วันที่ 25 ตุลาคม 2562 คณะกรรมการชุมชนท่องเที่ยว บ้านกลางขุย หมู่ที่ 5 ต.หนองไม้ซุง อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา  ไปรวมตัวกันที่วัดกลางขุย สถานที่จัดงาน “บ้านขุยเรามีดี” ครั้งที่ 1 ตั้งแต่เช้า เพื่อเตรียมสถานที่จัดงาน ซึ่งจะมีพิธีเปิดในวันรุ่งขึ้น

สายหน่อย อากาศเริ่มร้อนขึ้น ประกอบกับพื้นลานวัดเป็นพื้นซีเมนต์ จึงสะสมความร้อนไว้มากกว่าปกติ หมวกและเสื้อแขนยาวที่สวมใส่ป้องกันแดดแทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย ทำให้คนที่ทำงานกลางแจ้งต้องแอบเข้ามาหลบแดดในซุ้มไม้ไผ่เป็นระยะๆ ก่อนที่จะถูกแดดเผาไหม้เสียก่อน

หลังเที่ยง อากาศที่ร้อนระอุอยู่แล้ว ยิ่งทวีความร้อนอบอ้าวขึ้นไปอีก จนหลายคนต้องหางานทำในร่มไปพลางก่อน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่จัดเวทีรำวง ไม่กล้าออกไปสู้แดดกลางแจ้ง ต่างรอให้แดดร่มลมตกอีกสักนิด ค่อยไปลุยงานกลางแจ้งกันต่อ ที่นี่ฝนไม่ตกมานานแล้ว อากาศจึงร้อนผิดปกติแบบนี้

Advertisement

Advertisement

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุจนแทบจะหลอมละลายอยู่นั้น จู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา พร้อมเสียงฟ้าร้องอยู่ครืนโครมเป็นระยะๆ ชาวบ้านบอกว่านี่เป็นฝนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี ที่ตกหนักและต่อเนื่องยาวนานเป็นชั่วโมง น้ำฝนจำนวนมากที่ไหลลงมาตามขั้นบันไดกุฏิดูเผินๆ เหมือนชั้นน้ำตกไม่มีผิด

สถานที่จัดงาน ที่เคยเป็นลานปูนเตียนโล่ง ก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำมหาศาล ระดับความสูงไม่ต่ำกว่า 20 ซม.จนซุ้มไม้ไผ่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับขายสินค้าในวันรุ่งขึ้น มีสภาพคล้ายเรือนแพที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ทีมงานบางคนถึงกับพูดเล่นคลายเครียดว่า สภาพแบบนี้น่าจะเปิดตลาดน้ำหรือไม่ก็จัดแข่งเรือเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

https://onscene-prod.s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/files/styles/body_image_480w/public/inline-images/73252094_2584653671596577_3215004104497561600_o.jpg?itok=E3e8PbeX ราวๆ บ่ายสามโมง ฝนที่เทกระหน่ำลงมาก็ซาเม็ดลง แดดออกเหมือนเดิม ช่วยให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ว่าฝนคงไม่เทลงมาอีกแล้ว ทีมงานจึงช่วยกันระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่กลางลานวัดออกไปอย่างเร่งด่วน เพื่อจะได้เตรียมสถานที่จัดงานกันต่อ

Advertisement

Advertisement

ค่ำๆ การเตรียมสถานที่จัดงานก็เสร็จสิ้นลง ทีมงานแยกย้ายกันกลับบ้านพักผ่อน ด้วยความคาดหวังว่าอากาศในวันรุ่งขึ้นจะสดใส ไร้ฝนฟ้า เพื่อให้งานที่ตั้งใจจัดกันผ่านพ้นไปด้วยดี

