เมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี  หนึ่งแลนด์มาร์คที่ห้ามพลาด ก็คือ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เป็นโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่ อยู่คู่เมืองจันทบุรีมากว่า 100 ปี ด้วยสถาปัตยกรรมอันงดงามของที่แห่งนี้ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก

ด้านหน้าโบสถ์ มุมกว้าง               โบสถ์คาทอลิกแห่งนี้ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2254 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีชาวเวียดนามที่นับถือนิกายโรมันคาทอลิก ประมาณ 300 คน ลี้ภัยจากการเบียดเบียนทางศาสนาในโคชิน มาตั้งถิ่นฐานที่จังหวัดจันทบุรี และต่อมาในปี 2255 คุณพ่อเฮิ้ต โตแลนติโน ได้รับสั่งจากพระสังฆราชบีอองเดอ ซีเซ ให้จัดสร้างวัดหลังที่ 1 ขึ้น บริเวณริมแม่น้ำจันทบุรีฝั่งตะวันตก หลังจากนั้น ชุมชนความเชื่อแห่งนี้ ก็ได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยจำนวนคริสตชนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องสร้างวัดหลังใหม่ เป็นหลังที่ 2 (ปี 2295) และหลังที่ 3 (ปี 2377) ซึ่งมีคุณพ่อมัทธีอัส โต ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เป็นผู้ดูแลและดำเนินการจัดสร้าง ซึ่งวัดหลังที่ 3 ได้ย้ายข้ามฝั่งมาอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรี

Advertisement

Advertisement

                ต่อมาในปี 2398 ชุมชนคาทอลิกได้มีจำนวนคริสตชนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กว่า 1,000 คน จึงได้มีการจัดสร้างวัดหลังที่ 4 ขึ้น ระยะเวลาผ่านไป จนกระทั่งปี 2443 จำนวนคริสตชนได้เพิ่มขึ้นมากถึง 2,400 คน ทำให้วัดหลังที่ 4 ไม่สามารถรองรับจำนวนคริสตชนได้เพียงพอ บาทหลวงเปรีกาล เจ้าอาวาสในสมัย จึงได้จัดสร้างวัดหลังที่ 5 ขึ้น ซึ่งเป็นโบสถ์หลังปัจจุบัน เชื่อกันว่า ได้รับอิทธิพลมาจากมหาวิหารน็อทร์-ดาม เพราะช่วงที่สร้างขึ้นอยู่ในช่วงที่ฝรั่งเศสยังยึดครองเมืองจันทบุรีอยู่นั่นเอง โดยโบสถ์หลังนี้ได้มี พิธีเสกศิลาฤกษ์วันที่ 6 มกราคม 2449 และเริ่มประกอบพิธีมิสซาครั้งแรก ในปี 2450 ซึ่งจะเห็นได้ว่า ชุมชนคาทอลิกแห่งนี้ ได้หล่อหลอมความเชื่อของคริสตชนมายาวนานกว่า 300 ปี

Advertisement

Advertisement

ด้านหน้าโบสถ์

  • โบสถ์หลังปัจจุบัน ที่สร้างขึ้นในปี 2449 

                 อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ที่เราได้เห็นอยู่นี้ แม้จะเป็นโบสถ์หลังที่ 5 ที่ถูกสร้างมากว่า 100 ปี เมื่อเวลาผ่านไป ก็ต้องทรุดโทรมเป็นธรรมดา ทำให้ในปี 2552 ได้มีการบูรณะสถาปัตยกรรมภายนอกและภายใน บริเวณพระแท่นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ ระบบเครื่องเสียง และภูมิทัศน์ด้านนอก แต่ก็ยังมีส่วนที่เป็นของเดิมอยู่ เช่น กระจกสีสเตนกลาสที่ติดตั้งในปี พ.ศ. 2455 – 2457 พื้นกระเบื้องที่นำเข้าจากฝรั่งเศส เพดานไม้ตะเคียนที่มีลักษณะท้องเรือโนอาห์ (เรือที่ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ของศาสนาคริสต์) รวมถึงบันไดไม้เก่าแก่ ซึ่งปัจจุบันปิดใช้งาน ไม่สามารถขึ้นไปได้

Advertisement

Advertisement

หน้าพระแท่น

  • บริเวณด้านหน้าพระแท่น ที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรม กระจกสี
  • กระจกสีสเตนกลาส รูปนักบุญ

บันไดเก่าแก่

  • บันไดเก่าแก่ 100 กว่าปี 

                  นอกจากนี้ ยอดโดมปลายแหลมของอาสนวิหารฯ เคยถูกถอดออกในสมัยพิพาทอินโดจีน (พ.ศ.2483) เพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายการโจมตีทางอากาศ เมื่อบูรณะจึงได้นำยอดโดมกลับมาใส่อีกครั้ง และใต้โดมฝั่งขวาได้มีการติดตั้งนาฬิกาโบราณขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2452 มีเส้นรอบวงถึง 4.7 เมตร สามารถมองเห็นได้ในระยะไกลถึง 2 กิโลเมตร

ยอดโดม                 อีกหนึ่งไฮไลต์ของโบสถ์แห่งนี้คือ รูปปั้นพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ที่ได้รับการบูรณะออกแบบใหม่ทั้งองค์ จากช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ประดับพลอยกว่า 2 แสนเม็ด 2 หมื่นกะรัต มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

รูปปั้นแม่พระ               ทั้งหมดนี้ คือ เรื่องราวประวัติศาสตร์ ของชุมชนความเชื่อในศาสนาคริสต์ ที่มีมาอย่างยาวนาน รวมถึงอาสนวิหารฯ ที่ถือเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของคริสตชน ที่ยังคง ดำรงอยู่อย่างสวยงาม แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี จนได้รับขนานนามว่า เป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ และสวยงามที่สุดของประเทศไทย

                อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล เปิดให้เข้าเยี่ยมชม ตั้งแต่เวลา 9.00 – 12.00 น. และ 13.00 -15.00 น. แต่หากวันไหนทางโบสถ์มีพิธีกรรมทางศาสนา เช่น พิธีแต่งงาน พิธีศพ ทางอาสนวิหารฯ จะงดให้เยี่ยมชม

การเดินทาง คลิกที่นี่ 


 ภาพ & เขียน : Aishi