cr. รูปหน้าปก : https://wallhere.com/th/wallpaper/972843

 

ทุกคนคงเคยเล่นซ่อนหากันมาก่อน และหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "ผีลักซ่อน"

 

เรื่องราวต่อไปนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดโดยคำบอกเล่าจากคุณแม่ของฉัน

แม่มีพี่น้องทั้งหมด 11 คน แต่การแพทย์ในสมัยก่อนยังไม่เข้าถึงมากนักและประกอบกับความเป็นชนบทที่ห่างไกล ทำให้เหลือรอดชีวิตเติบโตมาได้เพียง 7 คนเท่านั้น แม่และพี่น้องเล่นสนุกสนานตามประสาวัยเด็กท้องทุ่งนา บางวันก็ขโมยไข่ไก่จากเล้า บางวันก็วิ่งไล่จับ และบางวันก็เล่นซ่อนหา ..

ครานี้ก็เช่นกัน แม่ของฉันในวัยเพียง 9 - 10 ขวบต้น ๆ เล่นซ่อนหากับเหล่าพี่น้องและเพื่อนในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงรวมแล้วประมาณ 8 คนรวมแม่ของฉัน พวกเขาเล่นกันไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่เพลาเกือบเย็นที่แดดเริ่มจางหาย จวบจนเย็นย่ำค่ำมืด ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้เฒ่าผู้แก่มักเตือนกันว่าระวังมีคนช่วยซ่อน .. แต่เด็กน้อยเมื่อ 50 ปีก่อนเหล่านั้นหาได้ใส่ใจไม่ พวกเขาเป็นเพียงเด็กที่ต้องการเล่นกับผองเพื่อน

Advertisement

Advertisement

ถึงรอบที่แม่ของฉันต้องเป็นฝ่ายตามหาเพื่อนที่หลบซ่อน แสงอาทิตย์เริ่มรำไรและตกดิน แม่นับเลขไปเรื่อย ๆ 1 2 3 4 5 .... 30 ! 

แม่เริ่มตามหาเพื่อน ๆ ตัวน้อยที่หลบซ่อนตามที่ต่าง ๆ ตามประตูบ้านตนเองบ้าง ข้างในโอ่งขนาดใหญ่บ้าง หลบซ่อนในพุ่มไม้ข้างท้องนาบ้าง แม่ตามหาไปเรื่อย ๆ จนเจอเพื่อนแล้วทั้งสิ้น 6 คน เพื่อนทั้งหกคนและแม่ของฉันช่วยกันตามหาเพื่อนคนสุดท้ายเพื่อที่จะได้จบเกมรอบนี้แล้วแยกย้ายกันกลับบ้านเสียที เพราะตอนนี้แสงอาทิตย์ตกดินไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

แต่จนแล้วจนเล่า หาจวบจนชั่วโมงก็ไม่เจอ แม้ว่าจะเดินตามบ้านเรือนและย่ำทุ่งนากันแทบทั้งทุ่งแล้วเพียงใดก็ไม่มีผู้ใดเจอ เด็ก ๆ ทั้ง 7 คนเริ่มตะโกนโหวกเหวกโวยวายตามหา บางคนเสียงดังตะคอกด้วยความโมโหเพราะคิดว่าเพื่อนอีกคนต้องพยายามแกล้งไม่ออกมาเป็นแน่แท้ แต่บางคนก็เริ่มร้องไห้เพราะคิดว่าเพื่อนอีกคนคงหายไปแล้วอย่างแน่นอน .. ทางออกสุดท้ายของเด็ก ๆ มีเพียงการต้องรวบรวมความกล้าและพากันไปหาผู้ใหญ่ให้ช่วยกันตามหาเด็กผู้ชายที่หายไป

