เคยรู้สึกกับตัวเองแบบนี้ไหมครับ โตมาจนป่านนี้แล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือถนัดอะไร งานที่ทำก็ทำไปงั้นแหละ เพราะมันได้ตังค์ ส่วนความฝันความตั้งใจ ตัวเองเก่งเรื่องอะไร อันนี้ไม่รู้เลย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกแบบนี้ ผมยินดีด้วยครับ เพราะผมก็เคยเป็นเหมือนกัน

มันน่าเสียดายนะ อุตส่าห์ได้เกิดเป็นคนทั้งที แต่หาตัวเองไม่เจอ พอหาตัวเองไม่เจอ การจะเป็นอัจฉริยะในแบบของตัวเอง มันก็ยาก แต่ผมคงไม่บังอาจตัดสินหรือสถาปนาว่าตัวเองเป็นกูรู ด้านการค้นหาตัวเองนะครับ เพียงแต่ผมมีคำแนะนำ เป็นคำถาม 3 ข้อที่เมื่อผมตอบได้แล้ว ผมรู้เลยว่าตัวเองถนัดอะไร และเดินต่อไปอย่างไรไม่ให้หลงทิศ คิดซะว่าเป็นการนั่งคุยกัน อย่าให้เสียเวลาเลยครับ มาช่วยกันตอบคำถาม 3 ข้อนี้ดีกว่า

ข้อแรก
เวลาว่าง ๆ คุณใช้เวลาไปกับอะไรมากที่สุด

หล่อ

ไม่มีข้อจำกัดนะครับ จะเป็นเรื่องการงานเรื่องไร้สาระ เรื่องบ้าบอหรือแม้แต่ เรื่องที่คนอื่นมองว่าคุณเพี้ยน คุณใช้เวลาไปกับอะไรมากที่สุด เพราะนั่นจะเป็นป้ายบอกทางว่าคุณขลุกอยู่กับมันได้ คุณมีใจให้มัน ยกตัวอย่าง สมมติหลังเลิกงาน คุณหมดเวลาไปกับการเขียนบทความอย่างบ้าคลั่งโพสต์ลง Facebook ส่วนตัว เขียนเก็บไว้อ่านเอง บันทึกลงในไดอารี่ ถ้าคุณค้นพบว่าคุณคลั่งไคล้กับการเขียนอย่างมาก อย่าทำเป็นเล่นไปนะครับ นี่อาจจะเป็นป้ายบอกทางที่จะแนะนำว่าคุณจะเป็นนักเขียนในอนาคตก็ได้ JK Rowling ก็ไม่ได้เขียนเป็นตอนอนุบาล 3 เขาเพิ่งมาค้นพบตอนโตว่าเขาหลงรักการเล่าเรื่อง จนสุดท้ายค้นพบศักยภาพในตัวเองสร้างตำนาน Harry Potter กระหึ่มโลกจนถึงวันนี้

Advertisement

Advertisement

ผมถามย้ำอีกครั้งนะครับ เวลาว่างคุณใช้เวลาไปกับการทำอะไรมากที่สุด ลองสังเกตดูดี ๆ

ข้อสอง

Advertisement

Advertisement

คนใกล้ตัวเคยชมคุณเรื่องอะไรบ้าง

ปาก

นี่เป็นเบาะแสชั้นดี ที่หลายคนพลาดไปอย่างน่าเสียดาย ลองคิดดูเล่นๆนะครับ การที่ใครสักคนมาชมเรา นั่นแปลว่าเขาต้องเห็นบางอย่างที่เราโดดเด่นกว่าคนอื่น มันไม่สำคัญนะครับว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ แต่ถ้าเขาชมอย่างจริงใจ นั่นคือป้ายบอกทางแล้ว สมมติเขาชมคุณว่าทำไมแต่งหน้าสวยจังเลย ช่วยมาแต่งให้พี่หน่อยสิ ถ้าคุณเป็นคนที่เก็บรายละเอียดและสนใจสิ่งเหล่านี้
คุณจะพบครับ ว่าคุณก็เป็นหนึ่งในคนที่มีฝีมือในการแต่งหน้าไม่แพ้มืออาชีพเลย และถ้านั่นเป็นสิ่งที่คุณโหยหามาตลอด ลองต่อยอดอีกสักนิด ไม่แน่นะครับ ช่างแต่งหน้ากองถ่ายละครไทย อาจจะมีชื่อคุณเป็นอย่างนั้นก็ได้ มีใครชมคุณเรื่องอะไรบ้าง...นึกดี ๆ

ข้อสุดท้าย
มีคนมาปรึกษาคุณเรื่องอะไรบ้าง

ปรึกษา

ถ้าจะเปรียบเทียบว่าข้อไหนมีความเข้มข้นและเป็นป้ายบอกทางที่ชัดที่สุด ส่วนตัวผมยกให้ข้อนี้เลยครับ เพราะการที่ใครสักคนเข้ามาปรึกษาคุณ นั่นแสดงว่า เขาไว้เนื้อเชื่อใจและเห็นว่าคุณทำสิ่งนั้นได้ดี ลองนึกซะว่าเป็นเราก็ได้ครับ เราต้องใช้ความพยายามขนาดไหนในการที่เราจะเลือกใครสักคนเป็นที่ปรึกษาตอนเกิดปัญหาในชีวิต ถ้าเราเลือกคนนั้นแล้ว นั่นแสดงว่าเรามั่นใจว่าเขาช่วยเราได้จริงๆ

Advertisement

Advertisement

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติเพื่อนคุณเข้ามาปรึกษาเรื่องโปรแกรม Photoshop ทั้งที่คนในห้องมีเป็น 10 แต่เขาเลือกคุณ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอนครับ คุณอาจจะเคยโชว์ฝีมือหรือผลงานบางอย่างให้เขาคนนั้นเห็น และเขามั่นใจว่าคุณคือตัวจริงในระดับนึงที่จะให้ความรู้เรื่องนี้ได้ สิ่งที่สำคัญมากนะครับ เพราะมนุษย์เราส่วนใหญ่จะเห็นทุกอย่าง....ยกเว้นตัวเอง การที่ใครสักคนมาบอกว่า ช่วยฉันหน่อยสิ ขอปรึกษาหน่อยสิ นั่นคือกระจกสะท้อนครับว่าเขาเห็นของดีในตัวคุณ ซึ่งคุณอาจจะมองข้ามไป

คุณอาจจะไม่รู้ตัวว่าคุณเป็นเทพในด้านไหน จนกระทั่งมีใครสักคนมาบอกว่า ขอความช่วยเหลือ ลองสังเกตดี ๆ ครับ ใครมาปรึกษาคุณเรื่องอะไรบ้าง นั่นแหละจะเป็นศักยภาพที่แท้จริง ซึ่งมันจมในตัวคุณมาตลอด ถึงเวลาแล้วครับ ที่ต้องงัดมันขึ้นมา

.....

3 คำถามนี้จะช่วยทำให้คุณเข้าสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น ผมขออวยพรให้คุณค้นพบศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองในเร็ววัน ขอให้โชคดีครับ

ขอบคุณภาพสวยๆจาก pixabay

ประภาส  เอี่ยมสอาด