สภาวการณ์ปัจจุบันโลกถูกคุกคามด้วย “โรค” ซึ่งกินพื้นที่จากเมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน และได้เข้าล่วงไปกินพื้นที่ในประเทศอื่นๆ ตามมาทั่วโลก โดยผู้ป่วยคนแรกของโลกตรวจพบวันที่ 8 ธันวาคม 2562 ซึ่งเกิดจากสัตว์เป็นพาหะ และในวันที่ 11 มีนาคม 2563 องค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคนี้เป็นโรคระบาดทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันกินพื้นที่ไป 203 ประเทศ ทั่วโลก พบผู้ติดเชื้อแล้วประมาณ 8,800,000 คน มีผู้เสียชีวิตประมาณ 460,000 คน ในส่วนของประเทศไทย 3,147 คน เสียชีวิต 58 คน (ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2563) 

          โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า “โควิด – 19” เป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไวรัสทางเดินหายใจเฉียบพลัน ลักษณะเหมือนคนเป็นไข้หวัดใหญ่ กล่าวคืออาการของโรค ไอ เป็นไข้ เป็นหวัด มีน้ำมูก แต่มีความรุนแรงกว่า และอันตรายกว่า การติดเชื้อก็ง่ายกว่า

Advertisement

Advertisement

          เมื่อสงคราม “โรค” มากระทบกับประเทศไทย ทำให้ผู้คนในประเทศไทยประสบปัญหาในการดำรงชีวิต บางครั้งการที่เกิดโรคระบาดขึ้น ทำให้ผู้คนต้องเกิดการปรับตัว คนเข้ามาสนใจในกิจกรรมบางอย่างที่ต้องทำร่วมกันกลับน้อยลง ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กันในแบบที่ห่างกันออกไป แต่สามารถใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยกระแสโลกาภิวัฒน์ เมื่อระบบเทคโนโลยีการสื่อสารช่วยให้เกิดการพบเจอกันง่ายขึ้น โดยไม่ต้องออกจากบ้านมาเจอกัน ทำให้ทุกคนต้องย้อนกลับมาดูวิถีชีวิตของตัวเอง เพื่อให้สามารถอยู่ได้โดยห่างไกลโรคระบาดครั้งนี้ ดังนั้นเราจะเห็นระบบสาธารณสุขที่เข้าถึงได้ทุกที่ แม้แต่ในตลาดสด หรือห้างสรรพสินค้า ในปัจจุบันเดินไปไหนก็จะเห็นคนถืออุปกรณ์วัดไข้แบบยิงเลเซอร์ เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกายมนุษย์ และมีแอลกอฮอล์ทั้งแบบที่เป็นเจลและแบบที่เป็นน้ำ คอยให้บริการ เช่นเดียวกับที่ตลาดสดของเทศบาลอำเภอแก่งคอยร่วมกับอสม.เข้ามาร่วมบริการประชาชน

Advertisement

Advertisement

          สิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกของเราในวันนี้ คือการเกิดโรคอุบัติใหม่ขึ้นเรื่อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องหมุนตาม ปรับตัว ให้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจจัย 4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค แม้กระทั่งเทคโนโลยี

            ด้วยสถานการณ์ “โรค” ติดต่อซึ่งเกิดจากการติดของเชื้อไวรัสที่ไม่ได้มีคนคาดคิดถึงอันตรายที่จะเดินทางมาเร็ว และเป็นโรคที่อุบัติใหม่ ทำให้ในแต่ละประเทศยังไม่ได้เกิดการเรียนรู้ และการหาวิธีป้องกันรักษา จึงทำให้เกิดการระบาดที่รวดเร็ว และควบคุมได้ยาก ซึ่งอาการของผู้ป่วยยังคล้ายคลึงกับหลายๆโรค ทำให้คาดเดาโรคที่ชัดเจนค่อนข้างลำบาก ทั้งเป็นไข้ หวัด จาม หรือ ไอ เช่นเดียวกันกับกรณีของคุณแมททิว ดีน ที่ไปพบแพทย์ด้วยอาการไข้หวัด แต่กลับไปตรวจเจอเชื้อไวรัสโคโรน่า

Advertisement

Advertisement

           แต่ด้วยการเดินทางของ “โรค” ที่เดินทางมาถึงประเทศไทย ในจำนวนที่ไม่มาก และเรารู้ทันสถานการณ์การติดต่อของโรค ถึงแม้จะไม่ได้รับรู้แบบรวดเร็ว แต่ก็ทำให้สามารถตั้งตัว และค่อนข้างจะควบคุมได้ในระดับหนึ่ง ด้วยวิธีที่รัฐบาลใช้ เช่นงดการขายเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ งดกิจกรรมการออกกำลังกาย ให้ร้านค้าร้านอาหารกลางคืนปิดทำการ หรือแม้แต่การประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ห้ามออกจากบ้านในเวลา 22.00 น. – 04.00 น.

        แต่ด้วยช่วงของการเดินทางโรคไม่ได้เกิดผลตั้งแต่การเดินทาง เนื่องจากระยะฝักตัวของโรคมีระยะในการเดินทาง และอาการของโรคในเบื้องต้นมีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัด ถ้าไม่ได้ตรวจในเชิงลึก อีกทั้งการตรวจโรคโดยไม่ได้มีการสืบประวัติที่ละเอียด จึงส่งผลต่อการระบาดในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยบางคนไม่ได้ให้ข้อมูลแบบเปิดเผยกับทางโรงพยาบาลและบุคคลรอบข้าง ทำให้การควบคุมโรคในช่วงแรกทำได้ค่อนข้างยาก และอาจจะส่งผลกระทบกับบุคคลอื่น เช่นบุคลากรทางการแพทย์ เช่นเดียวกับกรณีคุณตา ที่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อไปพบแพทย์ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง ทำให้โรงเรียนของหลานต้องปิดบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลนั้นต้อง หยุดเฝ้าระวังตัวเอง 14 วัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้าง

