ปัญหาใต้ตาดำคล้ำหรือที่หลายคนเรียกอาการนี้ว่าตาคล้ำเหมือนตาแพนด้า อาจจะเป็นปัญหากวนใจของสาว ๆ หลาย ๆ คนอยู่ไม่น้อยเลยใช่ไหมคะ ใต้ตาดำคล้ำทำให้หน้าของเราโทรมเหมือนคนอดนอน ดูไม่สดใส จะออกไปไหนทั้งทีก็ต้องคอยหาคอนซีลเลอร์มาปกปิดตลอด  ยุ่งยากเสียเหลือเกิน วันนี้ผู้เขียนจึงมีวิธีแก้ปัญหารอยคล้ำใต้ตามาฝากสาว ๆ กันค่ะ จะมีวิธีไหนน่าสนใจบ้าง เราไปดูพร้อมกันดีกว่าค่ะ

ดวงตาเครดิตภาพ : https://bit.ly/2w6VmKg

1. ใช้นิ้วมือนวดบริเวณรอยคล้ำใต้ตา

รอยคล้ำใต้ตาอาจเกิดจากการที่เลือดไหลเวียนไม่ดีเท่าที่ควร ให้เราใช้นิ้วชี้กดเบา ๆ ที่ใต้ตาจากซ้ายไปขวา เพื่อช่วยให้เลือดบริเวณใต้ตาไหลเวียนได้ดีขึ้น  แนะนำว่าให้ทำตอนหลังตื่นนอนนะคะ วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่อาจจะทำให้รอยคล้ำใต้ตาดูจางลงค่ะ

ภาพนวดใต้ตาเครดิตภาพ : https://bit.ly/2SH2kNB

2. พักผ่อนให้เพียงพอ

Advertisement

Advertisement

ปัญหาหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดรอยคล้ำใต้ตาคือการพักผ่อนไม่เพียงพอค่ะ การที่เรานอนไม่ค่อยหลับส่งผลให้เราพักผ่อนน้อยก็อาจจะมาจากความเครียดสะสมจากเรื่องงานหรือเรื่องต่าง ๆ ในชีวีตประจำวัน  ผู้เขียนแนะนำว่าให้ผู้อ่านหากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลายความเครียด เมื่อเรารู้สึกผ่อนคลายเราจะสามารถนอนหลับได้ดีขึ้นค่ะ

ภาพคนนอนหลับเครดิตภาพ : https://bit.ly/3bwDmJE

3. ใช้แตงกวาแปะบนรอยคล้ำใต้ตา

นำแตงกวามาหั่นเป็นแว่น ๆ และเอาแตงกวามาแปะตรงบริเวณรอยคล้ำใต้ตา 10 – 15 นาที กรดอ่อน ๆ จากแตงกวาจะช่วยให้ผิวใต้ตาบริเวณที่เป็นรอยคล้ำดูค่อย ๆ สว่างขึ้น แตงกวามีสารที่ช่วยลดรอยหมองคล้ำบนใบหน้า แล้วแตงกวายังช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวบริเวณรอบ ๆ ดวงตาด้วยค่ะหลังจากทำบ่อย ๆ เราจะรู้สึกว่ารอยคล้ำบริเวณใต้ตาจะค่อย ๆ จางหายไปค่ะ

ภาพแตงกวาเครดิตภาพ : https://bit.ly/38hI23Y

Advertisement

Advertisement

4. ใช้มะเขือเทศแปะบนรอยคล้ำใต้ตา

เพียงเรานำมะเขือเทศมาหั่นเป็นแว่น ๆ และนำเอามาแปะที่บริเวณรอยคล้ำใต้ตาทิ้งไว้ประมาณ 10 -15 นาที เท่านี้ก็จะทำให้รอยคล้ำค่อย ๆ จางลงและผิวที่เป็นรอยคล้ำใต้ตาก็จะดูสว่างขึ้นค่ะ

ภาพมะเขือเทศเครดิตภาพ : https://bit.ly/37npzBG

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับวิธีการแก้ปัญหารอยคล้ำใต้ตาที่ผู้เขียนได้นำมาฝากกันในวันนี้ หากเราดูแลให้ดวงตาและผิวบริเวณดวงตาดูสดใสแล้ว เราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นด้วยค่ะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ


เครดิตภาพปก : https://bit.ly/37jYrDU

เขียนโดย :  Life is learning