ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ PALUNGJIT.ORG

               ป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ใครจะรู้ว่าท่ามกลางความร่มเย็นนั้น ยามค่ำคืนกลับแฝงด้วยสิ่งเร้นลับ มันพร้อมที่จะเล่นงานเราได้ตลอดเวลา

               พ่อเล่าให้ฉันฟังว่าเมื่อก่อนพื้นที่แห่งนี้เรียกว่าป่าดงพญาเย็น (สระบุรี) นอกจากจะมีภูเขาทอดยาวติดกันแล้ว ทุกพื้นที่ยังเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นหนาทึบจนแสงแดดส่องลงมาแทบไม่ถึงพื้น

               นอกจากต้นไม้แล้ว ยังมีสัตว์ต่าง ๆ เช่น เสือ สิง กระทิง ช้าง งูจงอาง งูเห่า งูเหลือม รวมทั้งสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่ไร้พิษสง วันดีคืนดีช้างป่าลงมาจากเขา รื้อกระท่อมของเพื่อนที่อยู่ไร่ข้าง ๆ กันจนพังพินาศ

               พ่อเดินทางออกจากไร่เข้าไปซื้อข้าวของในตลาดด้วยม้า แต่ก็ต้องขี่ม้าลัดเลาะไปตามซอกภูเขาซึ่งเป็นทางเกวียนเล็ก ๆ ถ้าในช่วงฤดูฝนไปไหนมาไหนจะลำบากมาก โดยเฉพาะน้ำป่าไหลทะลักลงมาจากภูเขาและถนนหนทางเต็มไปด้วยโคลนตม 

Advertisement

Advertisement

               นอกจากสัตว์ร้ายที่น่ากลัวแล้ว ไข้มาลาเรียหรือชาวบ้านเรียกกันว่าไข้ป่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้ พ่อก็เคยเป็นจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

               “พ่อเคยเจอผีไหม”

               ฉันจำได้ว่าเคยถามพ่อในคืนหนึ่ง ขณะนอนดูพระจันทร์เต็มดวงที่นอกชานบ้าน

               “เคยสิ ผีกองกอย พ่อเจอในป่าตอนไปนั่งร้านดูสัตว์ลงมากินดินโป่ง”

               “พ่อเล่าให้หนูฟังหน่อยว่ามันเป็นยังไง”

               ฉันรบเร้าให้พ่อเล่าเรื่องผีกองกอยให้ฟัง ว่ามันน่ากลัวขนาดไหนแล้วพ่อเอาตัวรอดจากผีกองกอยมาได้อย่างไร

               พ่อจึงเล่าให้ฟังว่าคืนนั้นพ่อกับลุงเกินซึ่งเป็นเพื่อนสนิท พากันไปนั่งดูสัตว์ใกล้ ๆ กับลำธารเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ในป่าห่างจากบ้านประมาณ 3 กิโลเมตร ตรงนั้นเป็นป่ารกทึบ พ่อกับลุงเกินทำห้างบนต้นไม้สูง พ่อบอกว่าที่มาดูสัตว์ตรงนี้ก็เพราะเนินดินเหนือลำธารขึ้นไปมีดินโป่ง พวกสัตว์จะพากันลงมากินเพราะดินโป่งมีรสเค็มซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของมัน

Advertisement

Advertisement

 

ป่าในเวลากลางคืน               ขอขอบคุณภาพประกอบจากเว็บไซต์ Pixabay

               คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวง พ่อเห็นสัตว์หลายชนิด สร้างความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากเที่ยงคืนผ่านไป พ่อเริ่มง่วง ส่วนลุงเกินหลับไปแล้ว ก่อนที่พ่อจะหลับ จู่ ๆ ก็มีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างเหยียบใบไม้ดังกรอบแกรบ ๆ

               พ่อคิดว่าคงเป็นสัตว์ที่มากินดินโป่ง พ่อมองตรงริมลำธารอย่างใจจดใจจ่อ

               ทว่า.....

Advertisement

Advertisement

               “ก๋อย ก๋อย ก๋อย”

               เสียงร้องก๋อย ๆ ดังขึ้น พร้อมกับร่างเล็ก ๆ ก้าวออกมาจากแนวป่า พ่อเล่าว่าเจ้าคนนั้นผมยาวเป็นกระเซิง ไม่สวมเสื้อผ้า พุงมันป่องเหมือนเด็กเป็นตานขโมย มันมองไปรอบ ๆ ตัว สัตว์ป่าที่พากันส่งสียงร้องเมื่อครู่กลับเงียบสนิท

               แม้แต่เสียงหรีดหริ่งเรไรก็ไม่ได้ยิน ทุกอย่างเงียบสงัดราวกับป่าไร้สิ่งมีชีวิต พ่อรู้ว่าเจ้าตัวที่ร้องก๋อย ๆ ไม่ใช่มนุษย์ แต่มันคือผีกองกอย

               ผีกองกอยเหมือนรู้ว่าพ่อกับลุงเกินนั่งอยู่บนห้าง มันเงยหน้าขึ้นมาตรงจุดที่พ่ออยู่ ดวงตามันเป็นประกายวาววับน่ากลัวมาก

               มันชี้มือใส่พ่อแล้วร้องก๋อย ก๋อย พ่อกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ทว่าลุงเกินตื่นขึ้นมาแล้วส่งเสียงสวดมนต์ดัง ๆ ตามด้วยบทสวดแผ่เมตตา พ่อจึงสวดตามบ้าง

               พ่อกับลุงเกินสวดมนต์วนเวียนอยู่อย่างนั้น ผีกองกอยมันเดินมาใต้ต้นไม้ที่พ่อผูกห้าง มันเดินวนเวียนอยู่อย่างนั้น หาทางที่จะเล่นงาน แต่ทำอะไรไม่ได้เพราะแพ้ต่อพระพุทธคุณ

               จนกระทั่งใกล้สว่าง มันจึงเดินเข้าป่าแล้วหายไป แต่พ่อกับลุงเกินไม่กล้าลงจากต้นไม้ รอจนพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างจึงพากันไต่ลงมาอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง

               จากวันที่พ่อเจอผีกองกอย พ่อไม่กล้าเข้าป่าไปส่องดูสัตว์อีกเลย กลัวจะเจอผีกองกอยอีก

 

               จรรยา เลิศพงษ์ไทย