ว่าน ต้อม และเก้า ทั้งสามคนเป็นเด็กหนุ่มที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน และเป็นเพื่อนที่รักกันมาก มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เรียกว่าเพื่อนรักเพื่อนตายเลยก็ว่าได้   ทั้งสามคนมักจะชวนกันหาอะไรทำด้วยกันอยู่เสมอ เก้าเป็นคนฉลาดหัวไว เวลาเพื่อนมีปัญหาก็มักจะมีทางแก้ปัญหาให้เพื่อนเสมอ ส่วนว่านเป็นพูดจาดีมีมนุษย์สัมพันธ์ ช่างพูดช่างเจรจา เป็นที่รักใครของคนทั่วไป ผิดกลับต้อมที่ดูจะใจร้อนกว่าเพื่อน ตรงไปตรงไมไม่ยอมใคร  แต่อย่างไรก็ตามทั้งสามก็เป็นที่รักใครของคนในหมู่บ้านไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใคร

         

        เมื่อถึงช่วงงานบุญประจำปี ที่วัดมักจะจัดงานใหญ่โต มีตั้งเวทีดนตรีลูกทุ่งหมอลำ ตลก ลิเก และการเล่นต่างๆ อีกทั้งยังมีร้านค้ามาออกร้านขายของมากมาย เพื่อชักชวนผู้คนจากหลายๆ หมู่บ้านให้มาร่วมทำบุญกัน  ซึ่งก็ทำให้สามเกลออย่าง ว่าน ต้อม และเก้า ตื่นเต้นที่จะได้เที่ยวงานวัดที่หนึ่งปีจะมีแค่ครั้งเดียว จึงได้พากันไปเดินเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน  ระหว่างที่เดินเล่นกันอยู่เพลินๆ นั้นๆ ว่าน ได้เผลอไปเดินชนกับวัยรุ่นที่มาจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง แล้วก็รีบเงยหน้าขึ้นมาขอโทษอย่างไว  แต่ดูเหมือนว่าวัยรุ่นกลุ่มนั้นจะมีท่าทางเหมือนไม่ค่อยพอใจนัก เก้าเห็นแล้วกลัวจะมีเรื่องจึงรีบพาเพื่อนทั้งสองออกมาจากจุดนั้น่ทันที โดยที่ต้อมก็ทำท่าเหมือนจะไม่พอใจนัก แล้วพูดออกมาว่า " อะไรวะ ขอโทษแล้วยังจะทำหน้าหาเรื่องอีก " จนเก้าต้องห้ามไปว่า " ไม่เอาน่าเพื่อนอย่ามีเรื่องเลย เราเที่ยวของให้สนุกต่อดีกว่า " 

Advertisement

Advertisement

 

       ทั้งสามก็เดินเที่ยวชมภายในงานไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ทันสังเกตเลยว่า วัยรุ่นกลุ่มนั้นกำลังคอยเดินตามทั้งสามอยู่ห่างๆ จนทั้งสามได้ชวนไปกันที่หน้าเวลาทีหมอลำ ต่างพากันเต้นสนุกสนานไปกลับเสียงดนตรี   ระหว่างที่ทั้งสามกำลังสนุกอยู่นั้น ก็มีมือของวันรุ่นต่างหมู่บ้านที่ว่านเดินชนมาจับกระชากคอเสื้อของว่านจากด้านหน้า แล้วพูดใส่หน้าว่านว่า " เมื่อกี้มึงตั้งใจชนกูใช่มั๊ย " ยังไม่ทันจะได้พูดต่อ ต้อมที่เห็นเหตุการอยู่ใกล้ๆ ก็ปรี่เข้ามาล๊อคคอวัยรุ่นคนนั้นทันที พร้อมบอกให้ว่านถอยไป แต่ว่านก็ยังไม่ทันจะได้ถอยไปไหน ก็มีวัยรุ่นอีกคนพุ่งเข้ามาต่อยหน้าว่านอย่างเต็มแรงจนล้มหลายหลังไป เก้าจึงกระโดดถีบคนที่ต่อยว่านจนล้มลงไปเช่นกัน  จากนั้นก็มีวัยรุ่นอีกสองคนมาล๊อคแขนเก้าแล้วต่อยเข้าที่ลำตัวของเก้าไปหลายหมัด ว่านพยายามจะมาช่วย กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างชุลมุน ทันใดนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น ทำให้ทุกคนวิ่งกันกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง

Advertisement

Advertisement

 

       ว่านได้วิ่งออกมาจนถึงถนนท้ายวัด  ก็ไม่เจอใครจึงยืนพักเหนื่อยอยู่ตรงนั้นสักครู่ ก็ได้ยินเสียฝีเท้าคนวิ่งตามมา เป็นเก้านั่นเองทั้งสองคนยืนหอบอยู่ตรงนั้นอยู่สักพักหนึ่งเมื่อหายใจคล่องขึ้นแล้วว่านจึงถามเก้าว่า " เฮ้ย เก้า แล้วไอต้อมล่ะ ทำไมยังไม่ตามมาอีกว่ะ " เก้าจึงบอกว่า " ไม่รู้เหมือนกันว่ะ พวกเราต่างก็วิ่งมาคนละทิศละทางเสียงปืนดังมาจากไหนไม่รู้ นี่ก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอะไรรึป่าว " ว่านจึงบอกว่า " มันคงไม่เป็นอะไรหรอกมันเก่งจะตาย มันคงวิ่งไปคนละทางกับพวกเรามากกว่า " เมื่อเก้ากับว่านคุยกันจบก็ได้ยินเสียงของต้อมตะโกนมาพอดี " เฮ้ย พวกมึงกูอยู่นี่ " เพื่อนทั้งสองเห็นดังนั้นก็ดีใจ ที่เพื่อนปลอดภัยกันครบ " ทำไมมึงมาช้าจังว่ะ " เก้าถามขึ้น  ต้อมจึงตอบไปว่า ก็ไอวัยรุ่นกลุ่มนั้นน่ะสิมันพกปืนมา แล้วไม่รู้ทำปืนลั่นไปโดนใคร นอนฟุบอยู่หน้าเวลาทีหมอลำ  กูหมอบลงกับพืันอยู่มองไม่ถนัด พอลุกขึ้นได้กูก็รีบวิ่งออกมาเลย จนมาเจอพวกมึงเนี่ย "  ว่านจึงพูดขึ้นว่า " กูว่าเราควรกลับไปดูหน่อยดีป่าวว่ะ " ต้อมจึงบอกว่า " ไปดูก็ดีเหมือนกันว่าเผื่อยังพอช่วยเขาได้

          ทั้งสามจึงพากันกลับไปที่หน้าเวลาทีหมอลำเพื่อมาดูร่างคนที่ถูกยิง เมื่อมาถึงหน้าเวทีหมอลำก็เห็นคนกำลังมุงร่างวัยรุ่นคนหนึ่งอยู่ ทั้งสามจึงขอแหวกกลุ่มคนที่มามุงเข้าไปดูว่าเป็นใคร แต่เมื่อเห็นร่างวันรุ่นคนนั้นแล้วทำให้ว่านกับก้องถึงต้องทรุดตัวนั่งเข่าอ่อนเลยทีเดียว เพราะร่างที่เห็นนั้นคือร่างของต้อมที่ไม่มีลมหายใจแล้ว  เมื่อหันหลังกลับมามองต้อมที่เดินตามหลังมาเมื่อสักครู่ก็ไม่มีแล้ว มีเพียงร่างที่นอนนิ่งอยู่ต่อหน้าพวกเขาทั้งสองนั่นเอง  ทั้งสองได้กอดศพต้อมร้องให้กันอยู่อย่างนั้น จนรถมูลนิธิมาพาศพต้อมออกไป โดยที่ทั้งสองคนนั้นยังไม่อยากจะเชื่อว่าจะเสียเพื่อนไป  แล้วว่านก็คุยกับเก้าว่า " ต้อมมันคงไม่กล้าบอกพวกเราตรงๆ ว่ามันตายแล้ว มันเลยพาพวกเรามาดูให้เห็นกับตา แต่ถึงจะตายไปแล้วต้อมก็ยังจะเป็นเพื่อนรักของพวกเราตลอดไป " ..........................