เรื่องนี้เป็นความทรงจำที่น่าสะพรึงกลัวของฉัน เมื่อกว่า ๔๐ ปีล่วงมาแล้ว

โรงเรียนของฉันตั้งอยู่ในวัด หันหน้าเข้าหาศาลาหลังใหญ่ มีลานดินกว้างคั่นอยู่ตรงกลาง เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้า เด็กนักเรียนก็ไปยืนเข้าแถวกันในลานวัด เวลาพักกลางวันก็อาศัยลานวัดแห่งนี้เป็นที่วิ่งเล่น เพราะมีต้นสะตือและต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่แผ่ใบกว้าง พอให้เด็กๆ ได้หลบแดดกัน

 

ฉันมองผ่านประตูห้องเรียนออกไปที่ลานวัด ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๑๐๐ เมตร เห็นผู้ใหญ่หลายคนกำลังยกท่อนไม้มากองสุมไว้ โดยปักเสาไว้สี่มุมสูงราวๆ ๑ เมตร แล้วเอาท่อนไม้ไปวางเรียงซ้อนๆ กันขึ้นไปจนเต็ม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว และดูอึดอัดอย่างน่าประหลาด ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็กลับดูมืดมัว หม่นหมอง

 

“เขากำลังทำเชิงตะกอน เพื่อเผายายบุญมี” เบี้ยว เพื่อนร่วมชั้นเรียนของฉันที่บ้านอยู่ติดรั้ววัดบอก และเล่าว่า ยายบุญมีที่บ้านอยู่กลางทุ่งนาเหนือวัดขึ้นไป เป็นลมตายมาได้ ๓ วันแล้ว วันนี้เขาจะเอาศพมาเผา ญาติๆ จึงช่วยกันเอาท่อนไม้มาทำเชิงตะกอนไว้กลางลานวัดเพื่อเผาศพยายบุญมี

Advertisement

Advertisement

 

ฉันนึกในใจว่า ช่วงที่เขากำลังเผาศพยายบุญมีที่กลางลานวัดนั้น เด็กๆ อย่างพวกฉันจะไปอยู่ตรงไหน ถ้านั่งอยู่ในห้องเรียนก็คงเห็นภาพการเผาศพอย่างเต็มตา เพราะมันไม่ไกลจากห้องเรียนของฉันเลยสักนิด ฉันไม่อยากเห็นภาพการเผาผี จึงภาวนาขอให้ครูดิเรกปล่อยเด็กๆ กลับบ้าน ก่อนที่การเผาผียายบุญมีจะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ

เชิงตะกอนครูดิเรก เดินเข้ามา ฉันแอบดีใจว่าครูดิเรกคงมาบอกอนุญาตให้เด็กๆ กลับบ้านกันก่อนเป็นแน่ แต่ฉันก็ต้องผิดหวังอย่างรุนแรงเมื่อครูดิเรกบอกว่า วันนี้เด็กๆ จะได้เรียนรู้เรื่องประเพณีเผาศพกัน โดยครูจะให้เด็กๆ ทุกคน ไปเผาศพยายบุญมีที่ลานกลางวัดในช่วงบ่ายสามโมง

Advertisement

Advertisement



ฉันและเพื่อนๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใจเต้นตึกตั๊กเหมือนจะกระดอนออกมานอกอกเสียให้ได้ ทั้งกลัว ทั้งตกใจ เพราะเด็กๆ อย่างพวกฉันยังไม่เคยเห็นคนตาย และยังไม่เคยเผาผีใครมาก่อนทั้งนั้น ขนาดตากลิ้งเมาตกน้ำตายเมื่อหลายวันก่อนโน้น พวกฉันก็ยังไม่มีใครกล้าไปดูเลย แล้วนี่ครูดิเรกจะให้พวกฉันไปเผาผียายบุญมีกันสดๆ ถึงเชิงตะกอนเลยทีเดียว จะไม่ให้ตื่นเต้น ตกใจ และหวาดผวาได้อย่างไร

