คืนวันหนึ่งในช่วงวัยที่ผมยังเป็นเด็ก มันเป็นคืนที่ผมยังจำได้มาจนถึงทุกวันนี้ จำได้แม้กระทั่งบรรยากาศที่เงียบสงบของรอบๆ บ้าน ของยายผมในคืนนั้น แต่มันก็เป็นเรื่องปกติของบ้านที่อยู่ในชนบท ตอนนั้นผมอาศัยอยู่กับยายและลูกพี่ลูกน้องผู้หญิงอีกหนึ่งคน เนื่องจากพ่อแม่เราทั้งสองคน ไปทำงานที่กรุงเทพฯ หลังบ้านยายผมจะมีแม่น้ำยม ไหลผ่าน ซึ่งท้ายหมู่บ้านจะติดกับเมืองโบราณ ซึ่งจะมีซากปรักหักพักของโบราณสถานวัดวาอารามที่ยังเหลือมาอยู่จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในตอนนี้สถานที่แห่งนี้ก็เปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมร่องรอยอารยะธรรมของความรุ่งเรืองในสมัยก่อนอย่างเนืองแน่น ภายในอุทยานร่มรื่นมากครับ แต่แตกต่างกับช่วงเวลาตอนกลางคืน ทางผ่านที่ตัดผ่านตัวเมืองโบราณนี้ เงียบสงัด และถูกปกคลุมด้วยความมืด มีแต่เงาของวัดเก่าๆ และต้นไม้สูงที่ขึ้นปกคลุมเต็มสองข้างทาง เมื่อขี่มาจนถึงท้ายหมู่บ้านจะบรรจบกับ ประตูทางเข้าของอุทยานเมืองโบราณนี้พอดี ประตูแห่งนี้ชื่อว่า “ประตูเตาหม้อ”  ซึ่งที่ปากทางเข้าประตู จะมีศาลเก่าๆ ตั้งอยู่  ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่าศาลพ่อปู่ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะขี่รถ หรือเดินทางสัญจรไปไหน ผู้คนที่สัญจรผ่านก็จะบีบแตรรถ และยกมือไหว้และขอพรท่านเสมอ(ยกเว้นคนที่มาจากต่างถิ่น) ทางนี้เป็นถนนเส้นเดียวที่ต้องขับผ่านทะลุอุทยานฯ เพื่อไปโผล่อีกฝากหนึ่งของเมืองเนื่องจากถนนนี้ขนานคู่กับแม่น้ำยม

Advertisement

Advertisement

วัดโบราณที่ตั้งอยู่ภายในอุทยานฯ

          คืนนั้นมันเงียบและมืดมากครับผมอาบน้ำแต่งตัวเนื่องจากจะมีงานวัดซึ่งเป็นงานประจำปีอยู่อีกฝากหนึ่งของอุทยานฯ ยายพาผมและลูกพี่ลูกน้องไปเที่ยวงานนี้กัน  ยายพาพวกเราขับรถมอเตอร์ไซน์คันเก่าๆ เพื่อไปงานวัด ผมนั่งหน้าลูกพี่ลูกน้องอีกคนนั่งหลัง เมื่อก่อนถึงปากทางเข้าอุทยานก่อนถึงศาล  ผมกลับมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวตามประสาเด็ก สงสัยว่าคนเขารู้ได้อย่างไรว่าศาลแห่งนี้เป็นศาลพ่อปู่...รู้ได้อย่างไรว่าท่านคือผู้ชาย สายตาก็มองตรงฝ่าความมืดไปยังศาล จนเมื่อรถมาใกล้ถึงศาลยายผมเตรียมบีบแตร ตอนนั้นห่างจากศาลประมาณ 10 เมตร

Advertisement

Advertisement

เงาแสงไฟจากหน้ารถมอเตอร์ไซน์ที่สาดส่องไปยังศาลปรากฏภาพของเงาของชายแก่ หลังค่อม ทอดยาวตามแสงไฟของหน้ารถปรากฏต่อหน้าต่อตาผม และเงานั้นทอดและยืดยาวขึ้นจนหดหายตามการเดินทางของแสงหน้ารถมอเตอร์ไซน์ ผมขนหัวลุกซู่ ตัวแข็งทื่อไปทั้งตัว จนเมื่อผ่านประตูเมืองที่เป็นหินศิลาแลงและศาลนั้นมา ด้วยความไร้เดียงสาของผมในตอนนั้น ผมรีบบอกยายทันที “ยาย...” พลางเงียบไปครู่หนึ่ง ยายของผมไม่ตอบ  ผมจึงพูดต่อว่า “เมื่อกี้ผมเห็นเงาของผู้ชายแก่ๆตรงหน้าศาล” ยายผมรีบสวนขึ้นมาทันทีว่า “ไม่ต้องพูด...เห็นอะไรก็ไม่ต้องทัก! เงียบไว้” แล้วทุกคนก็เงียบ ตลอดการเดินทางในคืนนั้น...

Advertisement

Advertisement

ภาพศาลจาก Googlemap ในตอนกลางวัน          วันรุ่งขึ้นก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องนั้นกันอีก ผมรู้แต่เพียงว่าศาลแห่งนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่ยายของผมยังไม่เกิด เสมือนท่านคอยปกปักรักษาประตูเมืองโบราณแห่งนี้ ท่านเปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน  สิ่งที่มองไม่เห็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีและสิ่งที่ผมสงสัยมันก็ได้คำตอบ บางครั้งท่านอาจจะอยากตอบผมในเรื่องที่ผมสงสัยอยู่ก็เป็นได้ 

 

ขอขอบคุณภาพประกอบบทความจาก
www.lovethailand.org และ google map