         นอกจากนี้ด้วยการเปิดประเทศของประเทศไทยที่กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้สถานการณ์บ้านเราต้องยอมเปิดและยอมรับชาวต่างชาติที่ไม่ทราบถึงการนำเชื้อมาแพร่กระจาย ที่ทำให้ต่างประเทศสามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยง่าย เช่นการติดเชื้อของคนขับรถแท๊กซี่ที่รับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทยเป็นอย่างดี ประกอบกับประเทศไทยต้องการที่จะกระตุ้นของเศรษฐกิจ จึงเกิดSlogan “Welcome To THAILAND” ทำให้เสมือนเป็นเงาสะท้อนอย่างหนึ่งในการควบคุมโรคที่จะนำพามากับบุคคลที่จะเป็นพาหะนำโรค[1] 

          ด้วยสภาพเศรษฐกิจของไทยขึ้นอยู่กับตลาดโลก และการท่องเที่ยวเป็นหลัก เช่นวัดวัง ทะเล ภูเขา ล้วนเป็นที่จดจ้องของชาวต่างชาติ ทำให้นโยบายด้านการท่องเที่ยวของไทยดูเหมือนจะเป็นที่นิยมของชาติต่างประเทศ เช่น “ไหว้พระวัดพระแก้ว ร่องเรือชมเมืองหลวง” “ตามรอยออเจ้า” ชมวัดวังเมืองเก่าอยุธยา - ลพบุรี หรือการพักร้อน “มัลดีฟส์เมืองไทย” เป็นต้น ด้วยเมืองไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบทำให้เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ ดังนั้นด้วยสโลแกน “Welcome to Thailand” ให้รัฐบาลจะต้องหันมาพึ่งชาวต่างชาติเพื่อนำเงินมาทำให้เศรษฐกิจเดินไทย แต่ด้วยการท่องเที่ยวของไทยที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาจากหลากหลายประเทศทำให้รัฐบาลต้องหันมาเฝ้าระวังโรคติดต่อที่จะตามมากับผู้สัญจรเดินเข้ามาในประเทศ ทั้งในกลุ่มที่ป่วยและกลุ่มพาหะของโรค

           สังคมของไทยที่เป็นปัญหาหลักคือเรื่องของความเลื่อมล้ำทางสังคม และการใช้แรงงาน ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมและการถูกกีดกันและแบ่งแยก เนื่องจากกิจกรรมที่ถูกหล่อหลอมก่อนจะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 เราเคยมองคนเป็นเพียงแรงงาน และถูกใช้เป็นวัฒนธรรม ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าเรามีระบบสาธารณสุขของประเทศสามารถถึงได้ทุกคน แต่บางกลุ่มก็ยังถูกกีดกันทางการรักษาด้วยบุคลากรทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนไม่กล้าเข้ารับการรักษาเพราะกลัวการถูกปฏิเสธ เช่นเมื่อเดือนมีนาคม 2563 จากการพูดคุยกับอดีตทหารท่านนึง มีอาการปวดเข่า ไปรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี หลังจากออกจากการพบแพทย์ก็มีผู้ป่วยท่านอื่นมาพูดคุยด้วย ด้วยระบบของการรักษา “ทำไมคุณหมอถึงให้ยามาก ในขณะที่มาหาหมอโรคเดียวกันแต่ได้เพียงยาพาราเซตามอล (ยาแก้ปวด) ทั่วไปเท่านั้น ท่านทหารผู้นี้จึงตอบกับผู้ป่วยด้วยกันว่าผมใช้สิทธิของทหารในการรักษา” ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำของผู้ใช้สิทธิและเป็นการกีดกันการรักษาพยาบาล ทำให้ตัวเลขที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงที่มีรายงานตามSocial ทั้งทางอินเตอร์เนต แอปพลิเคชั่น หรือโทรทัศน์ อาจจะไม่ใช่ยอดที่แท้จริง เพราะกลุ่มคนบางกลุ่มคนไม่ได้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่ทั่วถึงและเป็นธรรม อีกทั้งบางกลุ่มอาจมีความเข้าใจว่าตนเป็นเพียงไข้หวัด ทานยาเอง สามารถหายได้ด้วยสุขภาพของตนเอง อาจจะไม่ได้ไปพบแพทย์ จึงทำให้ไม่ได้รับการตรวจที่ชัดเจนและใช้การรักษาตัวเอง


[1] พาหะนำโรค คือ คนหรือสัตว์ที่มีเชื้อก่อโรคชนิดใดชนิดหนึ่งอยู่ในร่างกาย โดยไม่ปรากฏอาการของโรคนั้น ๆ แต่สามารถถ่ายโอนหรือกระจายเชื้อก่อโรคนั้นไปสู่ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นได้

             ในอีกนัยหนึ่ง “แรงงาน” หรือที่เราเรียก “กรรมาชีพ หรือ กรรมกร” เป็นงานที่ประชาชนไทยมักจะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงาน 3D กล่าวคืองานที่อันตราย (Dangerous) งานสกปรก (Dirty) และงานที่ยาก (Difficult) ทำให้หลายๆกิจการต้องนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อมาใช้แรงงานแทนคนไทย ด้วยความที่รักสบายและมีความขี้เกียจ ในขณะที่คนไทยอยากรวยแต่ขี้เกียจทำงาน ทำให้งานกรรมกรไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก แต่การนำเข้าแรงงานต่างด้าวนั้นสิ่งที่น่ากลัวค่อนข้างมากคือโรคที่ตามมากับแรงงานหรือชาวต่างชาตินั้นๆ เช่นปี พ.ศ.2555 คนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยถูกพบว่าเป็นโรคที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อเป็ฯจำนวนมาก เช่นวัณโรค 2,034 คน โรคซิฟิลิส 1,395 คน เป็นต้น ทำให้รัฐบาลไทยต้องออกมาตรการคุมคนเหล่านี้ด้วยการลงทะเบียนชาวต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่าขึ้นทะเบียนต่างด้าวและบังคับให้มีการตรวจโรคเพื่อป้องกัน ในทุกปีที่มีการรายงานตัวจะต้องมีใบตรวจสุขภาพของแรงงานต่างด้าวมายืนกระทรวงแรงงานด้วย และอีกหนึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องทำด้วยการเปิดอาเซียนทำให้ประเทศไทยต้องมีการขานรับนโยบายของประเทศอื่นมากขึ้น ต่างด้าวที่มาทำงานในประเทศไทยได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลเหมือนคนไทย โดยก่อนปีพ.ศ. 2562 แรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นรายปี เพื่อคุ้มครองการรักษาพยาบาล แต่หลังจากปีพ.ศ. 2562 แรงงานต่างด้าวถูกขึ้นทะเบียนตามระบบประกันสังคมเหมือนลูกจ้างคนไทย และได้สิทธิเท่าเทียมแรงงานไทย ทั้งกรณีสงเคราะห์บุตร กรณีรักษาพยาบาล หรือแม้แต่กรณีคลอดบุตร ซึ่งการดูแลของระบบสาธารณสุขของไทยที่ได้กล่าวไปข้างต้นยังไม่พร้อมที่ดูแลคนไทยด้วยกันเองอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมเลย แต่ต้องมาเสียเงินเพื่อดูแลแรงงานต่างด้าวเพิ่มเติมอีก

            อีกทั้งการกระจายอำนาจที่รัฐบาลได้ให้อำนาจกับส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารงาน แต่การทำงานเพื่อเอาหน้า ไม่ได้มีการทำที่แท้จริง ขอเพียงมีทำเอารูปส่งเพื่อเป็นหลักฐานในการประกอบการเบิกงบประมาณ แม้กระทั่งการตั้งด่านเพื่อตรวจวัดไข้ แต่พอถึงด่านจริงแม้แต่ตรงด่านยังไม่ได้ทำอย่างจริงจังไม่ว่าจะเป็นด่านถนนใหญ่ที่กันระหว่างจังหวัด หรือด่านอยู่ภายในจังหวัดก็ตาม ทำงานในลักษณะเช้าชามเย็มชาม แบบศาลา ประกอบกับรัฐบาลผู้ควบคุมไม่ได้ลงมาตรวจสอบการทำงาน ทำให้ผลที่ได้เป็นเพียงแค่ได้ทำ “ขอแค่มี กันโดนด่า”

            ในด้านของเครื่องมืออุปกรณ์ ของประเทศไทยที่ใช้ในการดูแลควบคุมโรคยังมีไม่สมบูรณ์ กล่าวคือการที่ประเทศพยายามจะบอกว่าเราเข้าสู่ยุค 5G แต่นำไปใช้ยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่อย่างแท้จริง เช่นApplication การปรึกษาแพทย์หรือการนัดพบแพทย์ เมื่อลองดาวน์โหลดแล้วไม่สามารถใช้งานได้จริง เป็นต้น หรือแม้แต่อุปกรณ์การวัดอุณหภูมิร่างกาย บางที่ยังใช้งานไม่ถูกประเภท เช่นเมื่อเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา ทางห้างสรรพสินค้าโลตัสแก่งคอย ได้เริ่มมีการตรวจวัดอุณหภูมิของร่างกาย แต่เครื่องมือที่ใช้วัดไม่ใช่อุปกรณ์ที่วัดร่างกายแต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดวัตถุสิ่งของ เมื่อเอาเข้ามายิงที่หน้าผาก อุณหภูมิขึ้นเพียงแค่ 30 องศาเซลเซียส กลางเป็นว่าทุกคนไม่เป็นไข้ อีกทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการใช้งานมีความเสื่อม มีการจำกัดจำนวนครั้งในการใช้งาน ซึ่งต้องมีการcalibration ตามการใช้งาน

          ในการดำรงชีวิตของมนุษย์เรามักจะมองถึงปัจจัย 4 ที่ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตได้ อันได้แก่อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ดังนั้นการปรับตัวของมนุษย์ก็ต้องมีการปรับตัวด้วยการอิงปัจจัยหลักที่ใช้ในการดำรงชีพ

อาหาร

          อาหารคือสิ่งที่ปัจจัยขั้นพื้นฐานของมนุษย์ใช้ในการดำรงชีวิต  ร่ายการของคนต้องการอาหารเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข ให้พลังงาน ให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ให้สามารถดำเนินกิจกรรมในแต่ละวันได้ (ทรูปลูกปัญญา, 2557)

            ตั้งแต่โควิดเข้ามากระทบประเทศไทย เราจะเห็นวิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป ทั้งพฤติกรรมที่เคยเห็นผู้คนบนท้องถนนที่เคยมีอยู่มากมาย และตามร้านอาหาร ทั้งในระดับภัตตาคารก็ดี หรือ สตรีทฟู๊ด ก็ตาม ถนนตามซอยบ้าง ในเยาวราช ซึ่งเป็นเส้นของกินรายทาง เราพบว่าในช่วงเดือนมีนาคม เป็นต้นมา วิถีคนก็เปลี่ยนไป ระวังตัวในการหาของรับประทานมากขึ้น จากเคยนั่งร้านอาหารก็ซื้อของกลับมาทานบ้าน นอกจากพฤติกรรมที่เคยนั่งทานที่ร้าน ทุกวันนี้ต้องสั่งกลับบ้าน หรือซื้อใส่ถุงกลับมาทานที่บ้านแล้ว หลายบ้านยังต้องหันกลับมามองครัวของตัวเองทั้งที่ผ่านมามีครัวแต่ไม่ค่อยได้ใส่ใจในการงาน

          การเข้าครัวทำอาหารในหลายๆบ้าน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ถือเป็นเรื่องที่เปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่นกรุงเทพ และปริมณฑล ซึ่งวิถีชีวิตที่ผ่านมาคือการเร่งรีบ จะทำอะไรก็มักจะรีบไปซะทุกอย่าง แต่เมื่อสิ่งที่มากระทบกับเราทำให้เราได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น คนเราได้ใช้ชีวิตในบ้านมากขึ้น ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ซึ่งเกิดจาก Work For Home ทำให้หลายบ้านต้องไปจัดหาซื้อของเพื่อใช้ในการประกอบอาหาร และลดการซื้ออาหารที่ปรุงสุกจากข้างนอก ด้วยความที่กลัวเชื้อโรค

          อีกหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือปรากฎการณ์การซื้อสินค้าบริโภคที่โดยปกติเรามักจะไม่ค่อยซื้อติดบ้านไว้ โดยเฉพาะอาหารแห้ง อาทิเช่นปลากระป๋อง อาหารกระป๋อง มาม่า โจ๊กกระป๋อง หรือโจ๊กซอง จากการที่คุยกับหลายๆบ้าน พบว่าของเหล่านี้ปกติไม่ค่อยได้ซื้อติดบ้านไว้ แต่เนื่องจากกลัวการออกจากบ้านไม่ได้ เนื่องจากเมืองใหญ่ๆหลายๆเมืองเกิดการล๊อกดาวน์ และอีกหลายบ้านยังกล่าวถึงการนำสิ่งของเหล่านี้ไปบริจาคอีกด้วยหลังจากที่โรคนี้ได้คลี่คลาย และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

          นอกจากนี้แล้ว เมื่อเทคโนโลยี เข้ามากระทบกับบ้านเรา เรายังมีการนำสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีมาปรับใช้ เช่นการสั่งอาหารออนไลน์ มีการผันตัวเองจากร้านที่อยู่กับที่แล้วมีประชาชนเข้าไปหา ในทุกวันนี้ร้านค้า ร้านอาหารเหล่านี้จะต้องเป็นผู้เข้าหาผู้บริโภค เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่รอดได้ด้วยภาวะ “โรค” และสภาพเศรษฐกิจ ด้วยการจัดบริการส่งอาหารถึงบ้าน ดังเช่น KFC, Pizza Hut, Pizza Company etc. แต่ด้วยประชาชนไม่ออกจากบ้าน ดังนั้นร้านค้าจะต้องบริการให้ถึงมือผู้บริโภค โดยบางบริษัทสามารถจัดหาและส่งสินค้าด้วยตนเอง ในขณะที่อีกหลายบริษัทใช้วิธีการส่งสินค้าผ่านดีลเลอร์ของการบริการ เช่น Food Panda, Grab Food, Skootar หรือ ไลน์แมน เป็นต้น

          ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทที่บริหารอาหารสดและบริหารแช่แข็ง อาทิเช่น Makro, Tesco Lotus และ Big C ยังต้องทำบริการส่งสินค้าให้กับลูกค้า รวมไปถึงร้านช๊อปขนาดเล็ก เช่น 7-11 หรือ CP Freshmart ยังต้องจัดทำบริการ Delivery เพื่อสามารถขายสินค้าได้ตามยอดที่เคยเป็นมา

           อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือตลาด ตลาดที่เคยมีคนจำนวนมากจับจ่ายซื้ออาหาร ปัจจุบันจะเห็นว่าคนมาเดินน้อยลง เช่นตลาดพระราม 5 ที่ปกติเป็นตลาดที่ขายทั้งของสด และของที่ปรุงสุกแล้ว เพื่อสามารถนำมาทานได้เลย หรือจะนั่งทานก็สามารถทำได้ แต่ด้วย Social distancing ทำให้หลายๆเมือง หลายจังหวัด หลายตลาดต้องปิดตัวลงเป็นการชั่วคราว และอีกหลายตลาดที่ยังสามารถเปิดบริการได้ เช่นตลาดตาลทอง หรือตลาดเทศบาลแก่งคอย  แต่ในการเปิดให้บริการของทั้ง 2 ตลาดนั้น ทางฝ่ายบริหารตลาดได้มีการตรวจวัดค่าอุณหภูมิร่างกาย มีการกดเจลแอลกอฮอล์ก่อนเข้าไปใช้บริการตลาด บังคับให้แม่ค้าและผู้เข้าใช้บริการใส่หน้ากากป้องกัน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมเพื่อให้ตนเองอยู่ได้และอยู่รอด และปลอดภัยกันทุกฝ่าย

เครื่องนุ่งห่ม

          เสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกาย คือสิ่งที่มนุษย์สวมใส่ เพื่อปกป้องจากสภาวะอากาศ สภาพแวดล้อม ทั้งอากาศร้อน อากาศหนาว หรือแม้แต่ฝนตก ทำให้รู้สึกปลอดภัย ได้รับความสะดวกสบาย ดูแล้วความสุภาพ และเพื่อสะท้อนถึงสังคม ศาสนา วัฒนธรรม ความเป็นมาของเครื่องแต่งกายมนุษย์นั้น  (พิรชา ยงวิกุล, 2563)

 

ลักษณะการแต่งกายที่เปลี่ยนแปลงไป มีความรัดกุมมากขึ้น ป้องกันตัวเองมากขึ้น (Papattharanan Kongpinitnithikul, 2020) <ขอขอบคุณครูปภาพจากคุณครูปภัทรนันท์ คงพินิจนิธิกุล>            เราอาจจะมองว่าเครื่องนุ่งห่มอาจจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากมาย เนื่องจากการแต่งกาย หรือสิ่งที่ไว้อบอุ่นร่างกายอาจจะเป็นสิ่งที่ดำเนินชีวิตปกติของมนุษย์ที่เวลาเราออกจากบ้านจะต้องมีเครื่องปกปิดร่างกายที่เป็นปกติ

          แต่ในอีกมุมที่เราจะเห็นกันทั่วไปคือสิ่งที่เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย และสังคมทั่วโลก แม้กระทั่งเมืองที่ได้ชื่อว่า “การใส่แมสเข้าหากันถือเป็นการไม่ให้เกียรติ” อย่างประเทศอังกฤษ แต่ในทุกวันนี้ประเทศอังกฤษก็ต้องใส่แมส (หน้ากากอนามัย) ก่อนออกจากบ้าน เมื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัส

          การใส่เสื้อผ้าที่เคยเปิดเผย ตามสโลแกน “สั้น คับ รัด ปลิ” ในทุกวันนี้เราจะเห็นน้อยลง อีกทั้งยังจะเห็นการใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดมากขึ้น เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยละอองต่างๆจากการจาม หรือไอ แม้แต่การสัมผัสกัน

          อีกสิ่งที่หลายๆบ้านพยายามหาซื้อนอกจากหน้ากากอนามัยแล้ว ถุงมือก็ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆคนพยายามจัดหามาไว้ในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านค้า บ้านที่มีบุคคลในบ้านทำงานเกี่ยวกับด้านการเงิน สถานธนานุบาล ธนาคาร เป็นต้น ที่ต้องมีการสัมผัสกับตัวเงิน เนื่องจากมีนักวิจัยหลายท่านได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อไวรัสตัวนี้ว่าสามารถแพร่เชื้อได้จากการสัมผัสกัน แม้กระทั้งในพันธบัตรหรือเหรียญที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงตู้กดเงินสด (ATM) ลูกบิดประตู ลิฟท์ตามสาธารณะ พื้นห้องน้ำ โทรศัพท์ ฯลฯ (WHO องค์การอนามัยโลก, 2020) ทำให้วิถีชีวิตที่เคยรักความสบายของประชาชนต้องเปลี่ยนไป มีความระมัดระวังตัวมากขึ้น        

ที่อยู่อาศัย

          สถานที่พักอาศัยถือเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ เพียงแต่ตอนเกิดมาไม่สามารถเลือกเกิดได้ จะเกิดในบ้านที่ใหญ่โต หรือในพื้นที่เล็กๆ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ในการพักอาศัยMaslow hierarchy of needs (www.cleanpng.com)

           บ้านคือปัจจัยขั้นพื้นฐานของมนุษย์ซึ่งโดยทั่วไปเรามองในเชิง Physiology แต่เมื่อเราเลือกที่จะอยู่อาศัยก็มักจะต้องมองถึงสิ่งที่ตามมาคือความปลอดภัย ตามทฤษฎีปัจจัยความต้องการขั้นพื้นฐานของ Maslow’s Theory (Greedisgoods, 2019) สิ่งที่เราต้องมองต่อไปคือสิ่งที่สามารถทำให้เราอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย สามารถป้องกัน ปกป้องเราได้ อาศัยอยู่ได้อย่างมีความสุข ตามสโลแกนที่มักจะได้ยินติดหู “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก

            ที่อยู่อาศัยที่เรามองถึงคือที่ที่อยู่แล้วมีความสุข แต่ด้วยวิถีชีวิตมนุษย์การอยู่อาศัยอาจไม่ใช้เพียงแค่บ้านเสมอไป การใช้ชีวิตของมนุษย์อาจรวมไปถึงการออกไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆและต้องหาที่พักอาศัยไม่ว่าจะเป็นโรงแรม เต้นท์ หรือบังกะโล ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันการอยู่รอดด้วยยุคโควิด ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการท่องเที่ยวหายไปเกือบหมด ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ วิกฤตนี้เมื่อมากระทบ หลายๆเมืองที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวต้องปิดกิจการชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค และเพื่อให้ตนเองอยู่รอดปราศจากเชื้อไวรัส

บรรยากาศการท่องเที่ยวทะเล ก่อนเกิด โควิด - 19 Summer 2560 – 2562 (ถ่ายโดยผู้เขียน)                โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน ของทุกปีจะเป็นช่วงที่ทุกคนเรียกกันว่า “Summer” ธุรกิจที่อยู่ใกล้ทะเล จะมีคนหาที่พักค่อนข้างเยอะ และแน่นไปทุกที่ ไม่ว่าจะเป็น ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี ฯลฯ เป็นต้น ด้วยเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ด้วยสภาพอาศที่ร้อน ร่างกายต้องการอยู่กับที่ๆเย็น เป็นช่วงที่นักเรียน เด็กๆ ปิดเทอม สถานที่เหล่านี้ในช่วงนี้คือช่วงที่ไว้กอบโกยเงิน แต่ในปีนี้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจโรงแรมในช่วงวิกฤตนี้หลายที่ถูกประกาศปิด และหลายๆที่ได้ประกาศปิดตัวเองเนื่องจากพิษหลายทาง ซึ่งมีการอุ้มมาก่อนหน้านี้คือพิษเศรษฐกิจที่มีค่าใช้จ่ายที่ยังต้องจ่ายให้กับพนักงานของตัวเอง และยิ่งมาซ้ำด้วยวิกฤต “โรค”อีกทำให้ไม่สามารถอยู่ได้ (The Bangkok Insight Editorial Team, 2020)

ยารักษาโรค

          สารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายแล้วทำปฏิกิริยากับร่างกาย เพื่อบำบัดรักษา บรรเทาอาการ ป้องกันโรคที่จะเข้าสู่ร่างกาย โดยทั่วไปเรามักจะเรียกสารเคมีที่ไปช่วยรักษาอาการต่างๆของเราว่า “ยา” ซึ่งยาก็คือสิ่งที่ทำให้ร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลง โดยทั่วไปการใช้ยามีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับการเลือกที่จะนำไปใช้ เช่นยา “คาร์บอน” หรือที่คนทั่วไปจะรู้กันว่าคือผงถ่าน ที่มีฤทธิ์ดูดซับสารพิษไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย มักจะใช้รักษาอาการท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ เป็นต้น

          ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งแพทย์ไทยในระดับเวทีโลก หลายครั้งจะพบว่าประเทศไทยได้ชื่อเรื่องงานวิจัยค้นพบนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ มีการทดลองยาต่างๆมากมาย อีกทั้งแพทย์ประเทศไทยยังได้รับยกย่องจากเวทีระดับโลก ในหลายครั้งเรามักจะเห็นข่าวที่แพทย์ไทยสามารถวิจัยยารักษาโรคต่างๆ เช่นล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลเพิ่งจะได้รับรางวัล “นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ 2563” จากผลงานการคิดค้นยาชีวภาพแอนติบอร์ดี้มนุษย์สำหรับรักษาโรคไข้เลือดออก และยังจดสิทธิบัตรเพื่อการใช้งานอีก 11 ประเทศ (Techsauce Team, 2020)            ในยุคของโรคปัจจุบันที่มีการติดเชื้ออย่างรวดเร็วและกินพื้นที่จำนวนมาก ทำให้ประชาชนหลายคนตื่นตัวกับการที่จะต้องจัดหาซื้อยา เพื่อไว้ป้องกันตัวเอง และบุคคลในครอบครัว เสมือนเป็นยุคแก่งแย่งกัน เราจะเห็นแอลกอฮอล์ที่เคยซื้อขวดละ 45 – 60 บาท แต่เจอบางร้านใช้เป็นช่องว่างในการหากำไร อาทิเช่นร้านค้าหนึ่งในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี สามารถขายแอลกอฮอล์ 70% ในราคา 250 บาท นอกจากนี้สิ่งที่ไว้ป้องกันตัวอีกอย่างที่มักจะต้องหาซื้อที่ร้านขายยา คือหน้ากากอนามัยแบบที่เป็นกระดาษ ปัจจุบันเราจะเห็นในหน้าเว็ปไซด์ บางทีสูงถึง 900 บาทต่อกล่อง(50ชิ้น) ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2562 เราจะพบว่าหน้ากากอนามัย 50 ชิ้นในกักตุนยาสามัญประจำบ้านเวลานั้น เพียง 58 บาท

            ยิ่งไปกว่าแอลกอฮอล์และหน้ากากอนามัยแล้ว เรายังพบว่าคนทั่วไปยังตื่นตัวกับการหาซื้อยาบ้างชนิด เช่นยาพาราเซตามอน ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ฯลฯ เนื่องจากลักษณะของโรคระบาดครั้งนี้อาการคล้ายคนเป็นไข้หวัด จึงมีบางท่านกลัวยาที่เคยสามารถหยิบใช้เองขาดตลาดและซื้อติดบ้านไว้ เพื่อใช้บรรเทาอาการในเบื้องต้น

แอลกอฮอล์ 70 % และ หน้ากากอนามัย 3 ชั้น (ถ่ายโดยผู้เขียน)

            นอกจากยาที่ใช้ทานแล้ว สิ่งที่ประชาชนเข้าใจว่าสามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคได้นอกจากยาสามัญประจำบ้านทั่วไปแล้ว ยังมองต่อไปถึงสินค้าอุปโภค นั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านเรือนที่ขณะนี้ขาดตลาดเป็นอย่างมาก (ขออ้างอิงจาก Makro สาขาสระบุรี ที่น้ำยาซักผ้าขาวอย่างไฮเตอร์ขวดสีฟ้า ได้ขาดตลาดตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 และ น้ำยาเดทตอล ที่เราเห็นในโฆษณาว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ตามสโลแกน “เดทตอล ปกป้องคุณและคนที่คุณรัก”) ซึ่งจากการเดินสำรวจที่ Makro สาขาสระบุรี ก็ขาดตลาดเหมือนน้ำยาซักผ้าไฮเตอร์เช่นกัน โดยที่การซื้อในหลายบ้านมักจะมีการเลือกที่ผลิตภัณฑ์ เนื่องด้วยน้ำยาเดลตอลมี 2 ประเภท คือน้ำยาที่สามารถใช้กับร่างกายมนุษย์ได้ กับน้ำยาที่ใช้กับร่างกายไม่ได้ ซึ่งตัวที่สามารถใช้ทำความสะอาดร่างกายได้จะจำหน่ายในร้านขายยาเท่านั้น ในซุปเปอร์มาร์เก็ต (ไม่มีสัญลักษณ์มงกุฏสีฟ้า) เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้ออเนกประสงค์เท่านั้น ไม่สามารถมาใช้ทำความสะอาดร่างกายได้ ( Brand Buffet - Team, 2020)

             อีกสิ่งที่ปัจจุบันถูกถามตามสื่อต่างๆคือยาที่ใช้รักษาโรค ที่เป็นที่จับตามองของหลายๆประเทศรวมถึงประเทศไทย คือยาที่ใช้รักษาไวรัสโคโรน่าหรือวัคซีน ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ได้มียารักษาเฉพาะโรค มีเพียงยาที่ใช้ประคับประคอง ซึ่งจะมองว่าแพทย์ของประเทศไทยเก่งใหม่ โดยส่วนตัวมองว่าแพทย์ของประเทศไทยสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ซึ่งถือว่าเก่งมาก และน่ายกย่องกลุ่มที่ตอนนี้ถูกเรียกว่านักรบเสื้อกราว ซึ่งเป็นนักรบที่อยู่เฝ้าแต่ผู้ป่วย ถึงแม้ว่ายังไม่มียารักษาเฉพาะ แต่มองว่าสามารถนำผู้ป่วยกลับบ้านได้ถึง 2,594 คน และเสียชีวิตเพียง 51คน (ข้อมูล ณวันที่ 26 เมษายน 2563)

            อีกส่วนที่ถือว่ามีความสามารถคือรัฐบาลที่สามารถแก้ปัญหาได้ค่อนข้างเร็วทำให้คนในประเทศติดเชื้อน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้หลายเท่าตัว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากปัจจัย 4 ข้างต้น รวมถึงรัฐบาลที่คอยตบให้ประชาชนอยู่ในกรอบการดูแลและมีวินัย การใช้ชีวิตของประชาชนถือเป็นสิ่งที่สำคัญค่อนข้างมาก ถ้าเราไม่สนใจ ไม่ใส่ใจในข้อมูลที่รับรู้ผ่านทางโซเชียล ทางโทรทัศน์ วิทยุ สื่อต่างๆ ก็อาจจะไม่สามารถควบคุมโรคติดต่อนี้ และทำให้ในทุกวันนี้สามารถสบายใจในการดำรงชีวิต และอาจจะทำให้อีกหลายคนต้องใช้ชีวิตที่อยู่อย่างหวาดกลัวและหวาดระแวง
สโลแกนสู้โควิด (ปิยพาณัฐ ภูสุธีคำมาวงษ์,2020)

            สโลแกนติดหูคนไทยในปัจจุบัน ในยุคของ “โรค”นี้ น่าจะหนีไม่พ้น “กินของร้อน ช้อนกลางของตัวเอง เพื่อป้องกันการสัมผัสกัน ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่เราเรียนมาคือกินร้อนช้อนกลาง เพื่อป้องกันโรคที่จะมาทางน้ำลาย แต่ในปัจจุบันนอกจากโรคที่มาทางน้ำลายแล้วยังป้องกันรคที่จะติดกับวัตถุ สิ่งของที่ต้องใช้ต่อกันอีกด้วย”

เทคโนโลยี

             ในอีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยเป็นสังคมใหญ่ที่ชอบการมีเพื่อน การมีพวกพ้อง ชอบการสังสรรค์ ดังทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ของอลิตโตเติ้ลที่ว่า “มนุษย์คือสัตว์สังคม” “Human Being is Social animal” โดยสังคมไทยก็เป็นอย่างนั้น เรามีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน ต้องพึงพาอาศัยกัน มีการเสริม เติมเต็มซึ่งกันและกัน อีกทั้งวัฒนธรรมของไทยทำให้เราได้พบปะ พูดคุยเจอหน้ากันตลอด (ครูบ้านนอก, 2552) ซึ่งทฤษฎีนี้ในปัจจุบันถูกโต้แย้งด้วยเหตุการณ์ปัจจุบัน ด้วยภาวะของ “โรค” และถูกจำกัดสโลแกนใหม่คือ “แยกกันเราอยู่ รวมหมู่เราป่วย” คือการห่างกันเพื่อป้องกันโรค ซึ่งเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบุคคลที่อยู่ใกล้กับเราเขาคือผู้มีเชื้อหรือเปล่า ซึ่งการอยู่ใกล้กัน เชื้ออาจจะแพร่กระจายมาสู่เราได้ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราเจอกันน้อยลงกิจกรรมการสอนออนไลน์วิชาวิทยาศาสตร์ ป.2 ของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล (Papattharanan Kongpinitnithikul, 2020) <ขอขอบคุณรูปภาพสวยๆของคุณครูปภัทรนันท์ คงพินิจนิธิกุล>

การอัดคลิปเพลงผ่านVDO Conference (ประเทศไทยต้องชนะ - รวมศิลปิน และ Songwriters' club,https://www.youtube.com/watch?v=dMMB7Z_XJ3I,2020)                ในสิ่งที่จะสกัดการเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์นั้น ระบบโลกาภิวัฒน์ก็ช่วยให้เราสามารถยังคงดำรงอยู่ถึงสัตว์สังคมต่อไปได้ ทำให้เรามีวิธีการช่วยเหลือมนุษย์จากสโลแกนของมนุษย์เป็นสัตว์สังคมไม่ให้ขาดการติดต่อกันคือการที่โลกไร้พรมแดน อยู่ห่างกันเหมือนอยู่ใกล้ จากปรากฎการณ์ The world is Flat? ใครว่าโลกกลม (Friedman, 2005) โดยจะขอโยงเหตุการณ์สั้นๆ คือหลังจากที่กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย นั้นหมายถึงโลกที่ไร้พรมแดนเริ่มขึ้น เริ่มมีการสร้างระบบเครือข่ายเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน เราสามารถเข้าหากันโดยระบบ Software สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการดำรงอยู่ถึงสัตว์สังคมของมนุษย์ยังคงดำรงอยู่ต่อไป โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันด้วยโลกแห่งความจริง แต่เราใช้โลกเสมือนจริงผ่านระบบโซเชียล ถึงแม้ปัจจุบันเรามีการออกมารณรงค์ Social Distancing นั้นก็ไม่อาจกลั้นการติดต่อสื่อสารของมนุษย์ได้ ตัวอย่างเช่นกลุ่มอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ Face Time ผ่าน Facebook คนสวยเรียนสูง , การอัดคลิปสอนออกไลน์ของคุณครูโรงเรียนเซนต์คาเบรียล หรือการทำคลิปเพลง “ประเทศไทยต้องชนะ” (Songwriters, 2020) เป็นต้น

                ด้วยระบบต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ นำมาซึ่งการปฏิวัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ปฏิวัติทางการเกษตร ปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือแม้แต่กระแสโลกาภิวัฒน์เองก็ตาม มีผลต่อโลกที่เคยสวยงามทั้งนั้น ไม่ว่าต้องตัดไม้เพื่อนำมาทำกระดาษ โลกของเราร้อนขึ้น ด้วยการแย่งอากาศหายใจ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา รับแต่ออกซิเจน ทำให้ต้นไม้ดูดซับไม่ทัน หรือการขับรถออกจากบ้าน เราก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ออกมา เมื่อเกิดโรคขึ้นมาจากก๊าซที่เคยปล่อย ธรรมชาติช่วยปล่อยสิ่งที่ล้างมลพิษให้เรา การที่เราลดการออกจากบ้าน ลดการเผชิญหน้า ทำให้ธรรมชาติทวงคืนสมดุลที่เป็นอยู่ ทำให้อากาศเริ่มที่จะดีขึ้น ตัวอย่างเช่นค่ามลพิษทางอากาศที่ช่วงเดือนมกราคม ที่หลายๆจังหวัดจะพบว่ามีค่า PM ที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร มหานครเชียงใหม่ นครราชสีมา รวมถึงจังหวัดเล็กๆอย่างสระบุรี เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรม มีความเกี่ยวข้องกับการเดินทาง ขอยกตัวอย่างกรุงเทพมหานคร ที่ค่าคุณภาพอากาศเคยสูงถึง 200 – 300 US AQI แต่ในวันนี้ค่าคุณภาพอากาศเหลือแค่ 28 US AQI (ค่า ณ วันที่ 10 พฤษภาคม 2563)