 

“ฉันไม่อยากไปเผายายบุญมีเลย” ฉันแอบโอดครวญกับเพื่อนๆ อย่างครั่นคร้าม เนื้อตัวร้อนผ่าวเหมือนจะเป็นไข้เสียให้ได้

 

ก่อนเสียงกองเพลจะดังขึ้น สิ่งที่ฉันไม่อยากเห็นก็ได้เห็น นั่นคือ ขบวนแห่ศพของยายบุญมีที่โผล่พ้นทุ่งนาเข้ามาในวัด เด็กๆ วิ่งกรูกันไปเกาะลูกกรงที่ชานระเบียงยืนมองดูขบวนแห่นั้น ยกเว้นฉันที่ยังรู้สึกกลัวๆ จึงไม่ยอมลุกออกจากห้องไปยืนมองเหมือนคนอื่น แต่เมื่อเพื่อนๆ ในห้องลุกออกไปยืนที่ระเบียงกันหมด ฉันจึงจำใจต้องเดินตามออกไปด้วยอย่างเสียมิได้

Advertisement

Advertisement

 

ศพของยายบุญมีบรรจุอยู่ในโลงไม้สีน้ำตาล มีผ้าห่มสีแดงคร่ำคร่าปิดคลุมมาด้านบน ใช้เชือกมัดหัวมัดท้ายโลง แล้วเอาไม้ยาวสอดเพื่อทำเป็นคานหามทั้งด้านหัวและท้าย ด้านละ ๒ คน คนที่เดินตามกันมาเป็นแถวยาวต่างก็ใส่เสื้อผ้าสีดำ ขาว และสีหม่นๆ มีหลวงตาอินเดินถือสายสิญจน์จูงหีบศพมา พร้อมกับมีคนถือหม้อดินจุดไฟ และตะเกียงมาด้วย เมื่อมาถึงวัด ศพของยายบุญมีก็ถูกนำขึ้นไปวางบนศาลาเพื่อทำพิธีทางศาสนาก่อน

 

ข้าว และไข่เจียว ที่แม่คดใส่ปิ่นโตให้ฉันไปกินกลางวันที่โรงเรียนช่างจืดชืด ไร้รสชาติอย่างบอกไม่ถูก กินแล้วรู้สึกฝืดคอขึ้นมาทันใด ด้วยใจของฉันไม่ได้อยู่ที่ปิ่นโตข้าวตรงหน้าเสียแล้ว หากแต่ไปอยู่ที่เชิงตะกอนกลางลานวัดโน่น สายตาก็ทอดมองขึ้นไปบนศาลา เห็นโลงศพยายบุญมีตั้งตะคุ่มอยู่ และพระกำลังทำพิธีกัน ฉันนั่งนับถอยหลังอยู่ในใจว่า นี่คงจะใกล้เวลาที่ฉันจะต้องไปเผาผียายบุญมีเข้ามาทุกทีแล้วสินะ

 

เวลาพักกลางวัน แทบไม่มีเด็กคนไหนไปวิ่งเล่นที่ลานวัด และเก็บลูกสะตือมาเล่นเข่นกัน เพื่อแข่งกันว่าของใครจะแข็งกว่ากันเหมือนเช่นทุกวัน ใต้ต้นสะตือและต้นโพธิ์จึงดูเงียบเหงากว่าวันอื่นๆ

 

ช่วงบ่าย ท้องฟ้าครึ้มๆ เหมือนฝนจะตก แต่ไม่ยอมตก ทำให้อากาศที่ร้อนมาตั้งแต่ช่วงเช้า ยิ่งร้อนอบอ้าวขึ้นไปอีก ไม่มีลมพัดเหมือนเมื่อวาน จนเหงื่อฉันแตกพลั่กราวกับว่าเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ รู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว

 

