ภาพประกอบจากผู้เขียน 

วิถีคนทุ่ง

คนเขียน ริมป่า

            ในผืนนาอันกว้างใหญ่ วงจรวิถีคนทุ่งมีอะไรหลายๆ อย่างให้น่าค้นหา น่าติดตาม อีกนัยหนึ่งเหมือนสนามชีวิตของคนทุกคน มีเศร้า มีเหงา มีสุข มีทุกข์ คละเคล้ากันไป ส่วนคนอ่านจะเศร้ามั้ย จะเหงามั้ย จะสุขมั้ยหรือจะทุกข์มั้ย อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน บางคนคิดถึงท้องนา บ้านเกิดเมืองนอนก็ยิ้มทั้งน้ำตาก็มี บางคนคิดถึงมากๆ แต่กลับไปวิ่งเล่นในท้องนาไม่ได้เพราะหน้าที่การงานในเมืองใหญ่ทั้งบีบ ทั้งบังคับให้ต้องทนอยู่ซึ่งความจริง งานไม่ได้บีบอะไรเลยแต่คนทำงานต้องทนเพื่อเงินและความอยู่รอดพร้อมทั้งเพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง หลายคนเป็นคนทุ่งแต่ไม่เคยลืมท้องทุ่งและพร้อมจะกลับบ้านทุ่งใช้ชีวิตแบบสบายๆ อย่างพอเพียง

            เมื่อก่อนเคยอยู่เมืองกรุงที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน หนาแน่นไปด้วยรถรา พอกลับมาอยู่บ้านทุ่ง ความจำเก่าๆ มารอต้อนรับด้วยรอยยิ้มปรีเปรมจึงอยากเล่าให้ฟังกันสักหน่อย วันนั้นฝนกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา ทั้งฟ้าแลบแปล๊บ เป็นสายไฟฟ้า ตามด้วยเสียงเปรี้ยะเปรี้ยงและเสียงร้องครืนๆ ด้วยความกลัวรีบหาที่ซุกซึ่งก็ไม่มีที่ไหนเท่ากับการคลุมผ้าห่มให้มิดหัวมิดเท้า ทั้งลมพัดหลังคาบ้านที่ใช้ใบจากมุง เปิดและหลุดเป็นแถบๆ ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด ฉันกลัวมากและเป็นคนกลัวฟ้ามาตั้งแต่บัดนั้นถึงบัดนี้

Advertisement

Advertisement

ไถแปรเตรียมว่านข้าว

            ฝนตกนานเกินชั่วโมง น้ำในท้องนาเจิ่งนอง ไหลท่วมคันนา ถ้าพูดกันตามประสาชาวบ้านๆ ก็ “โห น้ำขาวแผล่บเลย” ซึ่งแสดงถึงฝนตกหนัก น้ำท่วมล้นนา จากนาของเจ้านี้ล้นไปนาของเจ้าโน้นไปเรื่อยๆ

            น้ำที่ไหลราดคันนาลดลงตามเวลาที่ฝนหยุดตก แต่ในนายังเจิ่งเต็ม ที่น่าทึ่งและเป็นเวลาที่เด็กๆ สนุกสนาน พอออกจากบ้านได้ก็ตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง วิ่งและวิ่ง แข่ง 100 เมตรเพื่อให้ถึงท้องนาให้เร็วที่สุด สงสัยกันละสิว่าวิ่งแข่งกันทำไมและเตรียมอุปกรณ์พวกตะข้อง กระเป๋งและหม้อไปทำไม คำตอบคือ หาหอยกระต่ายซึ่งพอฝนหยุดตกสักประมาณ ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมงดินจะน่ายคลายความแข็งตัว หอยกระต่ายที่ซุกอยู่ในดินจะค่อยๆ คลานออกมาเพื่อรับน้ำฝน นี่เป็นสิ่งที่เด็กๆ ชอบมาก แข่งกันเก็บหอย ระหว่างที่หาหอยก็เล่นน้ำไปพร้อมๆ กัน ล้มบ้าง นอนว่ายบ้าง นอนหงายเสือกกระดี่บ้าง มันสนุกมากๆ สำหรับเด็กท้องนา