คล้อยหลังไปไม่ถึง 2 ชั่วโมง ทั้งลมและฝนก็กระหน่ำลงมาอีกรอบ ทีมงานเริ่มหวั่นวิตก นึกไม่ออกว่า สภาพงานในวันรุ่งขึ้นจะเป็นอย่างไร ถ้าฝนยังเทลงมาเป็นระยะๆ แบบนี้

ยังไม่ทันจะสองทุ่มดี หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดกลางขุย ก็ส่งข้อความแจ้งเข้ามาในกลุ่มไลน์ว่า ป้ายต้อนรับขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนนั่งร้านสูง 4 ชั้น ซึ่งจัดทำกันมาเกือบทั้งวัน ได้ล้มคว่ำลงมากองอยู่กับพื้นเสียแล้ว งานเข้าทีมงานทันที ประธานชุมชนท่องเที่ยวฯ จึงนัดหมายทีมงานไปกู้ป้ายในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

Advertisement

Advertisement

เช้าตรู่วันที่ 26 ตุลาคม 2562 อากาศสดใส ไม่มีเค้าว่าฝนจะเติมลงมาอีก จนรู้สึกโล่งใจไปตามๆ กัน ทีมงานหลายคนเข้ามาเก็บกู้ป้ายที่ล้มครืนลงมา และเร่งรีบติดตั้งใหม่ให้แล้วเสร็จ ก่อนที่จะมีพิธีเปิดงานในเวลา 5 โมงเย็น ยังโชคดีอยู่บ้าง ที่ป้ายที่ล้มลงมานั้น ไม่ได้เสียหายมากนัก และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ส่วนเวทีรำวงที่ตกแต่งด้วยกระดาษสีไว้อย่างสวยงาม ก็แทบไม่เหลือความสวยงามให้เห็น จำต้องเริ่มตกแต่งกันใหม่อีกรอบ

เวลาเริ่มกระชั้นเข้ามาทุกที ขณะที่การเตรียมงานด้านต่างๆ ก็ยังไม่เรียบร้อย ทีมงานต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างเคร่งเครียด บางส่วนก็ต้องกวาดไล่น้ำที่ขังกลางลานวัดออกไปให้หมด จุดไหนที่ทางเละเดินไม่ได้ ก็ต้องตักหินมาถมเสริม และตักเอาโคลนออกไป จนล่วงเลยไปถึงบ่าย ทีมงานจึงถอนตัวออกจากพื้นที่ กลับไปบ้านอาบน้ำแต่งตัวมาร่วมงาน

บ่ายสี่โมง เมฆดำได้ก่อตัวขึ้นเหนือท้องฟ้าอีกครั้ง ทีมงานเริ่มเครียดอีกรอบ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก แบบไม่รู้จะทำอย่างไร

และแล้ว เมฆดำที่เคลื่อนมาคลุมพื้นที่จัดงาน ก็กลั่นตัวเป็นสายฝนโปรยปรายลงมาอีกระลอก เสียงคนตะโกนร้องบอกกันโหวกเหวกให้รีบไปจุดธูปบอกเล่า “หลวงปู่เอ้บ” ขอบารมีท่านให้ช่วยไล่ฝนไปก่อน อย่าเพิ่งตกลงมาตอนนี้ เพราะจะทำให้งานที่เตรียมการมาอย่างดีเละไม่เป็นท่าได้ ใครบางคนจึงรีบวิ่งเข้าไปในเจดีย์หลวงปู่เอ้บ จุดธูปบอกกล่าวหลวงปู่อย่างเร่งด่วน

https://onscene-prod.s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/files/styles/body_image_480w/public/inline-images/64845561_2502189733359631_5227944457386590208_n.jpg?itok=F2AdyCQr “หลวงปู่เอ้บ” เป็นผู้สร้างวัดกลางขุยและเป็นอดีตเจ้าอาวาสรูปแรก เป็นชาวลาวเวียง เกิดที่เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว ครอบครัวของหลวงปู่เอ้บได้ถูกกวาดต้อนเข้ามายังประเทศไทย พร้อมครอบครัวชาวลาวอื่นๆ ภายหลังศึกเจ้าอนุวงศ์ ช่วงปี พ.ศ. 2369-๒๓73 ต่อมาหลวงปู่เอ้บได้นำ ชาวลาวเวียงกลุ่มหนึ่ง อพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากทำมาหากินอยู่ที่บ้านกลางขุย ในราวปี 2400-2405 และสร้าง “วัดกลางขุย” ขึ้น เมื่อปี 2434

