เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี ทุกปีในช่วงของกิจกรรมการรับน้องใหม่ ที่นอกจากจะมีกิจกรรมภายในเอกวิชา ภาคคณะแล้วนั้น ยังรวมถึงกิจกรรมของมหาวิทยาลัยอื่นๆอีกมากมายที่เปิดโอกาสให้รุ่นพี่และรุ่นน้องได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และหนึ่งในนั้นคือ 'พิธีบายศรีสู่ขวัญ รับขวัญน้องใหม่' พิธีศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเกิดจากความเชื่อที่ว่าทุกคนล้วนเกิดมาพร้อม "ขวัญ"  ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาเจ้าของ การทำพิธีบายศรีสู่ขวัญจึงเป็นการเชิญ หรือเรียกขวัญที่หนีหายไปให้มาอยู่กับตัว และเพื่อเป็นการส่งเสริมพลังใจให้เข้มแข็ง  มีสติและไม่ประมาทในการใช้ชีวิต โดยจะมีการเชิญครูพราหมณ์มาเป็นผู้ทำพิธีอย่างยิ่งใหญ่ และแน่นอนว่าเรื่องตำนานเล่าขานก็มีมาทุกยุคทุกสมัยเช่นกัน

          ...เพียงแต่ในครั้งนี้ฉันไม่ได้เป็นผู้ฟัง เพราะฉันกลายเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่ต้องประสบพบเจอเสียเอง

Advertisement

Advertisement




          ย้อนกลับไปในสมัยช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย ตอนนั้นฉันเป็นรุ่นพี่สันทนาการปี 2 หรือ 3 หากจำไม่ผิด แต่หลังจากผ่านกิจกรรมรับน้อง และการอดหลับอดนอนติดต่อมาตลอดหลายวัน ในที่สุดก็ถึงช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนของฉันเสียที ฉันรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายปีนป่ายขึ้นบนเตียงนอนชั้น 2 แล้วทิ้งตัวลงบนที่นอน พลางบิดตัวมุดหาเหลี่ยมนอนที่สบายตัว ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องอีก 3 คนต่างนั่งดูโทรทัศน์ ทานข้าว และพูดคุยทำกิจกรรมตามอัธยาศัย

          "ก๊อก ก๊อก ก๊อก" เสียงใครบางคนเคาะประตูห้อง

          "กิต ไปร่วมพิธีบายศรีมั๊ย?" อุ๋ย เพื่อนร่วมเอก และเพื่อนร่วมหอ สวมใส่ชุดนิสิตถูกระเบียบ กระโปรงทรงเอยาวคลุมเข่า พร้อมผมรวบตึงเรียบร้อยโผล่เข้ามาทักทาย เธอเป็น 'พี่ระเบียบ' หรืออีกในนามหนึ่งคือ 'พี่ว๊าก' ซึ่งในค่ำคืนนี้เธอมีหน้าที่ต้องคอยดูแลรุ่นน้องเข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญของมหาวิทยาลัย จนส่งรุ่นน้องกลับเข้าที่พักอย่างปลอดภัย

Advertisement

Advertisement

          "ไม่เอาอ่ะ ไม่ไหวแล้ว" ฉันสะลึมสะลือตอบกลับพอจับใจความ โบกมือให้พร้อมยิ้มหวานทั้งๆที่หัวยังอยู่บนหมอน

       อุ๋ยโบกมือยิ้มให้กับฉันและเพื่อนคนอื่นๆ แล้วปิดประตูจากไป เปลือกตาฉันหนักอึ้งเกินกว่าจะสู้กับแสงสว่างของไฟในห้องได้อีกต่อไป

          "ไปมั๊ย?" ทันทีที่หลับตาลง เสียงของใครบางคนดังขึ้นแทรกเสียงโทรทัศน์ ฉันยังพยายามส่งเสียงตอบกลับปฏิเสธ แต่ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แต่ถึงแม้ว่าร่างกายจะอ่อนล้าแค่ไหนแต่สติยังคงสงสัย ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของใครกัน ช่างไม่คุ้นเอาเสียเลย





