เพื่อนของฉันชื่อพิมค่ะ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพิม เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมานี้เอง โดยฉันเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

ครอบครัวของพิมได้ซื้อที่ดินหลายไร่ไว้ที่ตีนเขาในจังหวัดชลบุรี เพื่อปลูกบ้าน เพราะพ่อแม่ของพิมอยากจะไปอาศัยอยู่ในที่อากาศดีๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ชลบุรีก็เป็นจุดหมายที่ครอบครัวของพิมเลือก เพราะไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก และอากาศดี ยังมีพื้นที่สีเขียวอยู่มาก 

บ้านปลูกเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2561 พิมก็ต้องขับรถจากชลบุรีมาทำงานที่ย่านบางนาทุกวัน ด้วยความหฤโหดของการจราจรกว่าพิมจะกลับถึงบ้านก็ดึก พิมบ่นให้ฉันฟังบ่อยๆ ว่าเหนื่อยมาก ปวดหัวแปลกๆ ตั้งแต่ย้ายบ้านไป และนอนไม่ค่อยหลับ ถ้าหลับก็ฝันร้ายทุกคืน ฉันก็คิดว่าคงเป็นเพราะพิมเหนื่อยที่ต้องขับรถไปกลับเป็นร้อยโลทุกวัน

พ่อกับแม่เข้านอนก่อนพิมกลับถึงบ้านทุกวัน ทุกคนจึงตัดสินใจเลี้ยงหมาไทยตัวใหญ่ไว้ 7 ตัวให้เฝ้าบ้าน และเป็นเพื่อนพิมเมื่อกลับบ้านมาดึกๆ เพราะบ้านของพิมรายล้อมด้วยที่ว่าง ค่อนข้างมืดและน่ากลัว

Advertisement

Advertisement

วันนั้นพิมบ่นปวดหัว ไม่อยากขับรถกลับบ้าน ฉันจึงอาสาขับรถกลับบ้านให้พิม ใจก็คิดว่าโชคดีจังจะได้ไปเที่ยวค้างต่างจังหวัดสักคืนเพราะรุ่งขึ้นเป็นวันหยุด และชลบุรีก็มีที่เที่ยวไม่น้อยเลย 

ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ฝ่ารถติดไปจนถึงทางเข้าบ้านพิมซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน คืนนั้นเงียบมาก ฉันไม่ได้ยินเสียงหมาเห่าสักตัว ทั้งที่บ้านพิมมีหมาอยู่ 7 ตัว ฉันเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่ก็ขับรถต่อไป จนถึงบ้านพิม ปรากฎว่ารีโมทประตูรั้วไม่ทำงาน พิมพยายามกดเท่าไรก็ไม่ได้ พิมจึงให้ฉันจอดรถหน้าบ้านแล้วเดินเข้าไปแทน ถนนก็มืดมาก พอลงจากรถฉันก็รู้สึกว่าอากาศหนาวเย็นผิดปกติ เมื่อเดินเข้าใกล้บริเวณบ้านยิ่งรู้สึกเย็นขึ้นเรื่อยๆ แต่พิมก็รีบบอกว่า "แถวนี้ตอนเย็นหนาวทุกวัน" 

Advertisement

Advertisement

เมื่อเดินไปถึงหน้าบ้าน พิมก็พยายามใช้กุญแจไขสักพักจนเปิดรั้วได้ เดินเข้าไปบริเวณบ้านเห็นหมาไทยนอนเรียงรายกัน 7 ตัวดูผิดปกติ พิมจึงเดินไปเรียกหมาตัวโปรดของเธอ ทั้งเขย่า ทั้งตะโกนเท่าไรหมาก็ไม่ตื่น พิมเริ่มร้องไห้ และทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงรถแล่นตรงมา พร้อมกับเสียงคนตะโกนโหวกเหวก ฉันกับพิมรีบวิ่งไปที่ตัวบ้านอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งที่มองไม่เห็นอะไรท่ามกลางความมืดเลย

พิมวิ่งไปเคาะประตูห้องพ่อกับแม่อย่างแรง ก็ไม่มีใครตื่น แต่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่ทั่วบ้าน ทั้งสองชั้น แน่นอนว่าไม่ได้มีคนเดียว ฉันคิดว่าบ้านพิมคงถูกโจรปล้น เพราะมีรถ และมีคนอีกหลายคน หมาก็โดนวางยา แล้วพ่อกับแม่ของพิมล่ะ?