พักกลางวันแล้ว เด็กๆ กลับเข้ามาในห้อง ครูดิเรกเดินเข้ามาและแจกธูปให้เด็กๆ ถือไว้คนละดอก และอธิบายเรื่องประเพณีการเผาศพให้ฟัง

 

“เมื่อมีคนตายในบ้าน ลูกหลานจะทำการอาบน้ำศพให้สะอาดก่อน ด้วยน้ำร้อนต้มใส่ใบมะขาม ใบฝรั่ง ต่อจากนั้นจะแต่งตัวศพด้วยการทาขมิ้น ผัดแป้งหวีผม ใส่เสื้อผ้าชุดที่ผู้ตายชอบ หรือชุดที่สวยงาม จัดทำกรวยใบตองใส่ดอกไม้ ธูป เทียน ใส่มือพนมไว้เพื่อให้ผู้ตายนำไปบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แล้วใช้ผ้าขาวคลุม ใช้ด้ายสายสิญจน์มัดตราสังศพเป็นเปลาะๆ ก่อนนำศพใส่โลง และยกโลงไปตั้งบนเรือนหันด้านศีรษะไปทางทิศตะวันตกเพื่อทำพิธีสวดศพต่อไป”

 

ครูดิเรก เล่าอีกว่า ในสมัยก่อนการนำศพออกจากบ้าน จะไม่ยกศพออกทางประตูเหมือนคนปกติ และไม่ให้ศพได้ลอดใต้ขื่อ บางทีถึงกับรื้อฝาบ้านข้างหนึ่งเพื่อนำศพออกก็มี ทั้งนี้เพราะเรือนเมื่อสมัยก่อนค่อนข้างเล็กและขื่อเตี้ย การยกศพต้องช่วยกันหลายคนจึงเบียดเสียดไม่สะดวก ฝากระดาน ของบ้านสมัยก่อนสามารถถอดออกได้สะดวก เพราะใช้วิธีเข้าลิ่มไม่ได้ทำตายตัวเหมือนปัจจุบัน

 

เมื่อยกศพออกทางด้านฝาบ้าน ต้องทำบันได ๓ ขั้นพาดไว้เป็นทางลง ไม่ลงบันไดเดียวกับที่คนใช้อยู่ประจำ บันได ๓ ขั้นนี้ทำไว้ชั่วคราวไม่แข็งแรงนัก พอคนขึ้นลงก็หักโดยง่าย เป็นเคล็ดความเชื่อว่า ทำให้วิญญาณไม่สามารถ หาทางย้อนกลับมาบ้านได้ จะได้ไปผุดไปเกิดเสีย ไม่มัววนเวียนอยู่บนโลกด้วยความห่วงลูกหลานและทรัพย์สมบัติ

 

คนสมัยก่อน ใช้ไม้ไผ่มาผ่าทำฟากเป็นซี่ๆ สำหรับปูพื้นเรือนและทำฝา เมื่อนำศพออกจากบ้านแล้ว ก็จะชักฟากออก ๓ ซี่ เพื่อลวงไม่ให้วิญญาณจำบ้านได้ และปริศนาธรรม อธิบายเกี่ยวกับเรื่องไตรลักษณ์ คือ รูป สังขาร วิญญาณ ล้วนไม่เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน เมื่อความตายมาเยือนไม่มีใครสามารหลีกหนีได้ ต้องละสังขารทิ้งร่าง ไว้เหมือนกับเรือนที่ว่างเปล่า

 

เมื่อนำศพออกจากบ้านแล้ว สมัยก่อนจะมีการตีหม้อดินใส่นํ้า ๓ ใบด้วยไม้ซีก เมื่อตีหม้อดินแตกแล้ว ก็หักไม้ทิ้งเสีย เป็นปริศนาธรรมหมายถึงการแตกสลายของสังขาร หรือธาตุต่างๆ เช่น ธาตุดินและธาตุนํ้าที่มาชุมนุมกันเป็นร่างกาย เมื่อแยกออกแล้วก็ต้องกลับไปเป็นธาตุเหล่านั้น เหมือนเช่นเดิม

