ละคร คือการแสดงเรื่องราวที่ผู้เขียนแต่งขึ้นตามตามจินตนาการหรือเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องจากชีวิตจริงของมนุษย์ การแสดงละครเป็นการแสดงออกถึงท่าทางต่าง ๆ รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครนั้น ๆ เพื่อนำเสนอให้แก้ผู้ชมได้ดู เพื่อความบันเทิง มีละครอีกประเภทหนึ่งที่หาดูยากมาก ๆ และอาจจะมีท่านผู้อ่านบางท่านยังไม่เคยเห็นละครประเภทนี้ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ละครประเภทนี้หาดูได้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น นั่นคือละครหน้ากากที่มีชื่อเรียกว่า

"ละครโน" หรือละครหน้ากากนั่นเอง ละครโนเป็นศิลปะการละครที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นละครที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ ละครโนนี้ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก้ ว่าเป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นละคร 1 ใน 4 ของละครคลาสสิกของประเทศญี่ปุ่น

Advertisement

Advertisement

ละครโน หน้ากากCR : ที่มาภาพประกอบรายละเอียดจากเว็บไซต์โหลดภาพฟรี>>https://flickr.com/
 

"โน" หรือ "ซารุกะคุ โนะ โน" เป็นการพัฒนาการแสดงที่เรียกว่า "ซากาคุ" ต้นตำหรับดังเดิมจริงมาจากประเทศจีน จนมาในสมัยของ "มุโรมาจิ" ได้มีการนำรูปแบบการแสดงแบบ "ซากาคุ" โดยการเพิ่มดนตรีเข้าไปผสมผสานประกอบการเต้นรำ การแสดงในสมัยนั้นมักแสดงในวัดของศาสนาพุทธและศาลชินโต ร่วมกับการแสดงแบบ "เดนกาคุ" ซึ่งเป็นการแสดงพื้นบ้านของประชาชนทั่วไปในประเทศญี่ปุ่นที่เกี่ยข้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่การทำพิธีกรรมทางด้านเกษตรกรรม นำมาประยุกต์ในรูปแบบใหม่ เริ่มจากการมีสองพ่อลูกนักแสดง "ซารุกาคุ" ที่มีชื่อว่า คานามิ คิโยทะสุกุ และ เซอะมิ โมโตคิโยะ การแสดงแบบใหม่นี้สร้างความประทับใจให้กับ "โชกุจนโยชิมิตซุ" เป็นอย่างมาก จึงทำให้ยุคมุโรมาจิเป็นยุคทองของโรงละครที่แพร่หลายในหมู่คนชั้นสูง เพราะได้รับการสนับสนุนจากท่านโชกุนและขุนนางชนชั้นปกครอง

Advertisement

Advertisement

ละครโนCR : ที่มาภาพประกอบรายละเอียดจากเว็บไซต์โหลดภาพฟรี>>https://flickr.com/
 

การแสดงละครโน เป็นการแสดงละครแบบเชื่องช้าและมีพิธีรีตองมากพอสมควร ละครดูเคร่งขรึมดุดัน หลัก ๆ ของการแสดงเป็นแบบที่ต้องเรารู้ถึงวิธีการบูชาเทพเจ้า และการทำพิธีกรรมทางศาสนา ละครโนจึงได้รับการอุปถัมภ์จากโชกุนและขุนนาง เลยทำให้ศิลปะการแสดงละครโนกลายเป็นประเพณีที่นิยมไปในที่สุด ต่อมาในยุคของ "เอะโดะ" โชกุนที่มีนามว่า "โทกุงาวะ" ได้ออกกฎหมายให้ละครโน เป็นการแสดงแบบทางการ ทำให้ประชาชนคนชั้นกลาง หันไปสนใจละครอื่น ๆ ที่มีความน่าสนใจกว่าได้แก่ละคร คาบุกิ แทน 

ละครโนCR : ที่มาภาพประกอบรายละเอียดจากเว็บไซต์โหลดภาพฟรี>>https://www.flickr.com/

Advertisement

Advertisement

 

ยุคของระบบโชกุนล่มสลายไป โดยยุคสังคมนิยมญี่ปุ่นเข้ามาแทนที่ ละครโนตกต่ำเป็นอย่างมากก็เพราะไม่มีใครมาเป็นผู้สนับสนุน และอีกอย่างชาวญี่ปุ่นหันไปหาการแสดงรูปแบบใหม่ของชาติตะวันตกมากกว่า แต่ศิลปะการแสดงแบบนี้ก็ไม่ได้ลบเลือนจางหายไป และได้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีของอเมริกาและครอบครัวมาเยือนประเทศญี่ปุ่น ละครโนในแบบ โนกุคุ ซึ่งเป็นการแสดงที่ผสมผสานกับละคร เคียวเง็น เป็นละครตลก และเป็นละครที่เสียดสีสังคม จึงกลายเป็นละครที่ทำให้ผู้ชมผ่อนคลาย ละครโนจึงเป็นที่สนใจของชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นเลยต้องหันกลับมาปัดฝุ่นละครโนกันอีกครั้ง และได้ส่งเสริมละครโนเผยแพร่สู่สาธารณชนมากยิ่งขิ้น

หน้ากากโนCR : ที่มาภาพประกอบรายละเอียดจากเว็บไซต์โหลดภาพฟรี>>https://flickr.com/
 

ความสำคัญของละครโน

การที่ละครโนเป็นละครดั่งเดิมของญี่ปุ่น ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพุทธ และได้รับการอุปถัมภ์จากโชกุล ก็เพราะเรื่องราวที่นำมาแสดงเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อทางศาสนา ภูติผีปีศาจ และบทบาทของพวกชนชั้นสูง สิ่งที่ใช้เป็นองค์ประกอบในการเล่นละครโนก็คือ "หน้ากาก" เป็นการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง การแสดงในละครมีทั้งอารมณ์เศร้าสะเทือนใจและให้เข้าใจในการดำรงชีวิตของมนุษย์บนโลก ในช่วงยุค "มุโรมาจิ" กลายเป็นยุคที่ละครโนเฟื่องฟูถึงขีดสุดและเป็นช่วงที่วุ่นวายเป็นอย่างมากเพราะว่ามีสงครามอยู่บ่อย ๆ เช่น สงครามโอนิน ในช่วงนี้จึงเกิดละครเสียดสีสังคมเกิดขึ้น เป็นละครประเภทละครตลก ที่ไว้ระบายความทุกข์ยากของประชาชนในช่วงสงคราม 

ละครโนCR : ที่มาภาพประกอบรายละเอียดจากเว็บไซต์โหลดภาพฟรี>>https://flickr.com/
 

ละครโนในยุคปัจจุบันเริ่มเป็นละครที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก รูปแบบการแสดงเป็นในลักษณะผ่อนคลายทำให้รู้สึกน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น โดยนักแสดงมีการร่ายรำท่วงท่าทำนองตามจังหวะดนตรี มีการใช้หน้ากากหลาย ๆ หน้ากากสลับเปลี่ยนหน้าไปมา ทำให้ผู้ชมรู้สึกประทับใจ  จึงเห็นได้ว่าการแสดงละครโนของชาวญี่ปุ่นก็ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยได้เช่นกัน
หน้ากากCR : ที่มาภาพประกอบรายละเอียดจากเว็บไซต์โหลดภาพฟรี>>https://flickr.com/


CR : ที่มาภาพหน้าปก จากเว็บไซต์โหลดภาพฟรี>>https://flickr.com/