อีกเรื่องราวที่อยากจะถ่ายทอดลงมาเป็นบทความให้ผู้ที่ยังไม่เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม จะได้ตระหนักสักนิดว่าเวรกรรมมีจริง เหตุการณ์นี้ได้เกิดกับตัวข้าพเจ้าเมื่ออายุ 19 ปี ขณะนั้นข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่ชั้นปวช.3 ที่วิทยาลัยเทคนิดแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ในขณะนั้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสรู้จักและได้เข้าไปช่วยงานสถานธรรมเป็นประจำ ในเวลาที่สะดวก ส่วนมากจะหลังเลิกเรียนและในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ และเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นต่างๆก็เกิด

 

                 คือในวันนั้นข้าพเจ้าได้เดินทางไป อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อไปช่วยงานธรรมะ ระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเหมือนลมออกหู แล้วมันอื้ออึ้งไปหมด อาการแบบนี้พึ่งมารู้ที่หลังว่าอาการของคนจะเป็นลม ซึ่งตัวข้าพเจ้าเองไม่เคยเป็นลมมาก่อนเลยจึงไม่ทราบ หลังจากมีอาการสักพักหนึง ข้าพเจ้าก็ล้มทั้งยืน เสียงสนั่นหวั่นไหว เพราะสถานที่นั้นเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ซึ่งขณะนั่นสถานธรรมกำลังมีงานอยู่ที่ชั้น 2 ของบ้าน หลังจากที่ล้มลง ได้ยินเสียงอาจารย์เรียกชื่อว่า ไอ้เล็กลุกขึ้น แต่ขณะนั้นกำลังรวบรวมสติกำลังให้เราลุกขึ้น แต่มันมีอาการมึนๆ เลยต้องรอจังหวะก่อน จึงจะสามารถลุกขึ้นมานั่งเก้าอี้ได้และหลังจากวันนั้น สุขภาพร่างกายของข้าพเจ้าเริ่มอ่อนแอลง และตามมาด้วยสิ่งที่เรามองไม่เห็นเข้ามาวนเวียน ตัวข้าพเจ้าจะมีอาการคล้ายๆกับว่ามีอะไรมาปะทะแล้วเราจะหมดสติ หายใจถี่ขึ้นจนมือเท้าเริ่มเขียวซีด เป็นบ่อยมากจนกระทบกับการเรียน เพราะเวลามาเรียนจะมีอาการแบบนี้ ทางวิทยาลัยได้พาส่งโรงพยาบาลเป็นประจำ เมื่อแพทย์วินิจฉัยโรคแล้วก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ และได้ขอเจาะเลือดนำไปตรวจและเอ็กซเรย์ปอดหัวใจ ตรวจละเอียดทุกอย่าง ก็ไม่พบอะไรที่แสดว่าร่างกายเราจะเจ็บป่วยได้เลย แต่อาการที่เกิดขึ้นก็ยังเกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าจนในที่สุดทางอาจารย์ได้เรียกคุยว่าให้พักการเรียนไว้ก่อนไหม แต่ตัวข้าพเจ้าไม่ยอม  จึงขอมาเรียนตามปกติ เพื่อจะได้จบทันเพื่อนๆในห้องเรียน แต่สุขภาพของข้าพเจ้าเองก็ยังแย่ลง ไม่ได้ดีขึ้นเลย

Advertisement

Advertisement

 