 

“ส่วนหม้อไฟ และตะเกียงที่นักเรียนเห็นในขบวนแห่ศพเมื่อกี้ เขาจะจุดไว้ตั้งแต่มีคนตายในบ้าน และระวังไม่ให้ดับ เป็นเรื่องที่ทำกันมาแต่โบราณ เพราะสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้ จำเป็นต้องใช้แสงสว่างจากตะเกียงหรือหม้อไฟนี้จุดไว้ มันจะได้ไม่น่ากลัว และเขาว่ากันว่าโลกของคนตายจะมืดมาก จึงต้องจุดตะเกียงไว้” ครูดิรกอธิบายและว่า บ้านเราแม้จะยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และเวลามีงานแบบนี้ ก็จะจ้างเครื่องปั่นไฟมาปั่นไฟให้แสงสว่างก็จริง แต่ก็ยังต้องจุดตะเกียงและหม้อไฟตามแบบโบราณด้วย

เด็กๆ นั่งฟังเรื่องที่ครูดิเรกเล่าให้ฟังด้วยความสนใจ จนแทบจะลืมเรื่องการไปเผาผียายบุญมีไป

 

“ตอนนี้ที่บนศาลา เจ้าภาพกำลังทำพิธีทางศาสนากัน โดยจะนิมนต์พระมาเลี้ยงอาหารเพล และมีการเทศนา ๑ กัณฑ์ซึ่งส่วนใหญ่พระท่านจะเทศน์เกี่ยวกับเรื่องการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความไม่เที่ยงของสังขาร ต่อจากนั้นก็มีการสวดมาติกา บังสุกุล ก่อนจะยกโลงศพมาวางบนเชิงตะกอน และทำพิธีเผา” ครูดิเรกว่า และอธิบายต่อว่ากองท่อนไม้ที่เด็กๆ เห็นอยู่นั้นเรียกว่า “เชิงตะกอน” หรือ “จิตกาธาน” ส่วน “กองฟอน” นั้น ใช้เรียกกองเถ้าถ่านภายหลังการเผาศพแล้ว

“วัดของเรายังไม่มีเมรุเผาศพที่ทันสมัย จึงต้องใช้วิธีการเผาแบบโบราณ โดยจะยกโลงศพขึ้นวางบนเชิงตะกอนแล้วจุดไฟเผา ให้ท่อนไม้และโลงศพไหม้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเดี๋ยวพวกเธอจะได้เห็นกับตา” ครูดิเรกพูด

 

เมื่อครูดิเรกพูดมาถึงตอนนี้ ฉันนึกไปถึงภาพตอนที่โลงไม้ถูกไฟเผามอดลง ก็คงจะเห็นร่างยายบุญมีนอนดำเป็นตอตะโกอยู่กลางกองไฟเป็นแน่ และน้ำเหลืองก็คงจะหยดลงบนไฟเสียงดังฉ่า ส่งกลิ่นตลบอบอวลเหมือนเวลาย่างปลาดุกไม่มีผิด ช่างน่าสยดสยอง ชวนให้ขนลุกเสียนี่กระไร

ฉันเคยได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันว่า การเผาศพบนเชิงตะกอนแบบนี้ ต้องระวัง สัปเหร่อต้องจัดการควบคุมให้ดี เพราะเมื่อโลงไม้ถูกไฟเผาหมดแล้ว เส้นเอ็นของศพที่ถูกความร้อนก็จะหดตัว และดึงรั้งให้ศพลุกนั่งขึ้นได้ ซึ่งเคยสร้างความแตกตื่นและขวัญผวากับผู้คนมามากแล้ว และถ้าศพยายบุญมีลุกขึ้นมานั่งแบบที่เขาเล่ากันละก้อ ฉันคงจะจับไข้หัวโกร๋นเป็นแน่ แค่คิดฉันก็รู้สึกเหมือนไข้จะขึ้นเสียให้ได้แล้ว

