สวัสดีครับ ผม ส.อ.อัศวนนท์  กุลฉวะ แอดมินเพจประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา จะมานำเสนอ เกี่ยวกับสรรพนามที่ใช้เรียกพระราชวังหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยาให้ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันได้มีบางคนนำศัพท์ที่เรียก พระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา ว่า พระบรมมหาราชวัง ซึ่งตามจริงแล้วเรียกแบบนั้นไม่ถูกต้อง เพราะตามหลักฐานแล้ว  ในรัชสมัย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชอนุชา ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบัญญัติให้เรียกพระราชวังหลวงว่า "พระบรมมหาราชวัง" นั่นคือ ทรงบัญญัติให้ใช้คำว่า "บรม" สำหรับฝ่ายวังหลวง และ “บวร” สำหรับฝ่ายวังหน้า พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าจึงเรียกว่า "พระบวรราชวัง" เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังหลวงก็ยังคงใช้ว่า "พระบรมมหาราชวัง" มาจนกระทั่งปัจจุบัน

Advertisement

Advertisement

      หลักฐานที่ยืนยันว่าการใช้สรรพนามเรียกวังหลวงครั้งกรุงศรีอยุธยา ว่า พระราชวังหลวง หรือ พระราชวัง ไม่เคยเรียกว่า พระบรมมหาราชวัง

จากพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ พงศาวดารฉบับนี้เชื่อว่าเขียนขึ้นเมื่อกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานีอยู่จึงมีความน่าเชื่อถือกว่าฉบับอื่นๆ และพอใช้อ้างอิงได้

   เช่นในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐมีการกล่าว ถึง พระราชวังไว้ ๒ เหตุการณ์

    เหตุการณ์แรก ศักราช ๙๑๙ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๐๐) วันอาทิตย์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๔ เกิดเพลิงไหม้ในพระราชวังมาก อนึ่งในเดือน ๓ นั้นทำการพระราชพิธีอาจาริยาภิเศก แลทำการพระราชพิธีอินทราภิเศกในวังใหม่ อนึ่งเดือน ๔ นั้น พระราชทานสัตสดกมหาทาน แลให้ช้างเผือกพระราชทานมีกองเชิงเงิน ๔ เท้าช้างนั้น เป็นเงิน ๑,๖๐๐ บาท แลพระราชทานรถ ๗ รถเทียมด้วยม้า แลมีนางสำหรับรถนั้นเสมอรถ ๗ นาง อนึ่งในเดือน ๗ นั้น เสด็จไปวังช้างตำบลโตรกพระ ได้ช้างพลายพัง ๖๐ ช้าง

Advertisement

Advertisement

     เหตุการณที่ ๒ ศักราช ๙๒๓ ระกาศก (พ.ศ. ๒๑๐๔) พระศรีศิลป์บวชอยู่วัดมหาธาตุ แล้วหนีออกไปอยู่ตำบลม่วงมดแดง แลพระสังฆราชวัดป่าแก้วให้ฤกษ์แก่พระศรีศิลป์ ให้เข้ามาเข้าพระราชวัง ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๙ ครั้งนั้นพระยาสีหราชเดโชเป็นโทษรับพระราชอาชญาอยู่ แลพระยาสีหราชเดโชจึงให้ไปว่าแก่พระศรีศิลป์ว่า ครั้นพ้นวันพระแล้วจะให้ลงพระราชอาชญาฆ่าพระยาสีหราชเดโชเสีย แลขอให้เร่งยกเข้ามาให้ทันแต่ในวันพระนี้ แลพระศรีศิลป์จึงยกเข้ามาแต่ในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ เดือน ๘  เพลาเย็นนั้นมายังกรุง ครั้นรุ่งขึ้นในวันพระนั้น พระศรีศิลป์เข้าพระราชวังได้ ครั้งนั้นได้ พระศรีศิลป์มรณภาพในพระราชวังนั้น ครั้นแลรู้ว่าพระสังฆราชป่าแก้วให้ฤกษ์แก่พระศรีศิลป์เป็นแม่นแล้วไซร้ ก็ให้เอาพระสังฆราชป่าแก้วไปฆ่าเสีย

Advertisement

Advertisement

หรือ แม้แต่ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งเป็นพงศาวดารที่ชำระในรัชสมัย ร.๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งยุคสมัยก็ยังห่างกันไม่ไกล ซึ่งตามจริงพงศาวดารฉบับพันจัน ได้กล่าวถึง พระราชพงศาวดารไว้หลายช่วง แต่จะนำมาลงแค่ช่วงสุดท้ายที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) ได้กล่าวถึงพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา ไว้ในช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาแก่ ข้าศึก ดังนี้ 

