว้ให้รู้สึกมึน ๆ ไม่ค่อยมีสมาธิ

Advertisement

Advertisement

ตอนนี้เธอยังรู้สึกว่างเปล่าอยู่แต่ก็ดีขึ้นมาก และมีนัดบำบัดจิตด้วยเพราะยาอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว อีกสาเหตุจริงที่เธอเป็นซึมเศร้าที่เธอได้คุยกับหมอ คือ จริง ๆ เธอเป็นมานานแล้วตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยม แต่อาการไม่ได้หนักขนาดนี้ ไม่ได้แสดงอาการชัดเจน มันสะสมมาจากนิสัยส่วนตัว ที่ใช้ชีวิตในทุกวัน รวมไปถึงการเลี้ยงดูในวัยเด็กของเธอด้วย และเมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนก็ได้เผชิญกับความรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน รู้สึกถึงความว่างเปล่า ร้องไห้ฟูมฟาย คิดถึงเรื่องอยากตาย วนกลับมาคิดเรื่อย ๆ เรื่องเดิม ๆ จนรู้สึกไม่มีความสุข แต่อาการไม่ได้หนักเท่าเพื่อน ยังใช้ชีวิตปกติได้ไม่ได้มีผลกับการทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวัน แค่เพียงบางครั้งจะคิดวนเรื่องเดิม ๆ ตอนอยู่คนเดียว จึงได้คุยปรึกษากับเพื่อน และพยายามเอาตัวเองออกมาจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด ทำอย่างไรก็ได้ ดูซีรีส์ ฟังเพลง หรือการไปออกกำลังที่ได้เจอคนเยอะ ๆ พยายามปลงให้เร็วที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วนั้น คนที่จะต้องจมอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้น คือเราคนเดียว มีเราคนเดียวที่จะสามารถช่วยตัวเองให้ดีขึ้นได้ ครอบครัวก็สำคัญแต่อย่าลืมว่า บางครั้งสาเหตุของการมีอาการเหล่านี้ ก็มาจากครอบครัว ดังเช่นผู้เขียนและเพื่อนของผู้เขียน  แต่บางคนครอบครัวก็ยังเป็นกำลังใจและแรงใจที่สำคัญที่ดีให้กับเราได้   ภาพจาก unsplash       สุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากจะให้กำลังใจคนที่กำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้า หรือคิดว่าตัวเองอาจจะเป็น ซึ่งบางครั้งมันอาจจะเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว โดยเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันปกติของเรานี่แหละ แต่ก็อาจจะทำให้เราเป็นได้ อยากให้ลองหาอะไรทำเยอะ ๆ พยายามอย่าให้ตัวเองจมอยู่กับเรื่องเดิมนาน ๆ หาอะไรทำที่คิดว่าช่วยผ่อนคลายเราได้ ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง หรือออกกำลังกาย ไปเจอผู้คนเยอะ แม้ว่าเราจะไปโดยที่ไม่รู้จักใคร แต่การที่ออกไปเจอคนเยอะ ๆ จะทำให้เราไม่รู้สึกเหงา เหว่ว้า หรือรู้สึกตัวคนเดียว สภาพแวดล้อมก็สำคัญ หากคิดอะไรไม่ออกก็ลองจัดห้องใหม่ หาอะไรมาตกแต่งที่มองแล้วรู้สึกสบายตา มองแล้วไม่เครียด สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาผู้เขียนหวังว่าคงจะมีประโยชน์กับใครหลาย ๆ คนบ้าง จึงอยากนำมาบอกเล่าให้ฟังกัน แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อไป ฝากติดตามผลงานผู้เขียนด้วยนะคะ

Advertisement

Advertisement