                 จนมีอยู่คืนหนึ่งข้าพเจ้าได้เข้านอนตามปกติ  แต่วันนั้นข้าพเจ้าได้นอนค้างที่สถานธรรม  เพราะเมื่อหัวค่ำมีงานธรรม โดยมีเพื่อนที่มาช่วยงานธรรมะค้างด้วย 1 คน หลังจากเข้านอนแล้ว จนเวลาได้ผ่านล่วงเลยจนดึก ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเหมือนกึงหลับกึ่งตื่น แต่ในขณะนั้นข้าพเจ้ารู้ว่าตัวเองนั่งพิงกำแพงห้องนอนอยู่ แล้วจู่ๆก็มีผู้ชายคนหนึ่่งเดินเข้ามาในห้อง รูปร่างผอมๆ ไม่ใส่เสื้อ ร่างกายดูมอมแมม สภาพร่างกายดูเหมือนถูกไฟไหม้ จนดวงจิตของข้าพเจ้าได้สื่อออกไปว่า  "เข้ามาทำอะไร  ผู้ชายคนนั้นได้ตอบมาว่า กูจะเอามึงไป " แล้วตัวข้าพเจ้าจึงตอบไปว่าไม่รู้จักกัน แล้วจะเอาไปได้ยังไง ตัวผู้ชายคนนั้นไม่ฟังคำอธิบายอะไรทั้งสิ้น พยายามเข้ามาเพื่อฉุดกระชากข้าพเจ้า แต่ขณะนั้นดวงจิตของข้าพเจ้ายังจำได้ว่า ข้าพเจ้านอนอยู่กับเพื่อน จึงได้หันไปมองหาเพื่อน เพื่อจะปลุกให้เพื่อนช่วยเรา แต่ทันทีที่ผมหันหน้าไปมองเพื่อน มันดูเหมือนไม่ใช่เพื่อนที่นอนอยู่กับเรา แต่ข้าพเจ้าก็ยังแน่ใจว่าต้องใช่ เราอาจจะโดนอะไรมาพรางตาไม่ให้เห็นว่าเป็นเพื่อนเราที่นอนอยู่ด้วยกัน จึงได้ตัดสินใจเอามือเราเขย่าตัวเพื่อน  จนเพื่อนผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมามันถามผมว่า เล็กเป็นอะไรผมจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟังว่า "เมื่อกี้มีใครก็ไม่รู้เข้ามาในห้องเป็นผู้ชายร่างกายดูเหมือนถูกไฟไหม้มา แล้วเขาพูดขึ้นมาว่ากูจะเอามึงไป" เราเลยตัดใจเขย่าตัวนายให้ตื่นขึ้น แล้วเพื่อนผมมันก็เคยเดินไปหยิบพระมาใส่ในมือผมองค์หนึ่ง แล้วบอกให้ผมนอนต่อไม่มีอะไรแล้ว แต่ในใจลึกๆผมยังมีอาการหวาดกลัวอยู่

Advertisement

Advertisement

 

                 สิ่งที่ผมยังแปลกใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ ข้อแรกตอนที่ผมรู้สึกตัวนั้น ตัวผมเองก็กำลังนั่งหลังพิงกำแพงห้องอยู่  เหมือนกับตอนที่คุยกับวิญญาณตนนั้น ดังนั้นมันคงไม่ได้ฝันไปแน่นอนถ้าเราฝันมันก็ต้องนอนอยู่ซิ

 

                 ข้อที่สองเมื่อผมรู้สึกตัวผมได้หันไปมองดูนาฬิกามันเป็นเวลาตี 02.00 น. หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน  ตอนเช้ามาเพื่อนผมได้เล่าให้คนในสถานธรรมฟัง แล้วเพื่อนผมก็ยังบอกกับทุกคนว่าตัวมันเองก็กลัวเหมือนกัน แต่ไม่กล้าแสดงความรู้สึกให้ผมรู้ในคืนนั้นกลัวว่าผมจะกลัวไปกันใหญ่

 