 

“ในสมัยโบราณ เวลาเผาศพบนเชิงตะกอนแบบนี้ คนที่มาเผาจะถือไม้ฟืนมาคนละดุ้น ถ้าหาไม้ที่มีกลิ่นหอม เช่น ไม้จันทน์ได้ก็ยิ่งดี แต่ไม้จันทน์หายาก ก็เลยใช้วิธีการวางดอกไม้จันทน์แทน”

ครูดิเรกบอกว่า ดอกไม้จันทน์ที่ใช้ในงานการเผาศพ ทำโดยเอาเศษไม้จันทน์ชิ้นเล็กๆ มามัดรวมกับวัสดุอื่นๆ เช่นซังข้าวโพด หรือกระดาษ ให้เป็นช่อคล้ายดอกไม้ บางแห่งไม้จันทน์หายากและมีราคาแพง ดอกไม้จันทน์ที่ใช้กันจึงไม่มีเศษไม้จันทน์เลยสักชิ้น แต่การเผาศพยายบุญมีในวันนี้ ครูดิเรกว่าเด็กๆ ไม่ต้องใช้ดอกไม้จันทน์ก็ได้ ใช้ธูปเพียงดอกเดียวก็ถือว่าเป็นการแสดงความเคารพกับผู้ตายเหมือนกัน

ยกศพลงจากศาลาฉันมองผ่านประตูห้องเรียนออกไปยังศาลาวัด เห็นคนเริ่มทยอยเดินลงจากศาลา แสดงว่าพิธีบนศาลาได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และศพยายบุญมีก็ถูกหามลงจากศาลามาที่เชิงตะกอน ฉันเห็นเขาหามโลงเดินเวียนอยู่ ๓ รอบ ก่อนจะนำโลงศพวางบนเชิงตะกอน

“นักเรียนเห็นเขาหามโลงศพเดินรอบเชิงตะกอน ๓ รอบใช่ไหม” ครูดิเรกตั้งคำถาม และอธิบายว่า ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าเขาเดินเวียนซ้าย ไม่ใช่เวียนขวาเหมือนการแห่นาคเข้าโบสถ์ ซึ่งเป็นงานมงคล การเวียนศพ ๓ รอบก่อนวางบนเชิงตะกอน เป็นการเวียนเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้ตาย และเป็นปริศนาธรรมเกี่ยวกับพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ในสามภพ คือ โลก นรก และสวรรค์

การแห่ศพที่ลานวัดครูดิเรก สั่งให้นักเรียนทุกคน ยืนเข้าแถวให้เป็นระเบียบ เตรียมตัวที่จะไปเผาศพยายบุญมี ฉันเกี่ยงให้เพื่อนๆ ไปยืนอยู่ด้านหน้า ส่วนตัวเองหลบไปยืนอยู่ปลายแถวสุด ใจเต้นตุ๊มๆต่อมๆ อย่างไม่เป็นท่าเลย มือกำก้านธูปไว้เสียจนชื้น

“เดี๋ยวพอผู้ใหญ่เขาทอดผ้าบังสุกุลที่เชิงตะกอนแล้ว พวกเธอเดินไปต่อแถวพวกผู้ใหญ่เขานะ เดินให้เป็นระเบียบ ห้ามผลัก ห้ามดันกันโดยเด็ดขาด อย่าส่งเสียงดัง ต้องสำรวม” ครูดิเรกกำชับ และบอกว่าเมื่อไปถึงเชิงตะกอนแล้ว ให้ยกมือไหว้ศพ ๑ ครั้ง วางธูปลงที่เชิงตะกอน แล้วกลับมาที่ห้องเรียน

บึ้ม !!”

