ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบใช้บริการรถไฟในการเดินทาง เพราะมีราคาประหยัดกว่าการเดินทางแบบอื่น ๆ ถึงแม้จะไม่สะดวกสบายเท่าไรนัก แต่ก็เหมาะกับคนที่ชอบเดินทางแต่มีงบน้อยแบบผมเป็นอย่างมาก หากผมมีเวลาว่างในวันหยุด ผมก็มักจะนั่งรถไฟไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ เสมอ ใกล้บ้างไกลบ้างก็แล้วแต่ว่าจะมีเวลาว่างกี่วัน  เรียกได้ว่าผมแทบเดินทางไปทุกที่ที่มีสถานีรถไฟ  สำหรับผมบรรยากาศบนรถไฟมันคือการท้าทาย เพราะเราไม่รู้ว่าในรถไฟแต่ละขบวน แต่ละโบกี้ ในแต่ละช่วงเวลานั้นเราจะได้เจออะไรบ้าง  เราอาจจะได้เจอความวุ่นวาย เวลาที่มีผู้โดยสารแน่นขบวนจนทำให้รู้สึกอึดอัด บางครั้งอาจจะเจอแต่ความเงียบเมื่อทั้งโบกี้มีเรานั่งอยู่แค่คนเดียว  บางทีก็มีโอกาสได้เห็นหนังรักโรแมนติกที่คู่รักบรรเลงให้เราเห็นโดยไม่แคร์สายตาคนดู  และอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการชายของบนรถไฟ  เสียงเพลงที่ขับร้องโดยคนเมา  หรือการแย่งที่นั่งกันบนรถไฟ ซึ่งทุกอย่างมันคือวิถีชีวิตของคนที่ขึ้นรถไฟเป็นประจำ แต่มีอีกประสบการณ์ที่หากใครได้เจอแล้วอาจจะทำให้ไม่อยากขึ้นรถไฟไปอีกเลยก็ได้ นั่นก็คือการพบกับเรื่องสยองบนรถไฟนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

หลอน                                                                      ภาพโดย Elias Sch. จาก Pixabay 

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้หยุดงานยาวถึงสี่วัน  ผมจึงวางแผนขึ้นรถไฟไปเที่ยวทะเลเพื่อผ่อนคลายสมอง  และผมก็ตัดสินใจจะนั่งรถไฟไปลงหัวหินแล้วต่อสองแถวไปที่เขาเต่า  ซึ่งผมชอบบรรยากาศทะเลที่นั่นมากที่สุด แถมยังนั่งรถไม่นานทำให้ผมมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น  ผมขึ้นรถไฟตอนทุ่มครึ่งซึ่งตอนนั้นคนก็ไม่มากนักทำให้ผมนั่งเหยียดขาได้อย่างสบาย  ผมนั่งฟังเพลงไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอารมณ์ จนเคลิ้มกำลังจะหลับ ขณะที่เคลิ้ม ๆ อยู่นั้นก็รู้สึกว่ารถไฟจอดที่สถานีไหนสักแห่ง ซึ่งผมก็ไม่สนใจเพราะยังไม่ถึงสถานีปลายทางที่ต้องการจะลง  แต่พอรถไฟแล่นไปต่อผมก็ต้องสะดุ้งลุกขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเหมือนใครทุ่มของลงพื้นอย่างแรง  ผมลุกขึ้นมานั่งและมองไปรอบ ๆ ก็เพิ่งรู้ตัวว่า โบกี้ที่ผมนั่งอยู่เหลือผู้โดยสารคือผมคนเดียวเท่านั้น  แต่เมื่อผมไม่เห็นที่มาของเสียงผมก็ล้มตัวลงไปนอนต่อ

Advertisement

Advertisement

หลอน                                                                 ภาพโดย Peter H จาก Pixabay 

ระหว่างที่นอนอยู่นั้นผมได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินลากของเข้ามาใกล้ ๆ ผม ได้ลองหรี่ตามองแต่ช่วงขาก็เห็นว่าเป็นขาคนใส่กางเกงยีนขาด ๆ กำลังเดินลากของผ่านไป แต่อยู่ ๆ ก็หยุดเดินแล้วทำท่าเหมือนหันมาทางผม  ผมจึงยกหัวขึ้นมาดูก็ต้องตกใจ จนแทบกลิ้งตกที่นั่ง เพราะร่างนั้นไม่มีหัว  มันพยายามจะเดินเข้ามาหาผม  ผมรีบกระโดดหนีออกมาทันที  แต่ยังไม่ทันจะวิ่งออกจากโบกี้ได้  ผมเกิดสะดุดล้มเสียก่อน ผมพยายามลุกขึ้นมาแต่ขาของผมถูกดึงไว้แน่น  ผมพยายามร้องโวยวายให้คนช่วยแต่ก็ไม่มีใครได้ยินเลย ผมดิ้นจนสุดแรงและพยายามตั้งสติ เอามือคว้าหลวงปู่ทวดที่ห้อยไว้ที่คอกำไว้แน่น พยายามสวดมนต์ทุกบทที่จำได้  ขณะนั้นรถไฟเข้าจอดที่สถานีพอดี แสงไฟสว่างขึ้น เจ้าผีร้ายได้หายไปแล้ว  ผมจึงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปอีกโบกี้ทันที่ ซึ่งก็แปลกมากเพราะโบกี้นี้กับมีคนนั่งเบียดกันแน่ ไม่เหมือนกับโบกี้เมื่อสักครู่ที่ผมนอนอยู่คนเดียว ทุกคนมองหน้าผมอย่างแปลกประหลาดเหมือนอยากจะถามอะไรแต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ผมจึงมองหาที่นั่งตรงที่คนเยอะ ๆ ขณะนั้นเห็นมีวัยรุ่นสองคนกำลังจะลงที่สถานี  ผมจึงเข้าไปนั่งแทน ก่อนที่วัยรุ่นสองคนจะลงรถเขาได้มากระซิบถามผมว่า “พี่ ๆ พี่ห้อยพระอะไรหรอ” 

Advertisement

Advertisement

ผมก็ตอบไปว่า “หลวงปู่ทวด”

จากนั้นวัยรุ่นสองคนก็เดินลงรถไฟไปทิ้งปริศนาให้ผมอยู่อย่างนั้นว่าสรุปแล้วผมเห็นผีคนเดียวหรือทุกคนบนรถไฟเห็นเหมือนกันหมดกันแน่

หลอน                                                                  ภาพโดย Pete Linforth จาก Pixabay