                 เหตุการณ์ต่อมาได้เกิดขึ้นคล้ายๆกับเหตุการณ์อันแรก ช่วงนั้นตัวข้าพเจ้ายังมานอนที่สถานธรรมเพื่อที่จะช่วยเหลืองานในสถานธรรม และในคืนนั้นก็ได้เข้านอนตามปกติเช่นทุกวัน แต่เวลาล่วงมาประมาณกลางดึกขณะนั้นความรู้สึกเหมือนตัวเองกึ่งหลับกึ่งตื่น ก็ได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่า "ไปอยู่ด้วยกันไหม"  แล้วในขณะนั้นจิตของข้าพเจ้าตอบกลับไปว่า "บ้านหลังใหญ่ไหม  ปลอดภัยรึป่าว" แล้วเสียงปริศนาของผู้ชาย ตอบกลับมาว่า "บ้านหลังใหญ่ ปลอดภัย"  ขณะที่มีการสนทนาอยู่นั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นใครเลย เพราะรอบข้างตัวข้าพเจ้ามันมืดมาก และการสนทนาก็ไม่ได้ใช้การพูดคุยเช่นมนุษย์เรา แค่จิตเราแค่คิด มันก็สื่อสารกันได้ทั้งสองฝ่าย   ในชณะที่ทางเสียงปริศนาผู้ชาย ตอบกลับมาว่า "บ้านหลังใหญ่ ปลอดภัย" ดวงจิตของข้าพเจ้าก็กำลังคิดอยู่ว่าจะตอบกลับไปดีไหม  แต่ก็ยังคิดในแง่ดีนะว่า  คงจะเป้นสิ่งศักดิสิทธฺิ์มารับไปอยู่ด้วย เพราะตัวเราเองนั้นก็ช่วยงานธรรมะ ทานเจ    ข้าพเจ้าซึ่งตอบกลับไปว่า  "ไปอยู่ด้วย" เพราะคิดว่าเราเจ็บป่วย เราอยากไปอยุ่ที่ปลอดภัย แต่หลังจากตอบว่า "ไปอยู่ด้วย" แล้วนั้น  ข้าพเจ้าต้องตกใจเพราะผู้ชายคนนั้นกระชากแขนข้าพเจ้าอย่างแรง ข้าพเจ้ารู้สึกได้ทันทีว่าดวงวิญญาณเราหลุดออกจากร่างกายสังขารมาแล้ว ในใจขณะนั้นคิดว่าคงไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว จึงได้ตอบไปว่า "ไม่ไปแล้ว" แล้วผู้ชายคนนั้นได้หันหน้ามาหาข้าพเจ้า  แต่มัมมองไม่เห็นหน้าตาเลย  เขาหันมาแล้วยิ้มเห็นแต่ฟันสีขาว แต่ใบหน้ามันดูดำไปหมด เหมือนกับบรรยากาศรอบข้าง  แต่ในขณะนั้นเราสามารถเห็นรูปร่างเขาได้ เพราะมันมีการเคลื่อนไหว หลังจากที่ตอบกลับไปว่า"ไม่ไปแล้ว" ตัวข้าพเจ้ายังรู้สึกได้ว่าวิญญาณเรายังอยุ่ในห้องนอน ข้าพเจ้าจึงเอามือตัวเองไปเปิดสวิทย์ไฟตรงข้างประตู แต่เปิดไม่ได้เพราะเราไม่มีกายสังขารแล้ว หลังจากเปิดไฟไม่สำเร็จ ข้าพเจ้าก็พยายามฉุดรั้งกับเขาไว้เพื่อไม่ให้ออกจากห้องนอน ขณะนั้นข้าพเจ้าได้เห็นตัวเองนอนอยู่ จึงเกิดความคิดขึ้นว่าตัวเราจะต้องให้วิญญาณเข้าใกล้กายสังขารมากที่สุด เพื่อจะได้กลับเข้าร่าง หลังจากคิดเสร็จ  ข้าพเจ้าก็ดึงรั้งตัวเองเดินมาใกล้ร่างที่นอนอยู่ จนมันได้ผล ข้าพเจ้ารู้สึกตัวติ่นขึ้นมาแบบตระหนกตกใจและกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเราในคืนนี้ และได้หันไปมองนาฬิกาเวลาขณะนั้นคืน 02.00 น.เป็นเวลาเดิมอีกแล้ว

 

                 หลังจากเหตุการณ์วันนั้นตัวข้าพเจ้าได้กลับมาอยู่บ้านแต่อาการไม่ดีขึ้นเลย เริ่มมีอาการเบื่ออาหารทานอะไรไม่ค่อยได้  พี่สาวต้องหาอาหารอ่อนมาให้ทานเพื่อให้ร่างกายเราอยู่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาตอนเย็น ข้าพเจ้าเริ่มมีอาการหนาวสั่นมากเป็นแบบนี้ทุกวัน  จนอาการค่อนข้างหนักมากแล้ว เพราะข้าพเจ้าทรมานจนนอนร้องไห้ออกมา ในเย็นวันนั้นมีญาติๆมาเยี่ยมกันหลายคน เขาเห็นท่าไม่ดีจึงอุ้มขึ้นหลังพาไปส่งโรงพยาบาล เพราะตัวข้าพเจ้าทั้งหนาวสั่นและไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้นเดินเอง เมื่อไปถึงหมอ ทางโรงพยาบาลได้ให้น้ำเกลือ ข้าพเจ้าจำได้ว่านอนอยู่รพ.หลายวันมากได้น้ำเกลือไปหลายกระปุก ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ญาติๆฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางญาติๆจึงบอกว่าถ้าฝันอะไรแบบนี้อีกอย่าตอบอะไรทั้งนั้น หลังจากออกจากโรงพยาบาลมาแล้วพักฟิ้นที่บ้าน จนร่างกายดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่หายขาด ข้าพเจ้าก็ไปเรียนหนังสือตามปกติ  แต่อาการแปลกก็มักจะเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอยู่เสมอ บางทีก็จะเป็นล้มไปโดยไม่ทราบสาเหตุ จนอาหญิงของข้าพเจ้าได้พาไปหาหมอที่คลีนิคใกล้บ้าน