แต่ตอนนั้นยังไม่มีเวลาคิดอะไรมาก พิมก็เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด ฉันเห็นผู้หญิงแก่เดินมากวักมือเรียก จึงดึงมือพิมให้ตามไป ผู้หญิงคนนั้นนำฉันกับพิมไปที่ห้องพระ เมื่อพิมเริ่มสงบฉันจึงบอกพิมว่า ยายของพิมให้มาซ่อนที่นี่ก่อน พิมตกใจจนมือเย็นเฉียบ บอกฉันว่ายายเสียไปนานแล้ว แต่ลักษณะของผู้หญิงที่ฉันเห็นคือยายของพิมจริงๆ 

Advertisement

Advertisement

เสียงฝีเท้ายังดังอยู่รอบๆ จนกระทั่งมาหยุดที่หน้าห้องพระ ได้ยินเสียงเคาะประตู ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก พิมลากฉันไปซ่อนอยู่ใต้ตั่ง ประตูค่อยๆ เปิดออก พร้อมมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา ฉันกับพิมพยายามมองหาเจ้าของเสียงฝีเท้า แต่ก็ไม่เห็นใครเลย มีแต่ประตูกับแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามา ฉันจึงตัดสินใจคลานออกไปจากตั่ง ภาพที่เห็นทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น...ไม่มีใครเลย มีแต่เสียงฝีเท้า เสียงฝีเท้าดังมาก ดังรอบตัว ดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ 

"กรี๊ดดดดดดดดดด" พิมร้องเสียงดัง ฉันมองไปเห็นพิมเหมือนถูกลากออกไปทางประตู แต่ไม่เห็นใครเลย! พิมโดนบางอย่างกระชากออกไป พิมจับมือ จับแขนฉันแน่น จนเล็บจิกข่วนแขนฉันเป็นทางยาว แต่ฉันก็ดึงพิมไว้ไม่อยู่ พิมถูกโยนลงไปจากระเบียง ตอนนั้นฉันได้หวังว่าพิมจะไม่เป็นไร เพราะบ้านนี้ไม่สูงมาก แต่ก็ไม่มีกระใจจะหันกลับไปดู นาทีนั้นฉันคิดแค่ว่าต้องรอดออกไปจากบ้านนี้ให้ได้ จึงรีบวิ่งลงจากตัวบ้านไปที่รถ

ฉันรู้สึกว่าวิ่งอยู่นานมาก กว่าจะถึงรถของพิมที่จอดอยู่หน้าบ้านแล้วรีบสตาร์ทรถ แล้วขับออกไป ฉันขับไปเกือบสิบห้านาทีก็ยังไม่เจอถนนที่มีไฟ ซึ่งจำได้ว่าขามาแค่ประมาณห้านาที จากถนนที่มีไฟก็ถึงบ้านของพิมแล้ว ฉันคงหลงทางแน่ ใจนึงก็เป็นห่วงพิมแต่อยากจะไปตามตำรวจมาช่วยมากกว่า ฉันคนเดียวคงทำอะไรไม่ได้ ฉันมัวแต่คิดวนไปวนมาอยู่ในหัว 

แล้วฉันก็เห็นคนวิ่งตัดหน้ารถอย่างเร็ว จึงรีบหักหลบ ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นคือฉันกำลังพุ่งเข้าชนต้นไม้ใหญ่....แล้วฉันก็หมดสติไป

เมื่อตื่นขึ้นมาฉันกลับอยู่บนเตียงที่บ้าน เหตุการณ์เมื่อคืนคงเป็นความฝันแน่ แต่กลับมีแผลที่ศีรษะ และรอยข่วนบนแขนฉันก็ยังอยู่ น่าแปลกจริงๆ เสียงโทรศัพท์มือถือดัง...ฉันกดรับ พร้อมได้ยินข่าวร้าย

"พิมขับรถชนต้นไม้เสียชีวิตระหว่างกลับบ้านเมื่อคืนนี้"

ฉันไปร่วมงานศพของพิมที่วัดหน้าปากซอยบ้านเธอ รอยชนที่ต้นไม้ต้นนั้นยังอยู่ ฉันมั่นใจว่าคนที่ขับรถในคืนนั้นคือฉันไม่ใช่พิม และมีฉันคนเดียวที่อยู่บนรถคันนั้น ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของพิมอีกเลย