เรื่องที่จะเล่า...เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปีผ่านมาแล้ว...จนไม่แน่ใจว่า บ้านพักหลังนั้น ปัจจุบันยังมีอยู่หรือเปล่า !

            เหตุการณ์มีอยู่ว่า  เมื่อหลายสิบปีก่อน พวกเราทำงานเป็นช่างภาพ เป็นนักข่าวอิสระกัน ชีวิตสนุกสนานกันมาก โดยเฉพาะในเวลาที่พวกเราได้ไปเก็บภาพและทำข่าวออกกองต่างจังหวัด หลายครั้งเราได้พักโรงแรมหรู รีสอร์ทสวยๆ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง ด้วยสถานที่ถ่ายทำอยู่บนภูเขาสูง พวกเราเลยได้ที่พักในหุบเขา เป็นบ้านพักที่อยู่ท่ามกลางดงข้าวโพดที่ปลูกไว้มากมาย กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เรียกว่าถ้าหลงเข้าไป คงหาทางออกไม่เจอแน่ๆ  และยิ่งไปกว่านั้น...พวกเราต่างหันมามองหน้ากันเมื่อได้พบกับบ้านพักหลังใหญ่ มีหลายๆ ห้องชั้นบน ส่วนชั้นล่างเป็นห้องโถงโล่งๆ มีหนังสือวางอยู่ในชั้นหนังสือหลายเล่ม แต่ละเล่มล้วนแล้วเป็นแนวสืบสวน ฆาตกรรมอำพราง แลดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง จนไม่มีใครกล้าหยิบออกมาอ่าน

Advertisement

Advertisement

            ห้องพักชั้นบน มีหลายห้องให้เลือก เราต่างเลือกนอนห้องละสองคน สามคน ไม่มีใครกล้านอนคนเดียว เพราะโดยสภาพห้องแล้ว  แม้เครื่องนอนจะยังดูสะอาดสะอ้าน แต่กลิ่นอับๆ ภายในห้อง ทำให้พวกเรารู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก ในส่วนของเราเอง เลือกที่จะนอนพักในห้องริมสุด เพราะอย่างน้อยก็มีหน้าต่างเปิดกว้างรับอากาศพอให้อากาศถ่ายเทไม่อบอับจนเกินไป โดยไม่ทันได้ฉุกคิดว่า หน้าต่างเจ้าปัญหานี่ล่ะที่ทำให้เราแทบข่มตานอนกันไม่ได้ตลอดทั้งคืน เพราะยิ่งตกดึก ลมยิ่งแรงจัด เสียงหน้าต่างกระทบตัวบ้านดังโครมครามเป็นระยะๆ ตามแรงของลม เหลียวมองไปข้างๆ ยังเห็นรูมเมทลืมตาโพลงในความมืดอยู่เหมือนกัน  เราสบตากัน เหมือนรู้และเข้าใจ ว่าตลอดคืนนี้ เราจะผ่านมันไปได้อย่างไรสุดรู้ แต่เราก็ต้องผ่านไปให้ได้อยู่ดี

Advertisement

Advertisement

            “ทำไมยังไม่นอนอีก...พรุ่งนี้ต้องเข้ากองแต่เช้านะปุ๊ก”

            “ถามเหมือนแกนอนหลับลงงั้นแหละ”

            “เออ ก็พยายามอยู่ไง นับลูกแกะวนไปก็ได้ ไม่ต้องหันมาถามอะไรอีกนะ”

            เพื่อนสาวเหมือนจะเหวี่ยงนิดๆ ที่ออกจะหงุดหงิดก็เพราะต่างอ่อนเพลียจากการเดินทางมากันแทบตลอดทั้งวันทั้งคืนแล้ว ยังต้องมาทรมานกับการนอนไม่หลับกันอยู่แบบนี้อีกนั่นไง และไอ้การนับลูกแกะมันก็เป็นแค่ทฤษฎีเท่านั้นล่ะ ปฏิบัติจริงก็ไม่เห็นจะหลับง่ายดายสักที เราถอนหายใจหนักๆ พยายามข่มตาให้หลับ เมื่อเหลียวไปมองคนที่นอนอยู่ข้างๆ และหลับไปสนิทไปแล้ว แถมกรนออกมาเสียด้วย ช่างน่าอิจฉาจริงๆ ! เราพยายามหลับตาลงบ้าง พยายามไม่คิดอะไร ไม่สนใจเสียงลมเสียงหน้าต่าง ทุกอย่าง ที่จะส่งผลให้เรานอนไม่หลับ  ซึ่งก็เกือบจะสำเร็จอยู่แล้ว หากไม่รู้สึกเหมือนมีดวงตาจ้องมองมาจากทางไหนสักแห่ง แม้ว่าเราจะหลับตาอยู่ แต่กลับรู้สึกได้ เสียงลมตีหน้าต่าง ดังแข่งกับเสียงนกเค้าแมว  และเสียงสุนัขที่เห่าหอน อยู่ในดงข้าวโพดที่ดูโดดเดี่ยวขนาดนี้ ยังจะมีหมาขยันมาหอนชวนให้ขนลุกอีนะ บ่นกับตัวเองในใจ  แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกเหมือนถูกจับจ้อง แต่เรารู้สึกได้ถึงมือหนักๆ ที่ลูบเส้นผมของเรา ยิ่งลูบก็ยิ่งขนหัวลุก นึกว่าเพื่อนแกล้ง ก็รีบลืมตาขึ้น แล้วก็แทบผงะ ร้องไม่ออก เสียงแหบหายไม่มีเรี่ยวแรง เพราะร่างสูงใหญ่ ที่ยื่นหน้าก้มต่ำลงมาจากหัวเตียงนั่น พร้อมเสียงแหบๆ ดังแว่วมาชวนให้ขนลุก “หลับให้สบายนะหนู” ไม่ใช่ละ...ใครจะหลับสบายได้ เผ่นดีกว่าเหอะ บอกตัวเอง พร้อมเขย่าร่างเพื่อนที่นอนอยู่ข้างๆ แต่ทั้งเรียกทั้งเขย่า ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น แต่เราก็ไม่อยู่แล้วล่ะ ให้อยู่เผชิญหน้ากับผี ใครจะสู้ไหว ฉวยได้ไฟฉายที่ใต้หมอน ก็เผ่นแน่บไม่คิดชีวิต ไปเคาะประตูห้องข้างๆ โครมครามหวังขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่เห็นเมื่อประตูเปิดคือเจ้าของวลี “หลับให้สบายนะหนู” ที่ยืนแสยะยิ้มอยู่ตรงหน้าประตูนั่น เท่านั้นเอง เราก็ร่วงลงไปกองกับพื้น หมดสติไปด้วยความช็อคสุดชีวิต มาตื่นเอาตอนเช้า พบว่าตัวเองนอนอยู่ตรงประตูหน้าห้องเพื่อน และทุกคนลงความเห็นว่า เราแค่ละเมอเดินมานอนกองอยู่ตรงนี้ เพราะทุกคนเขาก็หลับกันดี ไม่มีแม้แต่ฝันร้าย

Advertisement

Advertisement

            ไม่มีใครเชื่อเรื่องที่เราเล่าให้ฟัง  มีแต่เราเท่านั้น ที่เชื่อและมั่นใจว่าเราไม่ได้ฝันไปแน่ๆ เรื่องบางเรื่อง อาจไม่มีบทพิสูจน์  แต่มันก็เป็นเรื่องจริงที่เราได้เจอมาแล้วในค่ำคืนนั้นอย่างไม่มีวันลบเลือนได้เลย  !

 

 

ขอบคุณภาพจาก : Cesar Puch