Advertisement

Advertisement

            กิจกรรมในทุ่งนาเริ่มขึ้นเมื่อน้ำชุ่มผืนนา ไถนาเป็นอันดับแรก ไถเสร็จเตรียมคราดสมัยก่อนใช้ควายเทียมคันไถเทียมคราดซึ่งคันไถใช้ไม้ทำ คราดก็ทำจากไม้ สมัยนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว ระหว่างไถและคราดนานี่เองที่สนุกสนานกับการวิ่งไล่จับปลาเพราะปลาจะหนีไถ หนีคราดและน้ำเริ่มแห้ง ดินโคลนมีมากกว่าน้ำ ปลาหนีเพื่อไปหาน้ำใหม่ คนสนุกหาปลา พอได้ตัวหนึ่งก็เฮกันลั่น บางคนได้เต็มข้อง บางคนวิ่งไล่จับล้มคลุกกับโคลนเหลือแต่หน้าที่ไม่เลอะ ใช่จะสนุกแต่คนโต เด็กๆ ยิ่งสนุกเพราะชอบโคลนมากๆ ยิ่งได้นอนกลิ้งเกลือกให้เลอะมากเท่าไหร่ยิ่งสนุกมากเท่านั้น

Advertisement

Advertisement

บัวริมคันนา สวยงามและเป็นอาหารได้

            สมัยก่อนการทำนาลำบากมาก กว่าจะได้เก็บเกี่ยวข้าวเข้ายุ้งต้องผ่านระบบวิถีคนทุ่งนาหลายขั้นตอน ตั้งแต่รอฝนตกชุ่มฉ่ำดินนิ่มจึงไถแปรโดยใช้ควายเทียมไถ ใช้คราดทำให้ดินเป็นเลนเพื่อดำกล้าได้ง่าย พอข้าวโตจนแก่ใช้วิธีเกี่ยวด้วยเคียว ขอแรงคนช่วยกันเกี่ยว ที่เรียกว่า ลงแขก นั่นแหละ เกี่ยวเสร็จหอบข้าวที่เกี่ยววางเรียงรายไว้ มารวมกันมัดเป็นฟ่อนข้าวแล้วนำมาวางในลานซึ่งลานดินจะทำในนาข้าวเกี่ยวข้าวออกหมดแล้ว การทำลานดินจะถากหญ้า ถากต้นซังข้าวออก ทำเป็นวงกลม เมื่อถากหญ้า ต้นซังข้าวออกหมด คราวนี้ใช้ขี้ควายหรือเรียกสุภาพหน่อยก็มูลควาย นำมาใส่น้ำคนๆ แล้วเทลงลาน ภาษาบ้านจะเรียกว่า ยาลาน เพื่อป้องกันดินปนกับเม็ดข้าวที่นวดเสร็จแล้ว จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้งจึงนำฟ่อนข้าวมาเรียงเป็นวงกลม จูงควายขึ้นไปเหยียบย่ำให้เม็ดข้าวหลุดจากรวง แล้วเขี่ยฟางออกเหลือแต่เม็ดข้าว

บัวหลวงริมคันนา ขายได้

            นวดข้าวเสร็จแล้วถึงเวลาเปลี่ยนเมล็ดข้าวเปลือกเป็นข้าวสารต้องนำไปสีซึ่งตัวสีทำจากไม้และไม้ไผ่ สีเสร็จนำมาฝัดเอาเปลือกออกเหลือเม็ดข้าวสาร ยังไม่หมดเปลือกดีต้องนำไปตำในครก บางบ้านมีครกกระเดื่อง บางบ้านมีครกตะลุมพุกแล้วแต่บ้านใครจะทำครกตำข้าวแบบไหน เมื่อตำเสร็จนำมาร่อนรำข้าวออกจึงจะได้เม็ดข้าวสารมาหุงกินกันต่อไป กว่าจะได้เม็ดข้าวมากินสักจาน ชาวนาสมัยนั้นล้าไปเลย ต่างจากสมัยนี้ที่สบายกว่ากัน มีรถช่วยผ่อนแรง ทั้งไถ ดำ เกี่ยว นวด เสร็จสรรพ แรงงานคนใช้น้อยคนแต่เสียค่าจ้าง รถไถ รถดำ รถเกี่ยวและรถนวด ซึ่งต่างจากสมัยก่อน เสียแรงงานคนกับแรงงานควาย เท่านั้น ร่วมด้วยช่วยกันจนเสร็จหน้าทำนา