จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ตามพี่ที่ออฟฟิสไป tridash ว่ายน้ำ 400 ม. ปั่นจักรยาน 20 กม. วิ่ง 5 กม. ใช้เวลากี่ชั่วโมงจำไม่ได้รู้แต่ว่านานมาก ก็อยากทำให้ดีขึ้น ผมจึงตัดสินใจเข้าคอร์สฝึกฝนจริงจังกับบรรดาโค้ชมืออาชีพ เพราะอยากรู้จริง ๆ กับคนแทบไม่เคยฝึกซ้อมอะไรเลยเวลาลงสนามเขาจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนหากมีตารางฝึกเข้มข้น 

จุดเริ่มต้นเล็กๆ

ระหว่างปั่นจักรยาน วิ่ง และว่ายน้ำ ผมเคยมั่นใจว่าทักษะว่ายน้ำต้องพอสูสีกับคนอื่นเพราะร.ร.อนุบาลกับประถมสอนจริงจังตั้งหลายปี ทำให้เรื่องความเร็วพอไปวัดไปวา แต่เรื่องความอึด ไม่ได้เลย สระ 50 ม. ไปกลับ 3 รอบ เท่ากับ 300 ม. จากนั้นตะคริวก็มาเยือนแล้วต้องรีบขึ้นมาพัก เพราะนี่แค่ว่ายในสระปิด ไม่ใช่สระธรรมชาตินะ โค้ชแนะนำให้กินอาหารที่มีแมกนีเซียมเยอะ อย่าง กล้วยน้ำว้า ป้องกันตะคริวได้

กลับมาเรียนว่ายน้ำใหม่ตั้งแต่ต้น

สำหรับทักษะต่าง ๆ คล้ายสมัยเรียนว่ายน้ำตอนเด็ก นิ้วชิดนะครับ เวลาจ้วงน้ำขึ้นลง แขนเหยียดตรง แต่ที่ต่างคือว่ายน้ำไตรกีฬา พวกเราไม่ได้ไปเอาเหรียญทองแบบไมเคิล เฟลป์ส ไม่ต้องรีบใส่ให้หมดแม็ก ท่าฟรีสไตล์ไม่ต้องตีขาแรงเร็วตลอด ตีขาแรงเฉพาะตอนจะพลิกหน้าขึ้นมาพะงาบหายใจ ดังนั้นขาต้องแข็งแรง เพราะจะกีฬาอะไรก็ตาม ขาคือศูนย์กลางจักรวาล แบบฝึกหัดที่โค้ชให้มาเป็นการจับโฟมตีขาไปก่อน  

Advertisement

Advertisement

วิ่งได้กับวิ่งเป็นคนละเรื่องกัน

คลาสถัดมาคือฝึกวิ่ง ผมเพิ่งรู้ มันมีท่าวิ่งที่ถูกต้องด้วย ปกติวิ่งชมนกชมไม้ตามใจฉัน ขอแค่ถึงเส้นชัยเป็นพอ 

เคล็ดลับมีแค่ 2 อย่าง โฟกัสที่ลำตัวก่อน ให้ตั้งตรง อย่าเอนไปข้างหน้า เช่นเดียวกับการแกว่งแขนก็ต้องเป็นแนวตรง อย่าแกว่งแขนออกข้าง หรือทะแยง ไม่งั้นตัวเราจะบิดไปบิดมา อันนั้นเก็บไว้ใช้ตอนเดินแบบบนแคทวอล์ค แกว่งแขนขึ้นมาได้สูงระดับหนึ่ง ปล่อยตามสบาย ถ้าเรามีขวดน้ำเกลือแร่สามารถถือไปด้วยวิ่งไปด้วยได้นะ เวลาเหนื่อยก็จิบ และยังทำให้สมาธิเราอยู่ที่การแกว่งแขน  สายตามองไปไกลประมาณ 15 เมตร อย่าเชิดหน้าขึ้น อย่าก้มหน้าลง มองปกตินี่แหละ ส่วนช่วงฝึกซ้อมท่า ก่อนวิ่งให้ทำทุกอย่างช้า ๆ ก่อน จนเคยชินพอวิ่งจะได้ท่าแบบนั้น

Advertisement

Advertisement

ซ้อมปั่นในสตูดิโอเพิ่มความอึด

ต่อกันที่คลาสจักรยานมีศัพท์แสงอะไรไม่รู้ยุบยับเต็มไปหมด ช่างมันเถอะ จำไม่ได้สักคำฮ่าฮ่า รู้แต่ว่าตอนนี้เรายังไม่อึด เหนื่อยง่าย หัวใจเต้นเร็ว ปั่นรอบช้า ต้องฝึกบ่อยๆ ด้านเทคนิคก็สำคัญ โค้ชให้ฝึกปั่นแบบ... (ลืมชื่อจริง ๆ อะ) ประมาณว่า เอาขาซ้ายอยู่ 12นาฬิกาก่อน แล้วเลื่อนลงมา 9 นาฬิกา ดึงกลับมา 12 นาฬิกาอีกที และไป 9 ทำซ้ำ ๆ แบบนี้ไปเรื่อย ๆ  จนทรงตัวได้ ท่านี้คือซ้ายนำจากนั้นฝึกทำขวานำบ้าง

ฝึกปั่นทรงตัว-รับน้ำ

สเต็ปต่อไป ขี่เข้าโค้งทั้งด้านซ้ายและขวา โดยใช้เทคนิคงึกงึกงักงักนี่แหละ ต่อด้วยซิกแซกทั้งซ้ายและขวา ปิดท้ายคือฝึกจับแฮนด์มือเดียว อีกมือยื่นมาขนานพื้น เอาไว้ใช้เวลารับน้ำ เราต้องฝึกทั้ง 2 มือนะ เพราะอนาคตอาจไปแข่งต่างประเทศต้องฝึกรับน้ำมือขวา รับมาเสร็จ ฝึกดื่ม (ใกล้ไปเล่นกายกรรมได้ละ) ดื่มเสร็จยังไม่จบจ้า โค้ชให้เราเอาขวดน้ำมาใส่ตรงโครงจักรยานอีก ทั้งหมดดูเหมือนยาก แต่เชื่อปะ เทคนิคต่าง ๆ ฝึกชั่วโมงเดียวก็ได้ละ ยากสุดจึงเป็นความอึดมากกว่า

Advertisement

Advertisement

 

ปล. จักรยานดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เบาเหมือนปุยนุ่น เสือหมอบเคยคิดว่าปั่นยาก พอลองแล้วหนุกดี รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่าง 

คิดว่าฝึก 3 อย่างแล้วจะจบอย่างนั้นรึ ยังครับ นี่แค่เริ่มต้นเพราะการฝึกที่ยากที่สุดต้องยกให้การว่ายน้ำแบบ open water เพื่อนๆรออ่านกันต่อตอนหน้านะครับ รับรอง โหด มัน ฮา