Advertisement

Advertisement

แม้ผู้ใหญ่จะดุด่าเหล่าเด็กน้อยที่เล่นเช่นนี้ในเวลายามวิกาล แต่สุดท้ายพวกเขาก็ระดมพลกันหลายสิบคน ถือตะเกียงกันมาคนละดวงเพื่อออกตามหาเด็กที่หายไปอย่างสุดความสามารถ การละเล่นของเด็กน้อย มิใช่เพียงการละเล่นอีกต่อไปแล้ว .. เหล่าเด็กน้อยเข้าไปอยู่รวมกันในบ้านของแม่ฉัน โดยคุณยายของฉันเป็นผู้ดูแลเด็ก ๆ ในขณะที่ผู้ปกครองท่านอื่น ๆ ออกไปตามหาเด็กที่หายกันข้างนอก เด็กหลายคนนั่งร้องไห้ปาดน้ำตากันจนเหนื่อยและผล็อยหลับไป บางคนก็นั่งเหม่อลอยเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

Advertisement

Advertisement

สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครตามหาเด็กผู้ชายคนนั้นเจอ และหลายคนเริ่มเชื่อแล้วว่า  "ผีอาจลักซ่อน" ไปจริง ๆ เสียแล้ว .......... พวกผู้ใหญ่ตามหาเนิ่นนานจนตัดสินใจกลับเข้าบ้านเรือนของตนเองกันก่อน เพราะข้างนอกในยามวิกาลค่อนข้างอันตราย ตะเกียงอันนิดเดียวไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากสัตว์มีพิษที่หลบซ่อนในพุ่มไม้ต่าง ๆ ได้ แม้พ่อแม่ของเด็กชายที่หายไปจะร้องไห้และรู้สึกหัวใจสลายเพียงใด แต่ความปลอดภัยก็ต้องมาก่อน พวกเขาตัดสินใจแยกย้ายกันก่อนในคืนนี้ และพรุ่งนี้จึงจะเดินทางไปหาความช่วยเหลือจากผู้รักษาความปลอดภัยที่ไว้ใจได้อีกทีหนึ่ง

 

เสียงไก่โห่ดังขึ้น เช้าวันใหม่มาถึงแล้ว

ทุกบ้านเรือนตื่นกันก่อนไก่โห่อยู่เสมอ เพื่อออกมาดูแลไร่นาของตนเอง แต่วันนี้เป็นวันที่แสนจะเงียบกว่าปกติ อาจเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนที่เกิดขึ้น แต่พวกผู้ใหญ่ยังไม่หยุดความพยายาม พวกเขาตัดสินใจออกตามหากันอีกครั้งในเช้านี้ เผื่อว่าผีที่ลักซ่อน จะนำลูกหลานออกมาคืนให้แก่พวกเขาแล้ว และพวกเขาก็เจอเด็กชายที่หายไปคนนั้นจริง ๆ .. ในที่สุดพวกเขาก็ตามหาจนพบ เด็กชายคนนั้นนอนอยู่ข้างต้นไม้ใหญ่ริมทุ่งนา ทุกคนทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างกรูเข้ามาหาเด็กชายและพยายามตบตามใบหน้าและตัวให้เด็กชายลืมตา

เด็กชายลืมตาขึ้น มองพวกเขาสักพัก และร้องไห้โฮออกมาเสียงดังโผเข้ากอดพ่อแม่ของตนเอง

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเอ่ยถามแกมตำหนิเด็กชายว่า "ไปอยู่ไหนมา ทำไมเล่นพิเรนทร์กันแบบนี้"

เด็กชายร้องไห้สะอื้นพักใหญ่ และเอ่ยตอบคำถามนั้นว่า "ผมอยู่ตรงนี้มาตลอด ผมไปไหนไม่ได้ ผมขยับไม่ได้ ผมเห็นทุกคนเลย ผมพยายามตะโกนเรียกแล้ว แต่ทุกคนไม่มาหาผมเลย" จากนั้นเด็กชายก็สะอื้นร้องไห้อีกครั้ง

ทุกคนตรงนั้นได้แต่ยืนนิ่ง ไม่มีคำพูดใด ๆ เอ่ยออกมา ไม่มีการเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก แต่เด็ก ๆ ทุกคนรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าจะไม่เล่นซ่อนหาในยามวิกาลอีกต่อไป ไม่สิ .. พวกเขาไม่กล้าเล่นซ่อนหากันอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม 

 

_______________________________________________________