          "กิต ...ไปมั๊ย?" จู่ๆเสียงทุกอย่างรอบตัวก็พลันอื้ออึง แต่ทว่าเสียงของใครบางคนนั้นที่ยังดังชัดเจนจากประตูห้อง

Advertisement

Advertisement

          "ไปมั๊ย?" เสียงเย็นๆ พูดช้าๆชัดๆดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ "ไปมั๊ย?" ...ไม่ใช่เพื่อน "ไปมั๊ย?" ...ไม่ใช่คนที่ฉันรู้จัก "ไปมั๊ย?" ...ไม่ใช่คน

          กว่าจะรู้ตัวฉันก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้อีก ต่อให้พยายามขยับหรือดิ้นให้สุดแรงยังไงก็ไร้ผล 

          "...ก๊อง ...ก๊อง ...ก๊อง" เตียงเหล็กโดนเคาะไล่ตั้งแต่หัวนอนไปจนถึงปลายเท้า

          ไม่รู้ว่าเพราะอากาศที่เย็น หรือเพราะความกลัวฉันขนลุกไปทั้งตัวเมื่อรู้สึกได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นกำลังปีนขึ้นมาบนที่นอนชั้น 2 ที่ๆฉันนั้นนอนอยู่

          "กิต ...ไปมั๊ย?" ถึงฉันหลับตาและมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ฉันรู้สึกได้ว่าสิ่งนั้นไต่คร่อมร่างกายฉัน เสียงนั้นเย็นยะเยือกและดังก้องชัดเจน ลมหายใจรดแผ่วที่กกหูจนแน่ใจแล้วว่าความกลัวเกาะกินฉันไปทั้งร่าง ยิ่งขยับตัวดีดดิ้นแรงมากแค่ไหน เหมือนยิ่งโดนกดจนหายใจจะไม่ได้ เหมือนคนกำลังจะจมน้ำตาย ในหัวตอนนั้นคิดเพียงว่า 'ยัง ...ฉันยังไม่ไปไหนทั้งนั้น' แต่ครั้งจะเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือกลับไปมีแม้ซักเสียงที่จะเล็ดรอกออกมา

          "แพร" ชื่อเล่นจริงของฉันถูกเรียกด้วยเสียงของใครบางคน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใคร แต่เสียงนั้นดังแทรกขึ้นมาระหว่างที่เสียงเย็นยะเยือกนั้นกำลังร้องเรียกถามชวนฉัน

          "แพร!" เสียงนั้นเรียกย้ำอีกครั้ง แต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย

          "แพร!!!" เสียงนั้นดังขึ้นจากบนหัว น้ำเสียงดุดัน ไม่สบอารมณ์ ทำเอาฉันสะดุ้งลุกตัวลอยขึ้นมาด้วยดวงตาที่เบิกโพลง 

          ฉันรีบหันไปหาเพื่อนร่วมห้องอีก 3 คน ทุกคนพากันตกใจและงงในท่าที ฉันกุลีกุจอลงจากที่นอนชั้น 2 เข้าห้องน้ำล้างหน้า แล้วออกมานั่งตั้งสติกับเพื่อนๆคนอื่นๆที่อยู่ในห้อง

          "เมื่อกี้ อุ๋ยถามชวนไปงานกี่ครั้ง" ฉันถาม          

          "ก็ที่เปิดประตูมาถามแล้วก็ไปไง" เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งตอบกลับมาตามปกติ

          "...เมื่อกี๊ ไม่ใช่" ฉันตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่มีนัยยะ แล้วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนร่วมห้องฟัง





          ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านล่วงเลยมาหลายปี แต่ทุกครั้งที่นึกย้อนบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น หรือแม้กระทั้งในขณะที่ฉันกำลังพิมพ์อยู่นี้ ฉันยังคงรู้สึกขนลุก และจำทุกความรู้สึกในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี ฉันมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าสิ่งที่เกิดขึนนั้นเป็นเรื่องจริงแท้อย่างแน่นอน ถึงแม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ในทางจิตวิญญาณนั้น มันคือเรื่องจริง

 

ที่มาภาพ http://www.lib.buu.ac.th/buuarchives/category/gallery/rice-offering/