                ธรรมชาติพยายามสร้างจุดที่เคยสูญเสียสมดุลไปให้กลับมา โดยการปรับเปลี่ยนหรืออุบัติบางสิ่งขึ้นมา เฉกเช่นเดียวกับสภาวะ “โรค” ที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เราจะเห็นว่าการที่แต่ละประเทศลดการท่องเที่ยวลง ลดการเดินทาง ลดการออกจากบ้าน ทุกคนทำงานในบ้านมากขึ้น ทำให้ธรรมชาติใช้เวลาในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาในการปรับมลพิษทางอากาศ ปรับสภาพภูมิประเทศ ปรับความสวยของน้ำทะเลกลับมา ปรับความสวยงามของธรรมชาติ เช่นท้องทะเลที่เคยมีขยะเต็มไปหมด ขณะนี้ธรรมชาติเริ่มปรับ ขยะเริ่มหายไปจากทะเล ต้นไม้ดอกไม้ที่เคยเหี่ยวเฉา ก็เริ่มกลับมา เราจะเห็นในสื่อโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ที่ประชาชนริมหาดออกมาโพสต์รูปทำให้ธรรมชาติมีความสวยงานขึ้นมาก

               นอกจากความสวยงามของธรรมชาติแล้ว เรายังได้เห็นความงามของมนุษย์ด้วย ปกติเรามักจะชอบพูดว่าคนเห็นแก่ตัว ชอบเอารัดเอาเปรียบ แต่ "โรค" ครั้งนี้ทำให้เรามองเห็น "โลก" อีกมุมของมนุษย์ ความเป็นสัตว์สังคม วัฒนธรรมแบบเดิมเริ่มกลับคืนมา การเอารัดเอาเปรียบเริ่มหายไป มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาแทนที่ มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แบ่งปันกัน คนที่ยังพอหารายได้ได้ก็นำรายได้ตัวเองส่วนหนึ่งมาแบ่งปันให้ผู้ที่ขาดรายได้ ทำอาหารมาเลี้ยงบ้าง นำข้าวสารอาหารแห้งมาแจกบ้าง  ภาพต่างๆที่ออกมาในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้จิตนิยมการอยู่ร่วมกันที่ฝังรากลึกของวัฒนธรรมไทยเริ่มกลับคืนสู่สังคมไทย มองสังคมแบบเครือญาติ เป็นสภาวะที่ทุกคนสามารถพึงพิงกันได้ ใครมีอะไรก็เอาออกมาแลกเปลี่ยนกัน สะท้อนถึงเพลงน้ำใจไทย ที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน และก็เป็นจุดที่เราร่วมมือร่วมใจ และพร้อมที่จะฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน โดยไม่ใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคประชาสังคมที่ใหญ่กว่ารัฐบาล


บรรณานุกรม

Brand Buffet - Team. (2020, March 22). เคลียร์ชัดๆ เดทตอล (Dettol) 2 ประเภทแตกต่างกันอย่างไร ถึงปราบไวรัสได้อยู่หมัด. Retrieved from brandbuffet: https://www.brandbuffet.in.th/2020/03/dettol-antiseptic-vs-dettol-hygiene/

Friedman, T. L. (2005). The World Is Flat: A Brief History of the Twenty-First Century.

Greedisgoods. (2019, September 30). ทฤษฎีมาร์สโลว์คืออะไร. Retrieved from greedisgoods Education is the best investment Solution: https://greedisgoods.com/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A7/

Papattharanan Kongpinitnithikul. (2020, June 5). Palm Sheep. Retrieved from www.fecebook.com: https://www.facebook.com/Papattharanan

Songwriters. (2020, March 28). ประเทศไทยต้องชนะ - รวมศิลปินและSongwriters'Club. Retrieved from Songwriters: https://youtu.be/dMMB7Z_XJ3I

Techsauce Team. (2020, February 11). นักวิจัยไทยคิดค้นยารักษาไข้เลือดออก คว้ารางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ. Retrieved from techsauce: https://techsauce.co/pr-news/be-do-have-research-mahidol-university

The Bangkok Insight Editorial Team. (2020, March 31). พ่ายโควิด-19 โรงแรมดังทั่วไทยแห่ปิดชั่วคราว พนักงานหลายหมื่นคนสะเทือนหนัก. Retrieved from thebangkokinsight: https://www.thebangkokinsight.com/319239/

WHO องค์การอนามัยโลก. (2020, March 4). WHO เตือนเลี่ยงธนบัตร แหล่งแพร่เชื้อของไวรัสโควิด19. Retrieved from businesstoday: https://businesstoday.co/cover-story/04/03/2020/who-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87-%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88/

ครูบ้านนอก. (2552, พฤษภาคม 23). มนุษย์เป็นสัตว์สังคม. Retrieved from Kroobannok.com: https://www.kroobannok.com/12093

ทรูปลูกปัญญา. (2557, ธันวาคม 25). ทรูปลูกปัญญา. Retrieved from trueplookpanya: http://www.trueplookpanya.com/new/asktrueplookpanya/questiondetail/8972

พิรชา ยงวิกุล, แ. (2563, เมษายน). เศรษฐศาสตร์บทที่ 7. Retrieved from sites.google.com: https://sites.google.com/site/sersthsastrbththi7/home/1

ศึกษาเปรียบเทียบทฤษฎีความต้องการ5ด้านของมาสโลว์กับพุทธรnรม. (2563, มิถุนายน 24). Retrieved สิงหาคม 24, 2561, from siampongsnews.blogspot.com: https://siampongsnews.blogspot.com/2018/08/5_24.html


     ขอบคุณรูปภาพประกอบสวยๆจาก 

             คุณครูปภัทรนันท์ คงพินิจนิธิกุล // cleanpng // คุณครูปิยพาณัฐ ภูสุธีคำมาวงษ์ 

ภาพปก              : ภาพถ่ายโดยนักเขียน

ภาพที่ 1            : Facebook คุณครูปภัทรนันท์ คงพินิจนิธิกุล

ภาพที่ 2            : www.cleanpng.com

ภาพที่ 3 และ 4  : ภาพถ่ายโดยนักเขียน

ภาพที่ 5            : Facebook คุณครูปิยพาณัฐ ภูสุธีคำมาวงษ์

ภาพที่ 6           : Facebook คุณครูปภัทรนันท์ คงพินิจนิธิกุล

ภาพที่ 7           : Facebook คุณครูปิยพาณัฐ ภูสุธีคำมาวงษ์