ครั้น ณ วันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุน นพศก (จ.ศ. ๑๑๒๙ พ.ศ. ๒๓๑๐ ) เพลาบ่าย ๔ โมง พม่ายิงปืนป้อมสูงวัดการ้อง วัดแม่นางปลื้ม ระดมเข้ามาในกรุง แล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพงครั้นเพลาค่ำกำแพงทรุดลงหน่อยหนึ่ง พม่าก็เข้ากรุงได้ เข้าเผาพระราชวังและวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แล้วกวาดเอากษัตริย์ขัตติยวงศ์ แลท้าวพระยาเสนาบดี อพยพครอบครัวทั้งปวงพาไป แต่พระเจ้า แผ่นดินนั้นหนีออกจากพระนครแต่พระองค์เดียว ได้ความลำบาก ก็ถึงซึ่งพิราลัยไปสู่ปรโลก

        ซึ่งพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับอื่นๆนอกเหนือจากที่ยกตัวอย่างมาก็เรียกพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา ว่า พระราชวังบ้าง หรือ พระราชวังหลวงบ้าง ไม่มี ฉบับไหนที่เรียก วังหลวงของกรุงศรีอยุธยา ว่า พระบรมมหาราชวังเลยสักฉบับเดียว

โมเดลพระราชวังหลวง กรุงศรีอยุธยา จัดแสดงที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ภาพโดยเจ้าของบทความ(โมเดลพระราชวังหลวง กรุงศรีอยุธยา จัดแสดงที่ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ภาพโดยเจ้าของบทความ)

 

การเรียกวังหลวง ว่า พระบรมมหาราชวัง มีตอนไหน?

      การเรียกพระราชวังหลวง ว่า พระบรมมหาราชวังนั้น เป็นขนบที่เกิดขึ้นสมัยหลัง ช่วงรัตนโกสินทร์ ปรากฎในช่วงรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยก่อนหน้ารัชกาลที่ ๔ ปลายรัชกาลที่ ๓ นั้นก็ยังเรียก ว่า พระราชวัง อยู่อย่างแต่ก่อน โดยอาศัยหลักฐานอ้างอิงดังต่อไปนี้

ภาพถ่ายทางอากาศพระบรมหาราชวัง ถ่ายเมื่อวันที่ ๒๖ ส.ค.  ๒๔๖๖ ภาพจากหอจดหมายเหตุชาติ กรมศิลปากรเผยแพร่(ภาพถ่ายทางอากาศพระบรมหาราชวัง ถ่ายเมื่อวันที่ ๒๖ ส.ค.  ๒๔๖๖ ภาพจากหอจดหมายเหตุชาติ กรมศิลปากรเผยแพร่)

ภาพ ตราพระราชลัญจกร ประจำรัชกาลที่ ๔

(ภาพ ตราพระราชลัญจกร ประจำรัชกาลที่ ๔ )

ภาพ ตราพระราชลัญจกร ประจำ สมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ

(ตราพระราชลัญจกร พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)

 

      พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ได้ออกนามเรียก วังหลวงกรุงรัตนโกสินทร์ ว่า พระราชวังหลวง มาแต่ต้น ตั้งแต่ สมัย ร.๑ เลื่อยมาจนถึงแผ่นดิน ร.๓ จะมาเปลี่ยนเรียกว่า พระบรมมหาราชวังก็ช่วงต้นแผ่นดิน ร.๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเอง โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชอนุชา ขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงบัญญัติให้เรียกพระราชวังหลวงว่า "พระบรมมหาราชวัง" นั่นคือ ทรงบัญญัติให้ใช้คำว่า "บรม" สำหรับฝ่ายวังหลวง และ “บวร” สำหรับฝ่ายวังหน้า พระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้าจึงเรียกว่า "พระบวรราชวัง" เมื่อพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว พระราชวังหลวงก็ยังคงใช้ว่า "พระบรมมหาราชวัง" มาจนกระทั่งปัจจุบัน

      

     สรุปตามหลักฐาน 

วังหลวงกรุงศรีอยุธยา ควรเรียกว่า พระราชวังกรุงศรีอยุธยา หรือ พระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยา ไม่ควรเรียกว่าพระบรมมหาราชวัง เพราะพระบรมมหาราชวังเป็นขนบหลังช่วงรัตนโกสินทร์นั้นเอง

 

อ้างอิง

- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหลวงประเสริฐฯ

- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม)

- พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสิทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์