หลวงปู่เอ้บ เป็นพระผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่ มีจิตใจแน่วแน่ที่จะนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเผยแผ่ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เปี่ยมด้วยความเมตตา ศีลจารวัตรที่ดี มีเมตตาบารมี เป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของชาวบ้าน ซึ่งมักมีชาวบ้านมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลอยู่เป็นประจำ หลวงปู่เอ้บ มรณภาพเมื่อปี 2465 สิริอายุรวม 95 ปี ลูกหลานได้นำอัฐิมาบรรจุไว้ในเจดีย์ที่วัดกลางขุย เพื่อให้พุทธศานิกชนได้กราบไหว้บูชา และระลึกถึง

หลังจากที่จุดธูปบอกเล่าหลวงปู่เอ้บ เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียว สายฝนที่โปรยปรายลงมาแล้วก็หยุดนิ่งสนิท ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็เปิดสว่างขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ เหมือนไม่เคยมีฝนตกลงมาก่อน ท่ามกลางความยินดีของทุกคน

คนที่เข้าไปจุดธูปบอกเล่าหลวงปู่บอกว่า หลวงปู่เป็นชาวลาวเวียง การบอกเล่าหลวงปู่ให้ได้ผล ต้องพูดภาษาลาวเวียง ถ้าพูดภาษากลางหลวงปู่อาจไม่เข้าใจ ตนเองเป็นลูกหลานชาวลาวเวียง เกิดที่บ้านขุย จึงพูดภาษาลาวเวียงได้ ซึ่งได้บอกให้หลวงปู่ช่วยลูกหลานให้จัดงานราบรื่น อย่าได้มีอุปสรรคใดๆ โดยเฉพาะเรื่องฟ้าเรื่องฝน 

งานคืนวันที่ 26 ตุลาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 27 ตุลาคม ผ่านพ้นไปด้วยดีจนเสร็จงาน ไม่มีฝนเทลงมาให้เป็นอุปสรรคอีกแต่อย่างใด ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอภินิหารบารมีของหลวงปู่เอ้บโดยแท้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เรื่องราวน่าอัศจรรย์เกิดขึ้นที่นี่

https://onscene-prod.s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/files/styles/body_image_480w/public/inline-images/64514567_2502189143359690_548550873698009088_o.jpg?itok=PUZajoRb ย้อนไปก่อนหน้านั้น เมื่อราวปี 2536 คราวย้ายหมู่เจดีย์บรรจุอัฐิที่เคยตั้งเรียงรายอยู่ที่หน้าโบสถ์เก่าและข้างศาลาการเปรียญไปไว้หลังเมรุเผาศพที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อจัดระเบียบให้สวยงาม โดยนำรถแทรคเตอร์เข้ามาไถปรับพื้นที่ ทุกเจดีย์ถูกย้ายไปได้หมด คงเหลือเพียงเจดีย์เก่าแก่องค์หนึ่ง ซึ่งเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิหลวงปู่เอ้บ ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เพราะพอรถแทรคเตอร์เคลื่อนเข้าใกล้ทีไร ก็มีอันเครื่องยนต์ดับจนทำงานไม่ได้เสียทุกครั้งไป จะแก้ไขอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดทุกคนก็ลงความเห็นว่า หลวงปู่เอ้บคงไม่ต้องการให้ใครเคลื่อนย้ายท่านไปไหน  จึงสร้างเจดีย์ใหญ่ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ มีประตูเปิดเข้าไปใต้ฐานเจดีย์ เพื่อให้สักการะเจดีย์องค์เดิมได้ นับแต่นั้นมา

อีกคราวหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกลางเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เอง ทางวัดได้นำรถแบคโฮลด์มาปรับพื้นที่ข้างพระอุโบสถ แต่ก็เกิดปัญหาเครื่องยนต์ติดๆ ดับๆ ทำงานไม่ได้ จนต้องไปตามช่างมาดู ระหว่างที่รอช่าง มีคนแนะนำให้เจ้าของรถไปจุดธูปบอกเล่าหลวงปู่เอ้บ ขอบารมีท่านให้การทำงานราบรื่น ก็ปรากฏว่าหลังจากจุดธูปบอกเล่าหลวงปู่เอ้บแล้ว รถแบคโฮลด์ก็สามารถทำงานได้เป็นปกติ จนงานแล้วเสร็จไม่เกิดปัญหาอีกเลย ช่างที่มาดูก็แปลกใจเพราะไม่ได้แก้ไขอะไร รถก็ทำงานได้เป็นปกติทุกอย่าง เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจมาก

https://onscene-prod.s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/files/styles/body_image_480w/public/inline-images/64460766_2502190700026201_8864026288000598016_o.jpg?itok=D6YsBvtS พระมหาชัยสิทธิ์ ชยสิทโธ เจ้าอาวาสวัดกลางขุยรูปปัจจุบัน เล่าว่า เมื่อราวกลางเดือนพฤศจิกายนปี 2561 มีผู้หญิงคนหนึ่งได้มาสนทนากับท่าน บอกว่าไม่เคยมาวัดกลางขุยมาก่อน แต่เมื่อมาถึงวัดกลับรู้สึกว่าคุ้นเคยเหมือนเคยมาก่อนแล้ว

“โยมเขาเข้ามาคุยกับอาตมา เล่าว่า พอมาถึงวัดก็จำได้ทันที เหมือนที่เขาฝันเห็นไม่มีผิด โดยเฉพาะต้นโพธิ์ปากทางเข้าวัด จำได้แม่นทีเดียว โยมบอกว่าในฝันยืนอยู่แค่ต้นโพธิ์ ไม่สามารถเข้ามาในวัดได้ และได้พบพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งได้สอบถามว่าชื่ออะไร พระท่านตอบว่าชื่อหลวงปู่เอ้บ มาอวยพรให้เจริญรุ่งเรือง ตอนนั้นยังไม่รู้ว่า หลวงปู่เอ้บอยู่วัดไหน แต่เหมือนมีอะไรดลใจให้ต้องตามน้องชายมางานที่วัดกลางขุยให้ได้ เมือมาถึงแล้ว จึงได้ทราบว่าหลวงปู่เอ้บอยู่ที่วัดกลางขุยแห่งนี้ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจมาก” พระมหาชัยสิทธิ์เล่า

พระมหาชัยสิทธิ์ บอกว่า ในอดีตชาติผู้หญิงคนนี้อาจเป็นคนแถวนี้ และอาจมีส่วนร่วมสร้างวัดกลางขุยด้วยก็ได้ หรือเคยร่วมทำบุญกับวัดนี้มาก่อน จึงนิมิตเห็นหลวงปู่ในฝัน และชักนำให้มาถึงวัดนี้ได้ ถือว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เอ้บ ให้หมั่นทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกับเล่าด้วยว่า ภายหลังฝันถึง “หลวงปู่เอ้บ” แล้ว ผู้หญิงคนนี้โชคดี ถูกรางวัลเลขท้ายลอตตารี่ด้วย

เรื่องแบบนี้ ออกจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ที่วัดกลางขุยแห่งนี้

ชาวบ้านเชื่อกันว่า นี่คือ..อภินิหารหลวงปู่เอ้บ วัดกลางขุย ไม่เชื่ออย่าลบหลู่