เสียงเหมือนใครยิงปืนใหญ่ดังสนั่นขึ้นอย่างแรง ต่อเนื่องกัน ๖ ครั้งซ้อน ดังขึ้นมาจากหลังต้นโพธิ์ข้างโรงเรียน แรงสั่นสะเทือน ทำให้กระจกช่องลมบนหน้าต่างแตกร้าวร่วงหล่นลงมาดังกราว เด็กๆ พากันขวัญเสียแตกขบวนไม่เป็นท่า บางคนหน้าเหยเกเหมือนจะร้องไห้ ฉันเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เพราะไม่นึกว่าจะได้ยินเสียงอะไรที่ดังน่ากลัวขนาดนี้ มันรวดเร็ว รุนแรง เกินกว่าที่จะตั้งตัวได้ทัน


“ไม่ต้องตกใจ เขาแค่จุดพลุส่งสัญญาณว่าการเผาศพเริ่มขึ้นแล้ว ไม่มีการจุดซ้ำอีกแล้ว พวกเธอไม่ต้องกลัว” ครูดิเรกปลอบ และจัดขบวนแถวให้เป็นระเบียบใหม่อีกครั้ง

 

กว่าฉันจะก้าวขาไปยืนอยู่หน้าเชิงตะกอนได้ก็ยากเย็นพอสมควร รู้สึกว่าแข้งขา มือไม้ มันเย็นไปหมด เมื่อไปยืนแล้ว ก็ไม่กล้าจะเงยหน้าขึ้นมองโลงที่อยู่บนเชิงตะกอนตรงหน้า ได้แต่ก้มหน้านิ่งและรีบๆ วางธูปให้เสร็จ ก่อนหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกมาโดยไม่กลับไปมองอีก

 

เมื่อเด็กๆ กลับเข้ามาที่ห้องเรียนกันหมดแล้ว ครูดิเรกก็เดินตามเข้ามาบอกว่า เด็กๆ ทำได้เรียบร้อยดีมาก และอธิบายว่าขั้นตอนการร่วมพิธีเผาศพของแขกเสร็จแล้ว จากนี้ไปสัปเหร่อจะทำการเปิดโลง เพื่อให้ลูกหลาน ได้ดูหน้าผู้ตายเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงต่อยลูกมะพร้าวให้แตก เอานํ้ามะพร้าวซึ่งถือว่าเป็นนํ้าสะอาดบริสุทธิ์ ล้างหน้าศพเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงจุดไฟเผา

“ถ้าใครอยากรู้ว่าเขาทำอย่างไร อนุญาตให้ไปยืนมองที่ระเบียงได้”

ครูดิเรกอนุญาต แต่จะมีใครสักกี่คนที่อยากเห็นภาพแบบนั้น ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่อยากเห็นให้มันติดตา

แม้จะไม่อยากเห็น แต่เมื่อมองผ่านประตูห้องเรียนออกไปก็ต้องเห็นอยู่ดี เพราะเชิงตะกอนที่ตั้งอยู่กลางลานวัดกับห้องเรียนของฉันอยู่ไม่ไกลกันนัก

 

เมื่อไฟที่เชิงตะกอนลุกพรึ่บขึ้น ฉันเห็นตาเฉื่อย สัปเหร่อประจำวัด เอาผ้าที่คลุมโลงมา โยนไปมาข้ามกองไฟที่กำลังลุกไหม้ ๓ ครั้ง ซึ่งครูดิเรกอธิบายว่าเป็นปริศนาธรรม หมายถึงผู้ตายได้ข้ามพ้นของร้อนทั้ง ๓ อย่างไปแล้ว ของร้อนนั้นได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

“คนที่มาร่วมพิธีต้องรอให้สัปเหร่อชักฟืนออกมา ๓ ดุ้นก่อนจึงจะกลับบ้านได้ พวกเธอก็เหมือนกัน ต้องรอก่อน” ครูดิเรกบอกอีก และว่าฟืนที่ติดไฟ ๓ ดุ้นนี้ มีความหมายถึง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ซึ่งเป็นกองไฟที่แผดเผาให้เร่าร้อนอยู่ในวัฏสงสาร เมื่อชักออกหรือหลุดพ้นได้แล้วย่อมพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เด็กๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะฟังครูดิเรกอีกแล้ว ต่างรบเร้าให้ครูปล่อยกลับบ้านเสียที