 

                 ระหว่างทางที่ไปนั้นข้าพเจ้าจำได้แต่ว่าเส้นทางนั้นเป็นคลีนิคแถวบ้าน จนอาหญิงได้ถามข้าพเจ้าว่ามีเรื่องเครียดอะไรรึป่าว   ข้าพเจ้าอยากจะตอบคำถามนั้นมากๆว่าไม่มี  แต่มันไม่สามารถจะโต้ตอบได้แล้ว ในหูได้ยินแต่เสียงคนคุยกัน ตัวข้าพเจ้าหมดสติอยู่บนตักอาหญิงและหลังจากกลับจากคลีนิคมาอาการก็ส่อแววในทางที่ไม่ดี ข้าพเจ้ารู้ตัวตลอดเวลาแต่ก็พยายามจะบังคับตัวเองให้อยู่นิ่งๆ แต่ทำได้ยากมาก ยิ่งบังคับในใจก็ยิ่งรุ้มร้อน กลางคืนอยากออกไปนอกบ้าน แต่ก็ไม่รู้จุดหมาย  เหมือนมีอะไรสั่งให้เราเดินไปเรื่อยๆ จนคนที่บ้านต้องออกไปจุดธูปบอกเจ้าที่เจ้าทาง มันทำให้ใจข้าพเจ้าเย็นลงได้บ้างแต่ยังไม่หมดเชื้อ  จนตัวข้าพเจ้าอยากขอยานอนหลับทานเพราะกลัวใจตัวเอง อยากจะหลับมากๆไม่อยากเป็นแบบนี้ ทางญาติๆก็ไม่ได้ให้ยานอนหลับ คงคิดว่าตัวข้าพเจ้าจะฆ่าตัวตายแต่จริงๆแล้วไม่ใช่แบบนั้น มันเหมือนตัวเรากำลังฝึนกับอะไรที่มองไม่เห็นอยู่  จนประมาณจะ 3 ทุ่ม ตัวข้าพเจ้าอยากไปข้างนอกมากๆ จนทุกในบ้านช่วยกับจับตัวไว้ ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำว่าวันนั้นมีคนทั้งหมดที่จับขาแขนข้าพเจ้าทั้งหมด 6 คน แต่ไม่สามารถสู้แรงข้าพเจ้าคนเดียวได้ ตัวข้าพเจ้าวิ่งชนประตูเหล็กดัดแต่ไม่รู้สึกเจ็บตัวแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่สามารถออกไปจากบ้านได้ เพราะโดนล๊อคกุญแจหมด จนได้เวลาประมาณดึกแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกอ่อนเพลียจนล้มตัวนอนหลับไปจนกระทั่งสว่าง จนที่บ้านทำทุกวิถีทางที่จะรักษาตัวข้าพเจ้าให้เป็นปกติมากที่สุด เช่น นิมนต์พระมาสวดที่บ้าน เพื่อทำบังสกุลเป็นบังสกุลตาย เอาวันเดือนปีเกิดไปให้ร่างทรงดู ต่างๆนานา จนมันค่อยทุเลาลง และดีขึ้นตามลำดับซึ่งมันใช้เวลาหลายเดือนมาก จนข้าพเจ้าไม่อยากจะนึกถึงเหตุการณ์นั้นอีกเลย มันเป็นอะไรที่ไม่อยากจะพบเจอกับมันอีกเลย

 

                 หวังว่าการถ่ายทอดเรื่องราวนี้ลงเป็นตัวอักษรให้ทุกคนได้อ่านนั้น จะเกิดเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย อยากฝากข้อคิดไว้ว่าในอดีตเราไม่สามารถย้อนกลับเวลาไปแก้ไขสิ่งที่มันผิดพลาดได้ ควรทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แรงกรรมเป็นเงาติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ.

ขอบคุณเครดิตภาพจาก http://www.painaidii.com