หลังจากสัปเหร่อชักฟืนออก ๓ ดุ้นแล้ว คนที่มาเผายายบุญมีก็ทยอยกันกลับ เด็กๆ จึงได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้

ภาพประกอบจาก https://www.tsood.com/contents/155876ก่อนออกจากโรงเรียน ฉันอดที่เหลือบไปมองที่เชิงตะกอนอีกครั้งไม่ได้ คราวนี้โลงศพที่ถูกไฟลุกท่วมเมื่อครู่ ได้มอดไหม้ลง ฉันตกใจสุดขีด เมื่อเห็นร่างยายบุญมีไหม้เกรียมอยู่กลางไฟนั้น กลิ่นเนื้อไหม้ไฟโชยมาเข้าจมูกจนต้องรีบวิ่งจ้ำอ้าวไปให้ไกลที่สุด ไม่กล้าหันหลังกลับไปมองอีก กลัวจะเห็นยายบุญมีลุกขึ้นมานั่งเหมือนที่เขาเล่าๆกัน



“วักน้ำล้างหน้าล้างตากันก่อน” แม่พูดพร้อมกับยื่นขันน้ำใส่ใบทับทิมมาให้ฉันและน้อง เมื่อฉันกลับมาถึงบ้านโดยที่ยังไม่ได้ก้าวเท้าเข้าประตูบ้านด้วยซ้ำ

“ไปเผาผีมาต้องล้างหน้าก่อนเข้าบ้าน จะได้ไม่จำภาพติดตา” แม่บอกเหตุผล

 

ดึกแล้ว ทุกคนนอนหลับกันหมด แม่ก็หลับ พี่ก็หลับ แม้แต่ใจหนุ่มน้องชายฉันที่นอนคุดคู้อยู่ข้างแม่ก็หลับไม่รู้สึกตัว มีแต่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่ยังนอนเบิกตาโพลงอยู่ในความมืด

หลับตาลงครั้งใดก็เห็นแต่ภาพงานเผาผียายบุญมีเวียนมาให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ โดยเฉพาะร่างดำไหม้เกรียมกลางกองไฟที่ฉันเห็นเมื่อตอนบ่าย ดูจะเป็นภาพที่เวียนมาให้ฉันเห็นซ้ำมากที่สุดจนติดตา ซ้ำร้ายยังนึกเลยเถิดไปถึงภาพยายบุญมีลุกขึ้นนั่งอีกด้วย นึกถึงทีไรก็ผวาจนตัวสั่นไปทุกครั้ง

ฉันรู้สึกกลัวผียายบุญมีขึ้นมาจับใจ จึงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ปิดตั้งแต่เท้าจรดหัวไม่ให้มีช่องโหว่เลยสักนิด อากาศในโปงผ้าห่มร้อนอบอ้าวจนเหงื่อแตกพลั่กๆ ฉันไม่กล้าจะเปิดผ้าห่มออกมารับอากาศข้างนอกเลย ปวดฉี่ก็ปวด แต่ก็ไม่กล้าปลุกใคร ต้องทนทุรนทุรายอยู่ในโปงผ้าห่มแบบนั้นตลอดคืน

การล้างหน้าก่อนเข้าบ้านตามที่แม่บอก ไม่ได้ช่วยอะไรฉันเลยสักนิด

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก  

https://www.tsood.com/contents/155876

ภาพกองฟอน ดัดแปลงภาพจาก https://img.tnews.co.th/large/tnews_1483712355_3783.jpg

ภาพงานศพนายผึ่ง หนูทรัพย์ ที่วัดกลางขุยเมื่อปี 2538 ภาพต้นฉบับจากนายอดุลย์ บุสสา